การแสวงหาความสุขของมนุษย์
พระมหาเถระ พุทธสาวก
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:55 Tags:พระมหากัสสป
คือภิกษุผู้ใหญ่ครั้งพุทธกาลองค์หนึ่ง ออกบวชจากสกุลพราหมณ์ที่ร่ำรวยมหาศาล เป็นผู้มักน้อยสันโดษ ยินดีในการถือธุดงควัตร พระพุทธเจ้าทรงยกย่องในเรื่องนี้เอาไว้มาก ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านเป็นองค์สำคัญที่นำพระเถระทั้งหลายสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก
พระนาลกะ
หลานของกาลเทวินดาบสที่เป็นผู้มาทำนายเจ้าชายสิทธัตถะว่าจะได้เป็นศาสดาเอกตั้งแต่วันประสูติใหม่ๆ กาลเทวินดาบสได้แนะนำให้ท่านนาลกะออกบวชรอมหาบุรุษ ท่านจึงได้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ออกบวชรอเป็นเวลาถึง ๓๕ ปี เมื่อมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้ว ท่านได้มาขอฟังธรรมแล้วไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ท่านปฏิบัติโมเนยยปฏิปทา คือมีความมักน้อยสันโดษอย่างสูง ไม่ติดไม่ข้องสิ่งใด วันนี้นอนโคนไม้ต้นนี้ พรุ่งนี้นอนโคนไม้ต้นอื่น ไม่ซ้ำต้น วันนี้บิณฑบาตรบ้านนี้ พรุ่งนี้บิณฑบาตรบ้านอื่น ไม่ซ้ำบ้าน ท่านมักน้อยอย่างอุกฤษฏ์มาก หลังจากท่านฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติได้ ๗ เดือน พระนาลกะก็เข้านิพพาน (มรณภาพ) ในท่ายืน หันหน้าไปทางที่พระพุทธเจ้าประทับ ท่านเป็นพระอรหันต์ที่ปฏิบัติในโมเนยยปฏิปทา (ปฏิปทาของพระมุนี) อย่างอุกฤษฏ์ มีความมักน้อยสันโดษอย่างสูง หาที่เปรียบมิได้
พระจุลปันถก
พระมหาปันถกผู้เป็นพี่ชาย เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้ว ก็พยายามสอนพระน้องชายชื่อพระจุลปันถก เพื่อจะให้บรรลุธรรมตาม แต่พระจุลปันถกท่านเป็นคนโง่ เพราะในอดีตชาติเคยหัวเราะเยาะคนโง่มา เลยทำให้ท่านไม่สามารถท่องจำคาถาแค่ ๔ บรรทัดได้ ทั้งที่ใช้เวลาถึง ๓-๔ เดือน พระมหาปันถกต้องการลงโทษจึงขับไล่ พระจุลปันถกน้อยใจจึงไปหาพระพุทธเจ้าเพื่อขอลาสึก แต่พระพุทธเจ้าไม่ยอมสึกให้ พร้อมทั้งมอบผ้าขาวให้ ๑ ผืนให้พระจุลปันถกเอามือลูบ พร้อมทั้งท่องว่า รโชหรณังๆๆ ซึ่งแปลว่า ผ้าเช็ดธุลีๆๆ พระจุลปันถกลูบไป จนผ้าสีขาวกลายเป็นสีเทา เนื่องจากเหงื่อไคลในกายติดผ้า ท่านจึงเกิดปัญญาว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ขาวแล้วกลับไม่ขาว จนเกิดญาณเห็นโทษในสังขาร บรรลุอรหัตผลขณะที่เอามือลูบผ้าขาวนั้นเอง
บันทึกธรรม เรื่อง "สักกายทิฏฐิ"
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:10 Tags:
การละสักกายทิฏฐิสังโยชน์ในภาคปฏิบัตินั้น ผู้ที่ละได้ ย่อมจะมองทุกสิ่งทุกอย่างตามอาการที่มันเป็นจริง ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เมื่อมองสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง ย่อมจะเห็นสภาพความเป็นจริงของสังขารได้อย่างชัดเจนคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมจะเห็นความเป็นจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา ฉะนั้น ความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้ กับพระอริยบุคคลผู้ละสักกายทิฏฐิได้แล้วก็คือ
ปุถุชนทั้งหลายย่อมมองสังขารทั้งปวงอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น จึงยังยึดอยู่ในส่วนลึกของจิตว่า สังขารทั้งปวง เที่ยง เป็นสุข และเป็นตัวตนของเรา
ส่วนพระอริยะทั้งหลาย ย่อมมองสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง จึงเห็นสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามที่มันเป็นจริง
สำหรับความแตกต่างของพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ก็คือ พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้ แต่ยังละราคะและโทสะไม่ได้ พระสกิทาคามีละสักกายทิฏฐิได้ และสามารถทำราคะและโทสะให้เบาบางลงบ้าง พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้ ละราคะและโทสะได้ แต่ยังละอวิชชาไม่ได้ ส่วนพระอรหันต์คือผู้ละอวิชชาและกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้
พระโสดาบันนั้นเริ่มมองเห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ยังไม่สามารถถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราได้ เมื่อพระโสดาบันมีความพากเพียรในการเจริญอธิศีล อธิจิต อธิปัญญายิ่งยิ่งขึ้นไป ย่อมจะสามารถถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราให้เบาบางลงเรื่อยๆ แต่จะสามารถละได้อย่างเด็ดขาดถอนรากถอนโคนก็ต่อเมื่อละอวิชชาได้เท่านั้น คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง
อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๓)
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:08 Tags:- ความมีวินัยในตัวเอง และความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นที่พึ่งแก่คนในยามตกอับได้อย่างวิเศษที่สุด
- ชีวิตต้องก้าวต่อไป
ต้องก้าวไม่หยุด เพื่อความเจริญรุ่งเรือง
อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๒)
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:07 Tags:- ได้รู้ว่าตัวเองกิเลสยังหนา มันก็น่าปลื้มใจพอๆ กับได้รู้ว่าตัวเองหมดกิเลสนั่นแหละ
ธรรมภาษิต ตอน "อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต"
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:05 Tags:
- โลกนี้มิได้เป็นสุข เราจะมาประมาทหลงเพลินอยู่ในโลกนี้ทำไม
- แม้แต่อณูเดียวในโลกนี้ ก็ยึดไว้เป็นของเรามิได้
- ตำราเล่มสำคัญที่สุดคือการบรรลุแล้วเห็นเอง
- เราไม่สามารถบงการบังคับบัญชาเรื่องราวในโลกนี้ได้ทุกเรื่อง
- ทุกข์ทั้งหลาย ไม่ว่าทุกข์กายก็ดี ทุกข์ใจก็ดี เป็นเพียงความเกิดดับในปัจจุบันขณะ เมื่อใดเราเห็นว่าทุกข์ทั้งปวง ก็สักว่าเป็นเพียงความเกิดดับในปัจจุบันขณะ แล้วละตัวเสวยในทุกข์ได้ เมื่อนั้นก็หมดทุกข์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะทำดังนี้ได้ ก็ต้องเจริญสติให้ถึงความไพบูลย์พร้อมทั้งญาณปัญญา ก็เห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งปวงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรเข้าไปแบกเข้าไปหาบ พร้อมทั้งปล่อยวางลงได้ ก็หมดทุกข์
- ทำไมต้องให้ความสำคัญกับตัวเราให้มากมายนัก
- สิ่งใดมีคุณ สิ่งนั้นก็มีโทษในตัวทั้งสิ้น
- จงเลิกเสวยรสของภาษามนุษย์จากตัวเรา จากตัวผู้อื่นเสียที จงเลิกเสวยรสแห่งความสุขกาย ทุกข์กายจากตัวเรา จากตัวผู้อื่นเสียที จงเลิกเสวยรสแห่งความสุขใจทุกข์ใจจากตัวเรา จากตัวผู้อื่นเสียที
- อารมณ์ เบื่อ โกรธ ขี้โมโห ใจร้อน กลัว ทั้งหมดเป็นอารมณ์เช่นเดียวกัน ชนิดเดียวกัน อย่างเดียวกัน วิธีที่จะทำให้อารมณ์เหล่านี้เบาบางคือ ต้องฝึกกรรมฐานที่เกี่ยวกับการกำหนดทุกข์เป็นอารมณ์แล้วปล่อยวางในทุกข์ให้ได้ ทุกอารมณ์ที่กล่าวข้างต้นจะเบาบางเป็นอัตโนมัติ แต่ก็ยังไม่สามารถหายขาดสูญได้ ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ เพราะรากเหง้าของอารมณ์เหล่านี้คือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็น ตัวกู ของกู ต้องฝึกฝนการกำหนดทุกข์เป็นอารมณ์ เช่น หัดนั่งกรรมฐานในท่าที่ปวดง่าย เช่น ขัดสมาธิเพชร หรือนั่งยองๆ เมื่อเกิดความปวดก็อย่าเพิ่งเปลี่ยนท่า ฝึกกำหนดทุกข์แล้วพยายามปล่อยวางว่าทุกขเวทนานี้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ฝึกอย่างนี้บ่อยๆ ทุกวัน ต่อไปจิตจะไม่ค่อยมีอารมณ์เบื่อ โกรธ ขี้โมโห ใจร้อน กลัว คือมันจะเบาบางลง จงกำหนดทุกข์แล้วหัดปล่อยวางในทุกข์ ปัญหาในอารมณ์เหล่านี้จะคลี่คลายไปเองโดยลำดับ
- ตัวปรุงแต่งมักจะพาเราเข้าไปสู่โลกแห่งความฝันซึ่งไม่มีอยู่จริง
- กายก็ทำกิจของกาย เวทนาก็ทำกิจของเวทนา สัญญาก็ทำกิจของสัญญา สังขารก็ทำกิจของสังขาร วิญญาณก็ทำกิจของวิญญาณ ขันธ์ ๕ ทั้งหมดก็ทำกิจของมันไป อายตนะก็ทำกิจของอายตนะไป ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานอันใดเลย
- สำหรับผู้ที่ไม่ได้เจริญสตินั้น มรรคผลเป็นเรื่องสุดเอื้อมเหลือเกิน สำหรับผู้ที่เจริญสตินั้น มรรคผลเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน
- ปัญญาสูงสุดลึกซึ้งคือการเห็นความเกิดดับ ธรรมะขั้นสูงสุดลึกซึ้งคือการกลับคืนสู่ตนเอง
- การละอวิชชาคือการละความยินดีที่มีตัวตน การละความยินดีที่มีกาย การละความยินดีที่มีเวทนา การละความยินดีที่มีจิต การละความยินดีที่มีธรรม
- อริยสัจบรรพ ในฐานธรรมในธรรม ตอนท้ายของการเจริญสติปัฏฐานตามนัยของสติปัฏฐานสูตรนั้น ผู้เจริญอริยสัจบรรพนั้น ไม่ใช่ท่องจำเรื่องอริยสัจมาได้ แต่ต้องมาเห็นความเป็นอริยสัจในปัจจุบันขณะ ตามทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมีเวทนาตามทวารทั้ง ๖ เป็นตัวเชื่อมต่อไปสู่การเกิดตัณหา อันเป็นสมุทัยสัจ หรือการดับตัณหาอันเป็นนิโรธสัจ สำหรับการเกิดสมุทัยสัจ และทุกขสัจ เป็นธรรมดาในขณะกระทบอารมณ์ของสัตว์โลกโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่การเกิดมรรคสัจและนิโรธสัจ จะมีได้ก็ต่อเมื่อท่านผู้นั้นได้ฝึกฝนอบรมให้มาก ทำให้มาก ทำให้เกิดมีซึ่งมหาสติปัฏฐานเท่านั้น เพราะว่าบุคคลผู้มิได้เจริญสติปัฏฐานย่อมไม่สามารถดับทุกข์ได้เลย
- เมื่อจิตวางเฉยเป็นกลางอย่างมั่นคงพร้อมด้วยสติ ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายต่อโลก อวิชชาจึงจะขาดสะบั้นลง ทุกอาการที่มาปรากฏแก่อายตนะ ก็สักแต่เพียงการกระทบรับรู้ เมื่อรับรู้แล้วก็วางไป ไม่เอามาแบกมาหาบ
- ขันธ์ ๕ คือรูปนาม - กายใจ มันไม่ใช่ของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เปรียบเหมือนของที่ยืมเค้ามาใช้เนิ่นนาน... นานจนลืมไปว่าเป็นของที่ยืมเขามา นานจนนึกไปว่าเป็นของของเรา เมื่อถึงเวลาที่เจ้าของเขามาทวงคืน เราจึงเกิดความหวงแหน วิโยค เศร้าโศกใจ ทั้งที่ก็ไม่ใช่ของเราเลย เพียงแต่ว่ายืมมาใช้นานหน่อย นานจนกระทั่งว่าหลงผิดคิดว่าเป็นของเรา จงอย่าประมาทในการเจริญสติ จงฟั่นเฝืออบรมบ่มกรรมฐานของตนเองทุกวันทุกคืนทั้งตื่นและหลับ เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจในการอพยพออกจากเรือนไฟไหม้ คือขันธ์ ๕ อันนี้ พร้อมทั้งถอนอาลัยในโลกทั้งปวง ถอนอาลัยในมนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ พรหมสมบัติ ตั้งจิตให้แน่วแน่มั่นคงว่า ขึ้นชื่อว่าการเกิดอีกอย่ามีแก่เราเด็ดขาด เพราะขันธ์ทั้งหลาย ไม่ว่าหยาบ ละเอียด เลว ประณีต ก็เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น ที่ที่หมดทุกข์ จะต้องเป็นที่ที่หมดความอาลัยในสังขารทั้งปวง คือพระนิพพาน ขอขอบคุณความแก่ชราและความเจ็บไข้ได้ป่วยที่อุตส่าห์มีเมตตามาตักเตือนให้เรารีบเร่งย้ายอุปาทานในกายใจ ก่อนที่มรณภัยจะมาเผาผลาญให้รูปกายสังขารนี้แตกทำลายไม่มีชิ้นดี ดังคำของพระบรมศาสดาได้ตรัสเอาไว้ว่า "ความเพียรเป็นกิจที่จะต้องทำวันนี้ ใครเล่าจะล่วงรู้ความตายว่าจะกรายมาในวันพรุ่ง" จงคิดไว้เสมอว่า ความตายเป็นประดุจเพชฌฆาตเงื้อดาบเดินตามหลังเราอยู่ทุกขณะจิต ไม่รู้จะฟันลงมา ณ วินาทีใด จงภาวนาทุกลมหายใจเข้าออกว่า "ความตายจักมี ชีวิตนี้จักดับดิ้น" ให้มองเห็นโทษในสังขารที่กำลังบ่ายหน้าไปสู่ความแตกทำลายคือความตายอยู่ทุกขณะจิต มันจะทำให้เราเห็นคุณค่าของพระรัตนตรัย คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโลกุตตรธรรม และพระอริยสงฆ์ เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่ง พาเราให้พ้นจากเรือนไฟไหม้ พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายไปเสียที ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันแสนประเสริฐ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระโลกุตตรธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันแสนประเสริฐ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี เหล่าพระอริยสงฆ์ผู้ดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระศาสดาเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันแสนประเสริฐ จงมีศรัทธา ความเพียร ในการเจริญสติ เจริญสมาธิ พร้อมทั้งมีปัญญาในการเห็นทุกข์โทษเวรภัยของสังขารและของโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนกว่ามรณภัยจะกรายมา เราจะสามารถยิ้มต้อนรับพระยามัจจุราชได้อย่างทรนงว่า เราได้เตรียมพร้อมสำหรับความตายมานานแล้ว ขอความตายจงมาทำลายสังขารตามสบายเถิด เพราะจิตของเราได้หลุดพ้น หมดอุปาทานจากสังขารทั้งปวงตามรอยบาทพระบรมศาสดามานานแล้ว
- เมื่อจิตเราเลิกเกาะเกี่ยวกับโลกมากขึ้น ก็จะเข้ามาสู่ตัวเองมากขึ้น และแล้วก็จะแจ่มแจ้งในตนเองมากขึ้น
- ปล่อยให้เค้าด่าไป คนด่านั่นแหละแพ้ คนถูกด่าแล้วไม่โต้ตอบ ไม่โกรธ ไม่ผูกพยาบาท แผ่เมตตาให้ผู้ด่านั่นแหละชนะ
- การละบาปก็ด้วยการเลิกทำบาป แต่การละบุญนั้นต้องให้ความเต็มรอบของสติเป็นตัวละ ไม่ใช่ละบุญด้วยการเลิกทำบุญ
ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๕)
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:02 Tags:- เวลาเกิดความฟุ้งซ่านอย่าเครียด เพราะว่าความฟุ้งซ่านก็ไม่เที่ยง ไม่ช้าก็จะดับไป ถ้าเราโหยหิวในความสงบก็จะเดือดร้อนมากเวลาฟุ้งซ่าน การฟุ้งซ่านก็สักแต่ว่าเป็นอารมณ์จรอันหนึ่ง จงอย่ายึดมั่นถือมั่น
ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๔)
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:01 Tags:- ความคิดที่จะเสวยกามเกิดมาจากความรู้สึกที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เที่ยง เป็นสุขและเป็นของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด
19 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
19 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
30 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 25 สัปดาห์ ก่อน