บทวิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาท

Tags:
โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๖ ธ.ค. ๒๕๓๖

อวิชชา คือ สัญญาที่กำหนดหมายไว้ผิดๆ ทำให้เห็นมายาเป็นจริงเป็นจัง เลยเกิดสังขารการปรุงแต่ง ไปทางมายา แล้ววิญญาณก็คอยรับรู้ในสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ก่อตามมาคือ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา อันเป็นผลพวงมาจาก สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ตั้งขึ้นด้วยความไม่รู้เท่าทันในมายา แล้วก็มาหลงเวทนาอันเป็นผลของความไม่รู้ ด้วยความไม่รู้อีกชั้นหนึ่ง ก่อให้เกิดตัณหาความยินดี ก่อไปถึงอุปาทาน ซึ่งก็คือตัวมานะและทิฏฐิ เข้าไปหนุนอีก ก็เลยยิ่งกลายเป็นภพชาติ ชรา มรณะ เกิดขึ้นในขณะนั้นเอง

มานะ กับ สักกายทิฏฐิ คืออุปาทานเหมือนกัน มานะคือการถือตัวในความเป็นจริงที่ปรากฏ ส่วนสักกายทิฏฐิ คือ การถือตัวกับมายาภาพ หรือวิมานในอากาศที่ไม่มีจริง แต่ตัวเองปั้นแต่งเอามาหลอกให้ตัวเองดีใจ สบายใจ

มานะนั้น บ้าอยู่กับสิ่งที่มีจริง หรือสิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะมีจริง แต่ที่เป็นความผิดก็ตรงที่ยึดมั่นไว้ โดยไม่เห็นความไม่เที่ยงนั่นเอง

ถ้าจะเอาสังโยชน์ มาเทียบกับปฏิจจสมุปบาทแล้ว จะได้ว่า

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส คือ อุปาทาน

กามฉันทะ / ปฏิฆะ คือ เวทนา / ตัณหา

รูปราคะ / อรูปราคะ คือ เวทนา / ตัณหา

มานะ คือ อุปาทาน

อุทธัจจะ คือ สังขาร

อวิชชา คือ อวิชชา

สำหรับตัวภพ ก็คือ กรรม

ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส คือ วิบาก

บทวิเคราะห์นี้ เขียนขึ้นตามความเข้าใจของพระชุมพล พลปฺโ เพื่อให้ท่านผู้รู้ได้พิจารณา ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ


พระชุมพล พลปญฺโ

๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๖