ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๔)
เขียนโดย dy เมื่อ จ, 2008-01-14 15:01
Tags:
- ความคิดที่จะเสวยกามเกิดมาจากความรู้สึกที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เที่ยง เป็นสุขและเป็นของเรา
- ผู้ที่มีจิตอยู่ในระดับของการหวั่นไหวต่อโลกธรรมก็คือ ผู้มีจิตอยู่ในระดับของมนุษย์ ย่อมไม่พ้นจากความเป็นมนุษย์ไปได้
- ความเห็นแจ้งในความเสื่อมลาภ ความเสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ช่วยให้จิตเราไขว่คว้าเข้าหาธรรม
- โลกธรรมก็คือธรรมของโลก ไม่ใช่ธรรมของเรา
- สติอย่างเดียวไม่ได้ เวลามีสติต้องแสวงหาตัวอุเบกขา อุเบกขาอย่างเดียวไม่ได้ เวลามีอุเบกขาต้องแสวงหาตัวสติ
- เมื่อใดที่เราปล่อยจิตง่ายรักษาจิตยาก เมื่อนั้นจงอย่าออกสู่สังคม เมื่อใดที่เราปล่อยจิตยาก รักษาจิตง่าย เมื่อนั้นจึงจะสามารถออกสู่สังคมได้
- ไม่มีใครให้เราได้ดีกว่าสิ่งที่เราทำขึ้นด้วยความสามารถของตัวเอง
- พรสวรรค์ที่ประเสริฐที่สุดคือ การชำนาญในการจัดการเรื่องตนเอง ไม่ใช่การชำนาญในการจัดการเรื่องผู้อื่น
- มองขันธ์ ๕ ให้เห็นเป็นมายา สมมุติ อนัตตาได้ ก็หมดเรื่องแล้ว
- สุดยอดวิชาธรรมคือการละตัณหา ๓
- วินัยจะดีทุกข้อถ้าเอามาจับผิดตัวเอง วินัยจะไม่ดีทุกข้อถ้าเอาไปจับผิดคนอื่น
- สึกเป็นสุข ไม่สู้บวชอยู่ลำบาก
- คนเราจะเก่งจริงต้องกล้ายอมแพ้
- อย่าถืออดีตและอนาคตเป็นใหญ่ เพราะว่าจะทำให้ปล่อยวางอารมณ์ได้ยาก จงถือปัจจุบันเป็นใหญ่ แล้วจะทำให้ปล่อยวางอารมณ์ได้ง่าย
- ที่ใดมีตัวติด ที่นั้นจะไม่มีตัวหลุด
- ความผิดพลาดทำให้เราฉลาด ฉะนั้นผู้ใดที่ไม่อยากเจอความผิดพลาดชื่อว่าไม่อยากเจอครูบาอาจารย์ตนเอง
- ทั้งความสมหวังและความผิดหวังคือสิ่งที่มาให้ศึกษาและเรียนรู้ อย่าถือเป็นจริงเป็นจัง
- ธรรมะไม่จำเป็นต้องไปเจอในวัดเท่านั้น เมื่อเห็นโลก เห็นทุกข์โทษของโลก มันก็เป็นธรรมะไปในตัวนั้นเอง ธรรมะไม่จำเป็นต้องนุ่งเหลือง ห่มขาว ธรรมะอยู่ที่จิตไม่เห็นแก่ตัว ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตัวเอง พร้อมทั้งอาศัยในโลกอย่างคิดสลัดออกทุกเมื่อ ไม่หลงติด ไม่หลงผิด เห็นแจ้งในความเสื่อมของโลกอยู่ตลอด อีกทั้งพร้อมที่จะช่วยจูงเพื่อนร่วมโลกที่ยังมืดบอดออกสู่ทางธรรมทุกเมื่อ
- ขอให้มีจิตเป็นสิ่งที่ปัญญากล่อมเกลาดีแล้ว จงมองโลกด้วยความฉลาด ไม่หลงผิดไปกับสิ่งฉาบฉวยที่โลกหลอกล่อแมลงเม่าทั้งหลายให้บินเข้าไปในกองไฟ โลกนี้เป็นทุกข์ ไม่ช้าความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพรากจากของรัก คนรัก ย่อมต้องมาเยือนคนทุกคนไม่เว้น สมบัติทั้งหลายเป็นเพียงของกองท่วมโลก ยศ เกียรติ สรรเสริญ เป็นเพียงดอกไม้ที่บานไม่นานก็เหี่ยวเฉา แก้วแหวนเงินทอง ตายแล้วไม่มีใครขนติดตัวไปได้ มีเพียงบุญและบาปเท่านั้นที่จะติดตามไปแน่นอน ความตายเป็นสิ่งที่โลกมอบให้เสมอกันตั้งแต่ราชา เศรษฐี คนจน คนขอทาน ชนิดที่ไม่มีความลำเอียง ฉะนั้นผู้มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อเห็นซึ้งในความไม่เที่ยงของโลก พึงรีบสร้างบุญบารมี ความดี เพื่อเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานพลันทีเดียว
- เมื่อบุคคลปฏิบัติธรรมมากขึ้นไป จิตก็จะยิ่งเกาะเกี่ยวกับคนน้อยลงทุกที อากัปกิริยาทั้งหลายเป็นเพียงมายาภาพที่จำเป็นจะต้องแสดงไปตามมารยาทของโลก แต่ภายในจิตของเขาผู้นั้นย่อมจะแจ่มแจ้งอยู่ว่า เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเราทั้งสิ้น โลกนี้คือละคร ไม่ช้าความตายย่อมมาทำลายสรรพสิ่งที่หวงแหนยึดถือไปหมดสิ้น ไม่มีสิ่งที่เราจะยึดเอาไว้ได้แม้เพียงปลายเข็ม สัตว์ทั้งหลายต่างพากันเต้นแสดงบทบาทไปตามกรรมที่กำหนดไปจนกว่าวันที่ละครปิดฉาก ฝาโลงปิดหน้า สรรพสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ฉะนั้นไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเลย

ความคิดเห็นล่าสุด
19 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
19 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
30 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 24 สัปดาห์ ก่อน