พุดตานกถา ๑๐ - ๑๘
๑๐
ตัณหาสร้างความหิวโหยกระหายให้เกิดขึ้นแก่จิต
อุปาทานสร้างความยึดมั่นถือมั่นให้เกิดขึ้นแก่จิต
ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก ก็ยิ่งเป็นการสร้างกรงกับดักให้จิต
ฝูงชนในโลกมากมาย กายเป็นอิสระ แต่ใจถูกจองจำ
ยึดมั่นในตัวตนของตน ยึดมั่นในของรัก ยึดมั่นในของเกลียด
ท่านผู้มีอิสระเสรีทางจิต จะต้องไม่กำหนดหมายดังนี้ว่า
สิ่งใดเป็นของเรา สิ่งใดเป็นของเขา
สิ่งใดเป็นของรัก สิ่งใดเป็นของเกลียด
สิ่งใดเป็นของดี สิ่งใดเป็นของเลว
จิตย่อมเป็นอิสระจากความชอบ และความชัง
จิตที่มีอิสระย่อมว่างเบาสบาย
ย่อมปราศจากความรัก ชัง เกลียด โกรธ หวง ห่วง อาลัย
ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแล ดับอุปาทานได้
๑๑
ความว่างมีเพื่อสละ มิใช่มีเพื่อครอบครอง
เพราะการครอบครอง จึงไม่ว่าง
เพราะการสละ จึงว่าง
การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติเพื่อแสวงหาความว่าง
แต่เมื่อเจอความว่างจากการปฏิบัติ
ต้องสละความว่างแม้นั้นอีก อย่าครอบครองเป็นของเรา
การครอบครองคือการสงวนรักษากลัวหาย กลัวเสื่อม
เมื่อคิดครอบครอง ย่อมทำลายความว่างจิตว่างเสียสิ้น
เมื่อสละความว่าง ความว่างจึงแสดงอานุภาพของมันอย่างเต็มที่
นั่นคือ ความว่างจะช่วยทำลายกิเลส อาสวะ อนุสัย ที่หมักดองนอนเนื่องอยู่ในสันดานมาหลายกัปกัลป์
เมื่อเจอความว่าง จงสละ อย่าครอบครอง
๑๒
สังขารเป็นของไม่เที่ยงอยู่แล้ว
แต่การไม่หยั่งรู้ความเป็นไปแห่งสังขาร จึงถูกปิดบัง
การเจริญสติเป็นเครื่องเปิดเผยความจริงของสังขาร
ฉะนั้น จงอย่าท้อถอยในการเจริญสติปัฏฐาน
สติปัฏฐานนั่นแหละ นำบุคคลไปสู่อมตะ
เป็นสาเหตุแห่งการพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
สติที่เป็นไปในกาย จะเปิดเผยความจริง
ความไม่เที่ยงของสังขารจะปรากฏแก่ญาณปัญญา
อุปาทานที่ยึดมานานจะคลายออก
กิเลสทั้งหลายทั้งปวงจะถูกชำระ
ทางมีอยู่ ขอเชิญท่านทั้งหลายพากันเดินสู่ความดับทุกข์
๑๓
คนเรานั้นเกิดคนเดียว ตายคนเดียว
ไม่ได้เอาสมบัติมา ไม่ได้เอาสมบัติไป
รักกันเพียงใด ก็ต้องพลัดพราก
หวงไว้เพียงใด ก็ต้องจำจาก
ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว
ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร
ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป
ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย
ดินน้ำไฟลมนั้นไม่รู้จักกัน
อุปาทานเท่านั้นที่สร้างมายามาผูกพัน
เมื่อความโง่เข้าครอบงำจะผูก
เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน
เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน
ยึดเอาไว้ก็ได้แต่ทุกข์ตอบแทน
อยากโง่ก็ยึดต่อไป คิดได้ก็วางเสีย
๑๔
ร่างกายมนุษย์มองด้วยตาแล้วแตกต่าง
แต่เมื่อมองด้วยปัญญาญาณแล้วเป็นเช่นเดียวกัน
นั่นคือดิน น้ำ ไฟ ลม
ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย
เมื่อตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวละครจะมีได้อย่างไร
เมื่อเห็นแจ้งในความเป็นธาตุของกายมนุษย์
เรื่องราวในโลกที่ปรากฏแก่ปัญญาก็เป็นโมฆะ
ไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ชัง เกลียด โกรธ หวง ห่วง
ที่ยึดมั่นถือมั่นเพราะหลงผิด
ที่เฝ้าคอยยินดี ยินร้าย เพราะไม่รู้ความจริง
ความตายจะบอกความจริง ความพลัดพรากคือของแน่นอน
ยึดมั่นเพียงใดก็แตกดับ
หวงห่วงเพียงใดก็สิ้นสูญ
เกิดมากับความไม่มี ตายไปกับความไร้
๑๕
อาหารเป็นของที่จะต้องบูดเน่าเมื่อผ่านกาลเวลา
ร่างกายนี้ประกอบขึ้นมาจากอาหาร
นั่นคือร่างกายประกอบขึ้นมาจากของที่บูดเน่า
ตุ๊กตาที่สร้างจากทองคำ ย่อมแสดงคุณสมบัติของทองคำ
ตุ๊กตาที่สร้างจากอุจจาระ ย่อมแสดงคุณสมบัติของอุจจาระ
ร่างกายย่อมแสดงออกซึ่งคุณสมบัติแห่งของบูดเน่า
ย่อมเป็นรังของโรค เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค
ร่างกายประกอบมาจากสิ่งที่มาจากหลายถิ่นหลายที่
ท้ายที่สุดร่างกายจึงแตกสลายพลัดพรากกระจัดกระจาย
ชีวิตเริ่มต้นจากความไม่มี และตายไปกับความไร้
เมื่อเกิดมาก็ล้วนรู้แน่ว่าจะต้องตาย
สิ่งที่พบพานในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นมายาทั้งสิ้น
ผู้หลงใหลในมายาย่อมถูกคร่ากุมจองจำไว้ด้วยมายา
ผู้ใฝ่ในสัจจะพึงละความยินดีในมายาเสีย
๑๖
ปริยัติธรรมเปรียบเหมือนแผนที่
การปฏิบัติธรรมคือการเดินทาง
จุดหมายในแผนที่คือสถานที่น่ารื่นรมย์
จุดหมายในการปฏิบัติธรรมคือพระนิพพาน
สมบัติในโลกนี้เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ลาภ ยศ สรรเสริญ เหมือนดอกไม้บาน ไม่นานก็เหี่ยวเฉา
รูปลักษณ์ย่อมเก่าแก่ชราคร่ำคร่าไปตามกาล
ญาติสนิทมิตรสหายล้วนพลัดพรากจากกันในที่สุด
เมื่อยามเกิดคิดจะมาครอบครองโลก
ยามใกล้ตาย แขน ๒ ขา ๒ ยังบังคับบัญชาไม่ได้
บัณฑิตสละสมบัติในโลกเพื่อแลกอริยทรัพย์
สละความยึดมั่นเพื่อแลกอิสระเสรีทางจิต
เมื่อมองด้วยตาปัญญาแล้ว สมบัติในโลกไม่มีอันใดควรอาลัย
โลกนี้เป็นทุกข์ นิพพานเป็นสุข
แผนที่มีอยู่แล้ว ให้เร่งเดินทาง
๑๗
โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องลงทุน
ต้องสละอย่างหนึ่ง เพื่อจะได้อีกอย่างหนึ่ง
สละสิ่งของ เพื่อให้ได้น้ำใจ
สละผลประโยชน์ เพื่อแลกความน่าเชื่อถือ
สละหยาดเหงื่อ เพื่อให้ได้ผลงาน
คิดเอาทุกอย่าง จะเจอทางตัน
ยอมสละบางอย่าง จะเจอทางรอด
ถอยออกมาก่อน อาจเจอทางเดินหน้า
ยอมแพ้เสียก่อน อาจเจอทางชนะ
สละความเห็นแก่ตัว เพื่อให้ได้ใจบริสุทธิ์
สละขันธ์ ๕ เพื่อให้ได้นิพพาน
หอบพะรุงพะรัง ขึ้นไม่ถึงยอดเขา
บรรทุกมาก เรือจะจม
คนฉลาด รู้จักสละในกาละเทศะอันสมควร
จะประสบผลสำเร็จในทุกวิถี
๑๘
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า พระองค์แสดงธรรมประดุจเรือ
เมื่อบุคคลอาศัยเรือมาถึงฝั่ง ก็ทิ้งเรือขึ้นฝั่ง
ไม่ต้องแบกหาบหามเรือตามไปบนฝั่งด้วย
เพราะว่าพระองค์แสดงธรรมเพื่อเกื้อหนุนการละวาง
มิได้แสดงธรรมเพื่อเกื้อหนุนความยึดมั่น
เพราะการยึดมั่นทั้งปวงมีโทษทั้งสิ้น
แม้แต่กระทั่งการยึดมั่นในธรรม
จงอาศัยธรรมเพื่อเป็นเครื่องข้ามฝั่ง
ทรงตรัสสอนให้รู้จักละวางอุปาทาน แม้กระทั่งธรรมะ ไม่ต้องพูดถึงอธรรมแล้ว
การละชั่วทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การยังจิตให้ขาวรอบ
นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มา

ความคิดเห็นล่าสุด
19 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
19 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
30 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 24 สัปดาห์ ก่อน