ธรรมภาษิต ตอน "ลมเหมันต์กรรโชก"
เขียนโดย dy เมื่อ พฤ, 2006-09-14 14:22
Tags:
พ.ศ. ๒๕๔๐
- ตั้งจิตไว้กับปัจจุบันอารมณ์เฉพาะหน้าให้ได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้อะไรเลย นั่นแหละคือแก่นแท้ของพุทธะ ตัวผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอย่างแท้จริง
- หลังจากรู้จนหมดแล้ว ก็หย่อนก้นลงพักให้เต็มที่สักที หลังจากพิจารณาจนรู้รอบหมดแล้ว ก็หย่อนจิตลงสู่ปัจจุบันอารมณ์ในฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสักที
- ชั่วชีวิตของคนคนหนึ่งก็เพียงไม่กี่ปีเอง จะแก่งแย่งชิงดีกันไปถึงไหน
- พระอรหันต์ ท่านสักแต่ว่าทำ ไม่มีตัวเราของเราเข้าไปเกี่ยว ไม่เย่อหยิ่ง ไม่อ่อนน้อม สักแต่ว่าทำไปตามวาสนา ไร้กิเลสตัณหามาบงการ ทุกสิ่งทุกอย่างจัดการไปตามเหตุปัจจัย เมื่อไร้อวิชชาเรื่องก็จบ หาตัวตนของตนไม่พบ มีแต่ธรรมชาติธรรมดาที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ตามแต่เหตุปัจจัยจะเข้ามาปรุงแต่ง เป็นไปตามแรงกรรมและวิบากชักนำ ไปจนกว่าวันที่ท่านจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารต่อไปอีกเลย
- ความลำบากยากเข็ญ ไม่เคยทำให้ใครลืมตัว
- ถ้าไม่ตกข้างทางสักหน ก็จะไม่รู้โทษของความนอกรีตนอกรอยได้อย่างลึกซึ้ง
- ความแจ่มชัดแห่งสติจะบังเกิดได้ ต้องฝ่าด่านของอุทธัจจะความฟุ้งซ่านออกมาสู่ปัจจุบันอารมณ์
- ท้ายที่สุด คนจริงเท่านั้นที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม
- การเข้าไปกำหนดหมาย ขั้นสูง ขั้นต่ำ เราดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เสมอเขา ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการพิพาททางจิตโดยแท้
- ก่อนที่จะละกิเลสได้ จะต้องแจ่มแจ้งในธรรมชาติของกิเลสตัวนั้นก่อน
- บุคคลผู้มิได้เจริญอริยมรรคมีองค์แปด ถึงจะยิ้มอยู่ก็ไม่มีความสุข บุคคลที่เจริญอริยมรรคมีองค์แปด ถึงจะหน้าบึ้งอยู่ก็ไม่มีความทุกข์
- หน้าตาที่สวยงามมิได้บ่งบอกถึงจิตใจที่ดีงาม ฉะนั้นจงอย่ามองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก
- ความเห็นแก่ตัวทำให้โลกเอียง
- เพชรแท้ ไม่ว่าอยู่บนเรือนแหวนหรืออยู่ในโคลนตม ก็ยังเป็นเพชรแท้วันยังค่ำ พระอริยบุคคลไม่ว่าอยู่ที่ใด จะมีคนเคารพยกย่องหรือสาปแช่งดูถูก ก็ยังเป็นพระอริยบุคคลวันยังค่ำ
- หน้าที่ของจิตที่มีกิเลสก็คือการทุกข์เดือดร้อนไปกับโลก หน้าที่ของจิตที่ไร้กิเลสก็คือการไม่ทุกข์เดือดร้อนไปกับโลก
- ตัณหาทั้ง ๓ นั้น เป็นประดุจกองเพลิงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้จิตเร่าร้อนกระวนกระวายด้วยอำนาจแห่งความทะยานอยาก จิตที่ถูกตัณหาแผดเผาแล้ว ย่อมมิอาจที่จะสงบรำงับลงไปได้
- เมื่อละตัณหาเสียได้ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" ก็จะปรากฏเด่นชัด เพราะว่าตัณหานั่นเองที่ชักนำให้จิตออกจาก "ความเป็นเช่นนั้นเอง" ไปสู่ "ความเป็นอย่างอื่น" ด้วยอิทธิพลชักนำของความร่านทะยานอยาก
- เมื่อญาณปัญญารู้รอบ ย่อมจะไม่ปล่อยให้ดวงจิตเข้าไปเสวยรสแห่งความมีความเป็นทั้งปวง แม้แต่ความเป็นพระอรหันต์ ญาณปัญญาที่รู้รอบแล้วก็จะไม่ยอมปล่อยให้ดวงจิตเข้าไปเสวยรสแห่งความเป็นอย่างเด็ดขาด
- บุคคลผู้มิได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ถึงยิ้มอยู่ก็มีความทุกข์ บุคคลผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ถึงหน้าบึ้งอยู่ก็มีความสุข
- จงตั้งจิตให้อยู่ในความเป็นกลาง แล้วถอนความมีตัวตนเสียให้สิ้น
- เมื่อสังขารทั้งปวงแสดงทุกข์โทษให้ญาณปัญญาเห็น ความยึดมั่นกอดรัดแห่งจิตก็จางคลายลงไป

ความคิดเห็นล่าสุด
19 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
19 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
30 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 24 สัปดาห์ ก่อน