กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๕)

Tags:
  • ช่วงเวลาที่เป็นกำไรชีวิตก็คือ ช่วงเวลาที่มาทราบความจริงว่า โลกนี้เป็นทุกข์
  • จงถอนความยึดมั่นถือมั่นในภาษามนุษย์ออกเสียให้สิ้น
  • การถอนความยึดมั่นถือมั่นในภาษามนุษย์ก็คือการกำหนดหยั่งรู้ใน 'วจีสังขาร' ซึ่งก็คือ 'วิตกและวิจาร' และอยู่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น ใน 'วจีสังขาร' สามารถปล่อยจิตให้อยู่ในสมาธิที่มี 'วิตกและวิจาร' หรือในสมาธิที่ไร้ 'วิตกและวิจาร' ได้อย่างเสรี ในกาลทุกเมื่อ
  • เราอยากจะเจอของจริงหรืออยากจะเจอของปลอม ? โลกนี้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ เพราะฉะนั้น การที่เจอความทุกข์ก็คือการเจอของจริง ส่วนการเจอความสุขเป็นของปลอมทั้งสิ้น
  • ผู้ที่ยอมรับว่ากายไม่เที่ยง จึงจะสามารถอยู่กับกายได้อย่างไร้ปัญหา ผู้ที่ยอมรับว่าเวทนาไม่เที่ยง จึงจะสามารถอยู่กับเวทนาได้อย่างไร้ปัญหา ผู้ที่ยอมรับว่าจิตไม่เที่ยง จึงจะสามารถอยู่กับจิตได้อย่างไร้ปัญหา
  • มายาคือของที่ไม่มีอยู่จริง แต่อวิชชาคือความหลงและบ้าเข้าไปเห็นมายาว่ามีอยู่จริง จึงยึดมั่นถือมั่นในความมีอยู่แห่งมายา คือยึดมั่นในความมีอยู่ของกาย ยึดมั่นในความมีอยู่ของเวทนา และยึดมั่นในความมีอยู่ของจิต สิ่งเหล่านี้เป็นมายาทั้งสิ้น
  • ในเวลาจะละกิเลส ความใจเด็ดต้องถูกเรียกมาใช้ทุกครั้ง ตั้งแต่กิเลสขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด จนไปถึงขั้นละเอียดสุดคืออวิชชา ถ้าไม่มีความใจเด็ด ละกิเลสไม่ขาดเลย
  • ถ้าจะนำสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ มาเทียบกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็พอที่จะเทียบกันได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้
    รูปราคะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในรูปขันธ์
    อรูปราคะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในเวทนาขันธ์
    มานะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในสัญญาขันธ์
    อุทธัจจะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในสังขารขันธ์
    อวิชชาสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในวิญญาณขันธ์

  • บุคคลผู้จะปฏิบัติเข้าสู่อรหัตมรรค อรหัตผล จะต้องละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ และอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ประการเหล่านี้ อย่างถอนรากถอนโคนกันเลยทีเดียว
  • ขั้นตอนสุดท้ายก็คือมาถอนอุปาทานจากสิ่งที่เราไว้วางใจมากที่สุด มาถอนอุปาทานจากสิ่งที่เราไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด นั่นคือ อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย
  • ถึงเวลาแล้วที่ 'ตัวละ' จะเข้าไปแทนที่ 'ตัวยึด'
  • จิตที่ยึดมั่นอุปาทานในขันธ์ ๕ คือ เป้านิ่งให้ทุกข์ทั้งหลายระดมยิง
  • ตราบใดที่ยังต้องทรงกายที่ทุกข์เดือดร้อนปานนี้ ถึงจะสมหวังเรื่องใดก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะว่าความผิดหวังที่ยิ่งใหญ่ก็คือ การต้องทรงกายที่ทุกข์เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสนี่เอง
  • อวิชชาตัวสุดท้าย คือ ตัวยึดมั่นในความมีอยู่แห่งตัวตน ยึดมั่นในความทรงอยู่แห่งตัวตน ยึดมั่นในความตั้งอยู่แห่งตัวตน วิธีการถอนคือ ให้เห็นมายาของความมีอยู่ มายาของความทรงอยู่ มายาของความตั้งอยู่ ให้เห็นว่า มีอยู่ก็ได้ ไม่มีอยู่ก็ได้ ทรงอยู่ก็ได้ ไม่ทรงอยู่ก็ได้ ตั้งอยู่ก็ได้ ไม่ตั้งอยู่ก็ได้ เมื่อเห็นดังนี้แล้วก็จะสามารถถอนความยึดมั่น ในความมีอยู่ ในความทรงอยู่ ในความตั้งอยู่ ก็จะสามารถถอนความยึดมั่นในอัตตาอุปาทานทุกชนิดได้ ในขณะนั้น อวิชชาจะถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมาในขณะนั้นเอง
  • กายเป็นสิ่งที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาให้อยู่ในโลกเพียงชั่วขณะ จิตเป็นสิ่งที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาให้อยู่ในโลกเพียงชั่วขณะ ความเข้าใจผิดว่ามีกายมีจิตมีตัวมีตนตั้งอยู่เป็นจริงเป็นจังเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนทั้งมวล
  • จิตที่ไร้อวิชชา ก็สักแต่ว่าเป็นจิตธรรมดา ไม่มีอะไรวิเศษวิโสวิจิตรพิศดาร
  • ไม่ต้องไปเข้าอกเข้าใจอะไรให้มันมากเลย มาเข้าใจกายและจิตให้ถ่องแท้ก็พอแล้วสำหรับการที่จะพ้นจากทุกข์
  • การปฏิบัติธรรมคือ การเรียนรู้และการลองผิดลองถูก ต้องผิดพลาดในบางครั้ง หลงในบางคราว เข้าใจผิดในบางเวลา ล้มลุกคลุกคลานในบางโอกาส ผิดแล้วผิดอีกในบางขณะ แต่ถ้าหากพยายามประคองความเพียร ความอดทนบากบั่นอย่างตั้งมั่นแน่วแน่ ก็จะต้องพบความสำเร็จสมดังใจปรารถนาสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน
  • ถ้าหากไม่เคยผิดพลาด จะฉลาดขึ้นมาไม่ได้
  • จิตที่ไร้อวิชชามองเห็นสิ่งที่ชาวโลกหลงเป็นจริงเป็นจังว่าเป็นของสมมุติทั้งสิ้น