พุดตานกถา ๑ - ๙

ราตรีนี้สั้นนัก
ชีวิตคนมิใช่ยั่งยืนยาวไกล
จงอย่าประมาทในชีวิต
ชีวิตของเราไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ความตายเป็นของแน่นอน
ควรละความชั่ว ควรสร้างความดี ควรสร้างบุญ
เพราะว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว จะล่วงพ้นอำนาจพระยามัจจุราชไม่มี
บุคคลผู้มีปัญญาเมื่อเห็นแจ้งในความไม่เที่ยงของชีวิต
ย่อมขวนขวายศึกษาธรรม และประพฤติธรรม
พระธรรมจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง

อย่ากลัว ที่จะทำตัวให้ต่างจากคนชั่ว
อย่าเกรง ที่จะพัฒนาตนให้ดีขึ้น
อยากเจริญ ต้องกล้าแปลกแยกจากความชั่ว
อยากพัฒนา ต้องขวนขวายเข้าหาความดีงาม
ผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ ต้องแสวงหากัลยาณมิตร
กัลยาณมิตร คือผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าเราสำหรับเป็นตัวอย่าง
พร้อมทั้งสามารถให้โอวาท ชี้นำ ทำให้ดู บอกข้อบกพร่องได้
อยากได้ดีต้องขวนขวายเข้าหามิตรดี เพื่อนดี
ถ้าหาคนดีคบไม่ได้ไซร้
พึงอยู่ผู้เดียว และไม่พึงกระทำความชั่ว

ทุกเช้า ให้เป็นเช้าที่จะริเริ่มสร้างความดี
ทุกค่ำให้ประเมินตนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง
เอาความผิดพลาดเป็นครู เพื่อแก้ไขในวันรุ่งขึ้น
อย่ามีชีวิตที่ถอยหลังหรืออยู่กับที่
ทุกวันต้องเป็นวันเพื่อขวนขวายละชั่ว ทำดี
ชีวิตนี้ต้องดีขึ้น อย่าเลวลง
น้ำหยดทีละหยดยังเต็มตุ่ม
บารมีที่ขวนขวายสร้างทีละนิด จะเต็มได้
อย่าดูถูกตัวเอง แล้วไม่สร้างความดี
อย่าสบประมาทตัวเอง แล้วไม่ละความชั่ว
อย่าจมปลักอยู่กับอดีต แล้วไม่พัฒนาตน
ทางเดินร้อยลี้ เริ่มจากก้าวก้าวเดียว

คนเลี้ยงม้าให้พระราชา ยังเป็นคุณหลวงได้
หมอนวดพระราชา ยังเป็นคุณพระได้
ผู้ที่ช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ แก่ผู้ยิ่งใหญ่
ย่อมสามารถมีศักดิ์ฐานันดรอันสูงได้
ในโลกนี้ ไม่มีใครใหญ่เกินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ที่ช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ แก่พระองค์ผู้จอมไตรภพ
เช่นปัดกวาดเช็ดถูพระพุทธรูป หิ้งพระ
กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
แม้แต่ล้างส้วม ทำความสะอาดในวัดวาอาราม
ย่อมสามารถมีศักดิ์ฐานันดรอันยิ่งใหญ่ทางธรรมได้
งานเล็กน้อยที่สร้างอุทิศแก่ผู้ยิ่งใหญ่นั้น
ผลมิได้ออกมาเล็กน้อยด้วยเลย
ฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด
จึงขวนขวายในการบูชาพระรัตนตรัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

บุคคลอาจเดินทางไปในทิศต่างกัน
แต่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือป่าช้า
เมื่อเกิดมาก็เอาความตายมาด้วย
ความเกิดก็คือความตาย ความตายก็คือความเกิด
ชีวิตก็คือความใกล้ตาย
ก่อนตายก็คือมีชีวิต
คนโง่คิดว่ามีอยู่ แท้ที่จริงดับสลาย
เกิดมาชั่วขณะ ก็แตกดับเปลี่ยนแปลง
ความเที่ยงแท้คือของหลอก
ความแตกดับคือของจริง
อย่าหลอกตัวเองอยู่ในความฝัน
อย่ากลบเศษแก้วไว้ด้วยขี้เถ้า
ความตายคือของที่อยู่ในพกในห่อ ไปไหนก็เอาไปด้วย
ควรสร้างกุศล ควรประพฤติธรรม ควรประกอบบุญบารมี
อย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปเปล่า
เพราะผู้ประมาท ย่อมไปยัดเยียดอยู่ในนรก ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด

รักตัวเองจริง ต้องฝึกฝนตน
การกระทำของตัวเองนั่นแล คือเครื่องบ่งชี้
หาใช่คำสรรเสริญนินทาไม่
คำพูดคน ไม่อาจทำให้ หินลอยน้ำ นุ่นจมน้ำ
จงเคารพตนเองด้วยการสร้างความดี
การสร้างความชั่วคือการทำร้ายตน
ความดีช่วยให้เราเจริญในขณะที่เรากระทำ
ไม่ต้องรอจนกระทั่งขณะที่คนยอมรับ
คำเชื้อเชิญกินข้าว ยังไม่สามารถช่วยให้อิ่มท้องได้
สรรเสริญ นินทา เป็นของกลวง
สิ่งที่เรากระทำนั่นแหละ ของจริง

จิตของเราท่านเปรียบว่าซนเหมือนลิง
การฝึกสมาธิก็คือการฝึกลิง
หรืออีกประการท่านเปรียบว่าฝึกโคดื้อ
การฝึกสมาธิ ต้องอดทน
พึงมีศีลและกุศลธรรมทั้งปวงเป็นบาทฐาน
สติเป็นตัวดำเนินการงาน ความเพียรพยายามคือกำลัง
กำหนดจิตอยู่ที่องค์กรรมฐาน อย่าทอดธุระ
ถึงแม้จะมีอารมณ์ภายนอกมารบกวนก็อย่าท้อแท้
ทางเดินร้อยลี้เริ่มจากก้าวก้าวเดียว
ก่อนอรุณรุ่ง ใยมิใช่มืดสนิท
ท่านผู้ชำนาญในสมาธิ ก็เคยเป็นอย่างเรามาก่อน
แต่เพราะการฝึกฝนไม่ล้มเลิกจึงสำเร็จผลได้
ความสุขจากสมาธิ เป็นความสุขอันประเสริฐ
คุ้มค่ากับการอดทนลงทุนลงแรงฝึกฝน
วันนี้คุณทำสมาธิหรือยัง

รักร้อยย่อมทุกข์ร้อย
รักห้าสิบย่อมทุกข์ห้าสิบ
รักหนึ่งย่อมทุกข์หนึ่ง
ไม่รักย่อมไม่ทุกข์
ความโศกย่อมเกิดจากความรัก
ความกลัวย่อมเกิดจากความรัก
ผู้ที่ปราศจากความรักย่อมปราศจากความโศกและความกลัว
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
จิตดวงที่มีความรักย่อมคัดค้านความไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
จิตดวงที่มีความรักย่อมคัดค้านความเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา
จิตดวงที่มีความรักย่อมคัดค้านความเป็นอนัตตา
จิตดวงที่มีความรัก ย่อมกลัวการปรากฏขึ้นของความจริง
จิตดวงที่มีความรัก เมื่อความจริงปรากฏขึ้น ย่อมมีโศก
จิตดวงที่ไม่ยอมรับความจริง ย่อมมีความกลัว ย่อมมีความโศก
รักร้อยย่อมทุกข์ร้อย
รักห้าสิบย่อมทุกข์ห้าสิบ
รักหนึ่งย่อมทุกข์หนึ่ง
ไม่รักย่อมไม่ทุกข์

ที่บอกว่าเห็นโทษกิเลสแล้ว แต่ยังละไม่ได้
นั่นคือบอกว่า ยังไม่เห็นโทษกิเลสนั่นเอง
ที่เห็นโทษแล้วต้องละได้
ที่ยังละไม่ได้คือไม่เห็นโทษ
ความรู้นั้นอย่างหนึ่ง
แต่รู้หลังจากละนั้นคือรู้แจ้งเห็นจริง
รู้ก่อนละคือปัญญา รู้หลังละคือวิมุตติญาณทัสสนะ
เมื่อรู้แล้วฝึกละด้วย นั่นคือผู้ปฏิบัติ
ถ้ารู้แล้วไม่ละ ไม่มีคุณค่าของการรู้
ผู้เรียนธรรม จะแตกฉานในธรรมไม่ได้
ถ้าไม่มีผลงานในภาคปฏิบัติ
อยากรู้ธรรมะ อย่าเพียงแค่รู้ท่อง
อยากรู้ให้จริง ต้องรู้ละ