ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๑)

Tags:
  • การละอุทธัจจะได้ ก็คือการละความหลงในมายาแห่งการปรุงแต่งของสังขารขันธ์ได้ คือการไม่ติดในอดีตและอนาคตและสามารถเห็นแจ้งในปัจจุบันอยู่
  • การละอวิชชาได้ คือการละอุปาทานในความมีอยู่ในปัจจุบันที่ปรากฏในความเห็นแจ้งของสติได้
  • การละมานะ คือการละรูปลักษณ์หรือการละเปลือก หรือการละกระดาษห่อของแห่งความมีอยู่ เป็นอยู่ ตั้งอยู่ ทรงอยู่ ที่ปรากฏแก่สติของพระโยคาวจรผู้เพียรเพ่งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์นั้น
  • โลกนี้ไม่น่าอยู่ เป็นเพียงที่สร้างบารมีเท่านั้น
  • ความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่นจะมีความน่าภาคภูมิใจอันใด ในเมื่อยังเอาตัวเองไม่รอด
  • เมื่อแผ่เมตตาไปจนกระทั่งเกิดความรู้แจ้งว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน ก็จะเจอตัวอุเบกขา
  • ความพยายามที่จะไปรู้เรื่องสิ่งอื่น คนอื่น คือความพยายามที่จะหนีตนเอง
  • วิ่งมาก็ช่างเหนื่อยนัก หยุดพักเสียที ตัณหานี้วิ่งตามเท่าไรก็ไม่รู้จักจบเลย ถ้าหากละตัณหาเสียได้ก็สบายอุรา ไม่ต้องวิ่งไปมาไล่คว้าเงา วิ่งไล่แต่เช้าจรดเย็นก็เห็นจะหมดแรงเสียเปล่า วิ่งตามสนองตัณหากับการไล่คว้าเงา ก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรกันเลย
  • เราเจ็บปวดเดือดร้อนก็เพราะว่ามีอวิชชา หลงใหลในความมีอยู่ เป็นอยู่ ตั้งอยู่ หลงใหลในความมีคน มีสัตว์ มีหญิง มีชาย พอมานะมาเสริมก็ช่วยเพิ่มเปลือกเพิ่มเรื่องให้มากขึ้นไปอีกด้วยความยึดความติด พออุทธัจจะมาผสมโรงก็ยิ่งตีกวนให้เรื่องวุ่นวาย แส่ไปเอาอดีต อนาคต มาร่วมวงไพบูลย์
  • สรุปแล้ว อุทธัจจะ มานะ อวิชชา ก็พาให้เราบ้า พาให้เราประสาท พาให้เราเจ็บปวดเดือดร้อนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง
  • ความรู้ ถ้าหากว่ามีมากมายแต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร กับไอ้ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
  • ชีวิตของเราจมปลักอยู่กับความโง่บอด มืดมน อนธกาลมาตลอด จนกระทั่งได้มาเจอกับพุทธธรรม
  • ปีติ ไม่สามารถช่วยเราดับทุกข์หรอก ต้องอุเบกขาจึงจะช่วยได้
  • ความจริงสัญลักษณ์ของเพศชาย เพศหญิง ก็เป็นของธรรมชาติธรรมดาที่ไม่หยาบคาย แต่เพราะมีตัณหาอุปาทานอันแรงกล้าเข้าไปผสมโรง เลยทำให้สิ่งเหล่านี้พลอยหยาบคายไป
  • สิ่งชั่วร้ายในโลกนี้ ก็มีอยู่ตรงที่ตัณหา อุปาทาน เท่านั้น นอกจากนี้ออกไปก็ไม่มีแล้ว
  • นิพพานไม่อาศัยเหตุปัจจัย แต่ว่าการบรรลุนิพพานต้องอาศัยเหตุปัจจัย มีการบรรลุโดยลำดับ เจริญขึ้นโดยลำดับ ผู้ใดพยายามเจริญมงคลทั้ง ๓๘ ข้อ นั่นย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ไปสู่การบรรลุนิพพานโดยแท้
  • การได้สิ่งมีค่าใดๆ ในโลก ก็ไม่ทรงคุณค่าเท่ากับการได้รู้แจ้งอริยสัจ
  • สภาวเหตุการณ์ทั้งหลายเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา เมื่อไม่มีตัณหา เรื่องก็จบ
  • การละตัณหา ก็คือ การอยู่ที่นี่ ไม่หนี ไม่สู้
  • การได้พบตัณหา ได้เห็นตัณหา ได้ทราบอาการปรากฏและอาการดับของตัณหา ก็ชื่อว่าได้เดินมาครึ่งทางแล้ว เมื่อใดที่ญาณปัญญาแหลมคมจนสามารถละตัณหาได้ ก็ถึงสุดทาง