ธรรมภาษิต ตอน "อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต"
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:05
Tags:
ก.ค. ๒๕๔๑
- โลกนี้มิได้เป็นสุข เราจะมาประมาทหลงเพลินอยู่ในโลกนี้ทำไม
- แม้แต่อณูเดียวในโลกนี้ ก็ยึดไว้เป็นของเรามิได้
- ตำราเล่มสำคัญที่สุดคือการบรรลุแล้วเห็นเอง
- เราไม่สามารถบงการบังคับบัญชาเรื่องราวในโลกนี้ได้ทุกเรื่อง
- ทุกข์ทั้งหลาย ไม่ว่าทุกข์กายก็ดี ทุกข์ใจก็ดี เป็นเพียงความเกิดดับในปัจจุบันขณะ เมื่อใดเราเห็นว่าทุกข์ทั้งปวง ก็สักว่าเป็นเพียงความเกิดดับในปัจจุบันขณะ แล้วละตัวเสวยในทุกข์ได้ เมื่อนั้นก็หมดทุกข์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะทำดังนี้ได้ ก็ต้องเจริญสติให้ถึงความไพบูลย์พร้อมทั้งญาณปัญญา ก็เห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งปวงมันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรเข้าไปแบกเข้าไปหาบ พร้อมทั้งปล่อยวางลงได้ ก็หมดทุกข์
- ทำไมต้องให้ความสำคัญกับตัวเราให้มากมายนัก
- สิ่งใดมีคุณ สิ่งนั้นก็มีโทษในตัวทั้งสิ้น
- จงเลิกเสวยรสของภาษามนุษย์จากตัวเรา จากตัวผู้อื่นเสียที จงเลิกเสวยรสแห่งความสุขกาย ทุกข์กายจากตัวเรา จากตัวผู้อื่นเสียที จงเลิกเสวยรสแห่งความสุขใจทุกข์ใจจากตัวเรา จากตัวผู้อื่นเสียที
- อารมณ์ เบื่อ โกรธ ขี้โมโห ใจร้อน กลัว ทั้งหมดเป็นอารมณ์เช่นเดียวกัน ชนิดเดียวกัน อย่างเดียวกัน วิธีที่จะทำให้อารมณ์เหล่านี้เบาบางคือ ต้องฝึกกรรมฐานที่เกี่ยวกับการกำหนดทุกข์เป็นอารมณ์แล้วปล่อยวางในทุกข์ให้ได้ ทุกอารมณ์ที่กล่าวข้างต้นจะเบาบางเป็นอัตโนมัติ แต่ก็ยังไม่สามารถหายขาดสูญได้ ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ เพราะรากเหง้าของอารมณ์เหล่านี้คือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็น ตัวกู ของกู ต้องฝึกฝนการกำหนดทุกข์เป็นอารมณ์ เช่น หัดนั่งกรรมฐานในท่าที่ปวดง่าย เช่น ขัดสมาธิเพชร หรือนั่งยองๆ เมื่อเกิดความปวดก็อย่าเพิ่งเปลี่ยนท่า ฝึกกำหนดทุกข์แล้วพยายามปล่อยวางว่าทุกขเวทนานี้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ฝึกอย่างนี้บ่อยๆ ทุกวัน ต่อไปจิตจะไม่ค่อยมีอารมณ์เบื่อ โกรธ ขี้โมโห ใจร้อน กลัว คือมันจะเบาบางลง จงกำหนดทุกข์แล้วหัดปล่อยวางในทุกข์ ปัญหาในอารมณ์เหล่านี้จะคลี่คลายไปเองโดยลำดับ
- ตัวปรุงแต่งมักจะพาเราเข้าไปสู่โลกแห่งความฝันซึ่งไม่มีอยู่จริง
- กายก็ทำกิจของกาย เวทนาก็ทำกิจของเวทนา สัญญาก็ทำกิจของสัญญา สังขารก็ทำกิจของสังขาร วิญญาณก็ทำกิจของวิญญาณ ขันธ์ ๕ ทั้งหมดก็ทำกิจของมันไป อายตนะก็ทำกิจของอายตนะไป ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานอันใดเลย
- สำหรับผู้ที่ไม่ได้เจริญสตินั้น มรรคผลเป็นเรื่องสุดเอื้อมเหลือเกิน สำหรับผู้ที่เจริญสตินั้น มรรคผลเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน
- ปัญญาสูงสุดลึกซึ้งคือการเห็นความเกิดดับ ธรรมะขั้นสูงสุดลึกซึ้งคือการกลับคืนสู่ตนเอง
- การละอวิชชาคือการละความยินดีที่มีตัวตน การละความยินดีที่มีกาย การละความยินดีที่มีเวทนา การละความยินดีที่มีจิต การละความยินดีที่มีธรรม
- อริยสัจบรรพ ในฐานธรรมในธรรม ตอนท้ายของการเจริญสติปัฏฐานตามนัยของสติปัฏฐานสูตรนั้น ผู้เจริญอริยสัจบรรพนั้น ไม่ใช่ท่องจำเรื่องอริยสัจมาได้ แต่ต้องมาเห็นความเป็นอริยสัจในปัจจุบันขณะ ตามทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมีเวทนาตามทวารทั้ง ๖ เป็นตัวเชื่อมต่อไปสู่การเกิดตัณหา อันเป็นสมุทัยสัจ หรือการดับตัณหาอันเป็นนิโรธสัจ สำหรับการเกิดสมุทัยสัจ และทุกขสัจ เป็นธรรมดาในขณะกระทบอารมณ์ของสัตว์โลกโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่การเกิดมรรคสัจและนิโรธสัจ จะมีได้ก็ต่อเมื่อท่านผู้นั้นได้ฝึกฝนอบรมให้มาก ทำให้มาก ทำให้เกิดมีซึ่งมหาสติปัฏฐานเท่านั้น เพราะว่าบุคคลผู้มิได้เจริญสติปัฏฐานย่อมไม่สามารถดับทุกข์ได้เลย
- เมื่อจิตวางเฉยเป็นกลางอย่างมั่นคงพร้อมด้วยสติ ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายต่อโลก อวิชชาจึงจะขาดสะบั้นลง ทุกอาการที่มาปรากฏแก่อายตนะ ก็สักแต่เพียงการกระทบรับรู้ เมื่อรับรู้แล้วก็วางไป ไม่เอามาแบกมาหาบ
- ขันธ์ ๕ คือรูปนาม - กายใจ มันไม่ใช่ของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เปรียบเหมือนของที่ยืมเค้ามาใช้เนิ่นนาน... นานจนลืมไปว่าเป็นของที่ยืมเขามา นานจนนึกไปว่าเป็นของของเรา เมื่อถึงเวลาที่เจ้าของเขามาทวงคืน เราจึงเกิดความหวงแหน วิโยค เศร้าโศกใจ ทั้งที่ก็ไม่ใช่ของเราเลย เพียงแต่ว่ายืมมาใช้นานหน่อย นานจนกระทั่งว่าหลงผิดคิดว่าเป็นของเรา จงอย่าประมาทในการเจริญสติ จงฟั่นเฝืออบรมบ่มกรรมฐานของตนเองทุกวันทุกคืนทั้งตื่นและหลับ เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจในการอพยพออกจากเรือนไฟไหม้ คือขันธ์ ๕ อันนี้ พร้อมทั้งถอนอาลัยในโลกทั้งปวง ถอนอาลัยในมนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ พรหมสมบัติ ตั้งจิตให้แน่วแน่มั่นคงว่า ขึ้นชื่อว่าการเกิดอีกอย่ามีแก่เราเด็ดขาด เพราะขันธ์ทั้งหลาย ไม่ว่าหยาบ ละเอียด เลว ประณีต ก็เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น ที่ที่หมดทุกข์ จะต้องเป็นที่ที่หมดความอาลัยในสังขารทั้งปวง คือพระนิพพาน ขอขอบคุณความแก่ชราและความเจ็บไข้ได้ป่วยที่อุตส่าห์มีเมตตามาตักเตือนให้เรารีบเร่งย้ายอุปาทานในกายใจ ก่อนที่มรณภัยจะมาเผาผลาญให้รูปกายสังขารนี้แตกทำลายไม่มีชิ้นดี ดังคำของพระบรมศาสดาได้ตรัสเอาไว้ว่า "ความเพียรเป็นกิจที่จะต้องทำวันนี้ ใครเล่าจะล่วงรู้ความตายว่าจะกรายมาในวันพรุ่ง" จงคิดไว้เสมอว่า ความตายเป็นประดุจเพชฌฆาตเงื้อดาบเดินตามหลังเราอยู่ทุกขณะจิต ไม่รู้จะฟันลงมา ณ วินาทีใด จงภาวนาทุกลมหายใจเข้าออกว่า "ความตายจักมี ชีวิตนี้จักดับดิ้น" ให้มองเห็นโทษในสังขารที่กำลังบ่ายหน้าไปสู่ความแตกทำลายคือความตายอยู่ทุกขณะจิต มันจะทำให้เราเห็นคุณค่าของพระรัตนตรัย คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโลกุตตรธรรม และพระอริยสงฆ์ เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่ง พาเราให้พ้นจากเรือนไฟไหม้ พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายไปเสียที ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันแสนประเสริฐ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระโลกุตตรธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันแสนประเสริฐ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี เหล่าพระอริยสงฆ์ผู้ดำเนินตามรอยยุคลบาทของพระศาสดาเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าอันแสนประเสริฐ จงมีศรัทธา ความเพียร ในการเจริญสติ เจริญสมาธิ พร้อมทั้งมีปัญญาในการเห็นทุกข์โทษเวรภัยของสังขารและของโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนกว่ามรณภัยจะกรายมา เราจะสามารถยิ้มต้อนรับพระยามัจจุราชได้อย่างทรนงว่า เราได้เตรียมพร้อมสำหรับความตายมานานแล้ว ขอความตายจงมาทำลายสังขารตามสบายเถิด เพราะจิตของเราได้หลุดพ้น หมดอุปาทานจากสังขารทั้งปวงตามรอยบาทพระบรมศาสดามานานแล้ว
- เมื่อจิตเราเลิกเกาะเกี่ยวกับโลกมากขึ้น ก็จะเข้ามาสู่ตัวเองมากขึ้น และแล้วก็จะแจ่มแจ้งในตนเองมากขึ้น
- ปล่อยให้เค้าด่าไป คนด่านั่นแหละแพ้ คนถูกด่าแล้วไม่โต้ตอบ ไม่โกรธ ไม่ผูกพยาบาท แผ่เมตตาให้ผู้ด่านั่นแหละชนะ
- การละบาปก็ด้วยการเลิกทำบาป แต่การละบุญนั้นต้องให้ความเต็มรอบของสติเป็นตัวละ ไม่ใช่ละบุญด้วยการเลิกทำบุญ

ความคิดเห็นล่าสุด
19 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
19 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
30 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 25 สัปดาห์ ก่อน