ธรรมภาษิต ตอน "ลมเหมันต์กรรโชก"

Tags:
โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ. ๒๕๔๐
  • ตั้งจิตไว้กับปัจจุบันอารมณ์เฉพาะหน้าให้ได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้อะไรเลย นั่นแหละคือแก่นแท้ของพุทธะ ตัวผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอย่างแท้จริง
  • หลังจากรู้จนหมดแล้ว ก็หย่อนก้นลงพักให้เต็มที่สักที หลังจากพิจารณาจนรู้รอบหมดแล้ว ก็หย่อนจิตลงสู่ปัจจุบันอารมณ์ในฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสักที
  • ชั่วชีวิตของคนคนหนึ่งก็เพียงไม่กี่ปีเอง จะแก่งแย่งชิงดีกันไปถึงไหน
  • พระอรหันต์ ท่านสักแต่ว่าทำ ไม่มีตัวเราของเราเข้าไปเกี่ยว ไม่เย่อหยิ่ง ไม่อ่อนน้อม สักแต่ว่าทำไปตามวาสนา ไร้กิเลสตัณหามาบงการ ทุกสิ่งทุกอย่างจัดการไปตามเหตุปัจจัย เมื่อไร้อวิชชาเรื่องก็จบ หาตัวตนของตนไม่พบ มีแต่ธรรมชาติธรรมดาที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ตามแต่เหตุปัจจัยจะเข้ามาปรุงแต่ง เป็นไปตามแรงกรรมและวิบากชักนำ ไปจนกว่าวันที่ท่านจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารต่อไปอีกเลย
  • ความลำบากยากเข็ญ ไม่เคยทำให้ใครลืมตัว
  • ถ้าไม่ตกข้างทางสักหน ก็จะไม่รู้โทษของความนอกรีตนอกรอยได้อย่างลึกซึ้ง
  • ความแจ่มชัดแห่งสติจะบังเกิดได้ ต้องฝ่าด่านของอุทธัจจะความฟุ้งซ่านออกมาสู่ปัจจุบันอารมณ์
  • ท้ายที่สุด คนจริงเท่านั้นที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม
  • การเข้าไปกำหนดหมาย ขั้นสูง ขั้นต่ำ เราดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เสมอเขา ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการพิพาททางจิตโดยแท้
  • ก่อนที่จะละกิเลสได้ จะต้องแจ่มแจ้งในธรรมชาติของกิเลสตัวนั้นก่อน
  • บุคคลผู้มิได้เจริญอริยมรรคมีองค์แปด ถึงจะยิ้มอยู่ก็ไม่มีความสุข บุคคลที่เจริญอริยมรรคมีองค์แปด ถึงจะหน้าบึ้งอยู่ก็ไม่มีความทุกข์
  • หน้าตาที่สวยงามมิได้บ่งบอกถึงจิตใจที่ดีงาม ฉะนั้นจงอย่ามองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก
  • ความเห็นแก่ตัวทำให้โลกเอียง
  • เพชรแท้ ไม่ว่าอยู่บนเรือนแหวนหรืออยู่ในโคลนตม ก็ยังเป็นเพชรแท้วันยังค่ำ พระอริยบุคคลไม่ว่าอยู่ที่ใด จะมีคนเคารพยกย่องหรือสาปแช่งดูถูก ก็ยังเป็นพระอริยบุคคลวันยังค่ำ
  • หน้าที่ของจิตที่มีกิเลสก็คือการทุกข์เดือดร้อนไปกับโลก หน้าที่ของจิตที่ไร้กิเลสก็คือการไม่ทุกข์เดือดร้อนไปกับโลก
  • ตัณหาทั้ง ๓ นั้น เป็นประดุจกองเพลิงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้จิตเร่าร้อนกระวนกระวายด้วยอำนาจแห่งความทะยานอยาก จิตที่ถูกตัณหาแผดเผาแล้ว ย่อมมิอาจที่จะสงบรำงับลงไปได้
  • เมื่อละตัณหาเสียได้ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" ก็จะปรากฏเด่นชัด เพราะว่าตัณหานั่นเองที่ชักนำให้จิตออกจาก "ความเป็นเช่นนั้นเอง" ไปสู่ "ความเป็นอย่างอื่น" ด้วยอิทธิพลชักนำของความร่านทะยานอยาก
  • เมื่อญาณปัญญารู้รอบ ย่อมจะไม่ปล่อยให้ดวงจิตเข้าไปเสวยรสแห่งความมีความเป็นทั้งปวง แม้แต่ความเป็นพระอรหันต์ ญาณปัญญาที่รู้รอบแล้วก็จะไม่ยอมปล่อยให้ดวงจิตเข้าไปเสวยรสแห่งความเป็นอย่างเด็ดขาด
  • บุคคลผู้มิได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ถึงยิ้มอยู่ก็มีความทุกข์ บุคคลผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ถึงหน้าบึ้งอยู่ก็มีความสุข
  • จงตั้งจิตให้อยู่ในความเป็นกลาง แล้วถอนความมีตัวตนเสียให้สิ้น
  • เมื่อสังขารทั้งปวงแสดงทุกข์โทษให้ญาณปัญญาเห็น ความยึดมั่นกอดรัดแห่งจิตก็จางคลายลงไป