บันทึกธรรมเกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน ๔ นั้นคือ ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ที่แยกเป็น ๔ ฐานนั้น แยกไปตามความละเอียดละออ แยกไปตามประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติ ส่วนเราซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติใหม่อย่าเพิ่งไปดัดจริตแยกตามท่าน เพราะเรายังไม่ชำนาญอย่างท่าน การรู้มาตามตำรานั้นก็ดีอยู่ แต่ให้เราเจียมตัวอยู่ตลอดเวลาว่า มันยังเป็นเพียงความรู้ คือแค่รู้ ยังไม่เห็น ในความจริงแล้วมันต้อง know แล้ว practise แล้วจึงเกิด experience การปฏิบัติเราอย่าไปติดตำรามาก เพราะมันจะไม่เห็นของจริง ตำราเรียนรู้พอเป็นแนวทาง แต่ที่จะรู้จริงๆ ต้องเข้าไปเห็นเอง
สติปัฏฐานนั้นมี ๔ ฐานก็จริง แต่มันก็รวมอยู่ในกายกับใจเท่านั้น คือการกำหนดกายกับใจของเราให้รู้แจ้งแทงตลอดเท่านั้น ฉะนั้นก็ให้กำหนดที่กายกับใจนั่นแหละ ทีนี้จะกำหนดใจอย่างไร ก็ใจมันอยู่กับกาย เรากำหนดที่กายนั้นแหละจะพบใจด้วย เพราะว่ากายมันเป็นของหยาบกำหนดง่าย ใจเป็นของละเอียดกำหนดยาก แต่เมื่อกำหนดที่กายไปแหละ จะพบกับใจด้วย เพราะกายกับใจมันเนื่องกัน เหมือนกับผู้ตกปลาไม่ต้องจับที่สายเบ็ดก็ได้ จับที่คันเบ็ดนั่นแหละ เมื่อยกคันเบ็ดมา สายเบ็ดมันจะติดมาด้วยเอง เพราะมันเนื่องกัน ให้จับที่คันเบ็ดก่อน จะเข้าใจเรื่องสายเบ็ดเอง ให้กำหนดที่กายก่อน จะเข้าใจเรื่องใจเอง ถ้าไปกำหนดใจก่อนมันจะมั่ว เพราะมันเป็นของละเอียด ผู้ปฏิบัติใหม่ต้องกำหนดของหยาบก่อน เมื่อชำนาญในของหยาบแล้วจะนำไปสู่ของละเอียดเอง ถ้าไปกำหนดของละเอียดก่อนละก้อ เจ๊งทุกรายไป ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม ฉะนั้นขอให้กำหนดฐานกายในกายก่อน เมื่อเรากำหนดฐานกายในกายไปเรื่อยๆ ก็จะปล่อยวางร่างกาย จะถอนความยึดมั่นไปเรื่อยๆ แล้วต่อไป เวทนากับจิต จะปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นชัดได้ เหมือนบ่อน้ำที่มีแหนอยู่เต็ม เมื่อตักแหนขึ้นก็จะแลเห็นน้ำเอง แต่ตอนแรกต้องค้นที่แหน แล้วเปิดแหนออกจึงจะเห็นน้ำ
ขอให้ปฏิบัติในกายให้มากๆ แล้วจะดีเอง อานาปานสติควรจะใช้มาก เพราะเป็นกรรมฐานดับความฟุ้งซ่าน และการกำหนดสติในการเคลื่อนไหวกายก็จำเป็นเพื่อช่วยให้สติสมบูรณ์ จะฝึกหัดยกมืออย่างหลวงพ่อธมฺมธโร วัดไทรงาม ต.ดอนมะสังข์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี หรือหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ บ้างก็ได้
ส่วนฐานธรรมในธรรมนั้นเป็นของละเอียดขึ้นไปอีก เมื่อเราชำนาญในฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต แล้วมันจะลามเข้าไปเอง บางทีลามเข้าไปโดยไม่รู้ตัว คือ บางทีเราปฏิบัติอยู่โดยไม่รู้ว่าเรากำลังอยู่ฐานธรรมในธรรม
การปฏิบัติธรรมนั้นควรให้ทุกข์เป็นครู ทุกข์นั้นแหละมันจะนำเราไปสู่ฐานต่างๆ เราอย่าไปเอง ให้ทุกข์มันนำไป คือหมายความว่า เมื่อทุกข์เกิดเราก็ค้นคว้าหาวิธีแก้ไปเรื่อยๆ ทีนี้ ถ้าหากเราไปแก้ภายนอกก็ไม่จบและแก้ไม่ได้ แต่ถ้าหากเรามาแก้ภายในก็ต้องมาถอนความยึดมั่นในสิ่งที่เรายึด มันก็จะมารวมสู่สมรภูมิ ๔ อัน คือ เราจะต้องมาถอนความยึดมั่นที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ต้องมาเห็นแจ้งอนัตตาด้วยสติปัญญาที่เราจะต้องฝึกให้เป็นให้มี เพื่อให้เข้าไปเห็นเข้าไปแจ้งแล้วปล่อยวางไป ละไป ถอนความยึดมั่นไป ด้วยญาณปัญญาที่เราปฏิบัติเจริญให้แก่กล้าขึ้นมาด้วยตัวเราเอง
ฉะนั้น จึงไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีใครให้ใครได้ ต้องทำเอาเอง ฝึกเอาเอง หัดเอาเอง ถึงจะลำบากเท่าไร ทุกข์เท่าไร ต้องทวนกระแสเท่าไรก็ต้องทน เพราะเราเหมือนสุนัขจนตรอกแล้ว ทางข้างหน้าก็เห็นแต่จะมีไปตกเหวแห่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีสิ้นสุด ถ้าหากเราไม่หันหลังกลับมาฟัดกับกิเลส ก็ไม่รู้ว่าความทุกข์ทรมานแห่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะสิ้นสุดลงเมื่อใด
ฉะนั้น จงพากเพียรเข้าไปเถิด อย่าประมาทในวัย ในความไม่มีโรค ในความมีชีวิตยืนยาวอยู่เลย เพราะพระยามัจจุราชท่านได้เงื้อดาบเดินตามหลังเราอยู่ตลอดเวลาโดยเราหามองเห็นตัวท่านไม่ ท่านจะฟันลงมาเมื่อใดได้ทุกเมื่อ เมื่อฟันลงมาแล้วก็ไม่เหลือ เห็นทีจะต้องสิ้นลมหายใจวายชีวาวาตม์
ฉะนั้น เธอจงอย่าประมาท รีบสร้างกุศลผลบุญทานแต่ป่านนี้ และก็ให้เร่งรีบเจริญกรรมฐานให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาญาณว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นของไร้ค่า เป็นของคู่โลกโลกา ไม่มีใครจะพาไปสู่สัมปรายภพได้ ให้ฝึกหัดตัดทิ้งทุกสิ่ง สิ้นความผูกพันจากใจไปเสียก่อนที่จะถึงวันชีพม้วย จงเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยอริยทรัพย์ดีกว่าที่จะรวยเงินทอง เพราะว่าสมบัติอันเป็นมรดกของพระอริยเจ้า ก็คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตนั่นเอง ความบริสุทธิ์แห่งจิตนี่เองที่จะช่วยให้จิตหลุดพ้นจากทุกข์ หาใช่สิ่งอื่นไม่
จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง
จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้
พระชุมพล พลปญฺโ
บันทึกเมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๖

ความคิดเห็นล่าสุด
19 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
19 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
30 สัปดาห์ 5 วัน ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 8 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 16 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 25 สัปดาห์ ก่อน