เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๕)

Tags:
  • ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทวนกระแสกิเลสทุกอย่าง
  • มนุษย์ถึงจะมีฤทธิ์อย่างไร ก็สู้ฤทธิ์ของเทวดาไม่ได้ การยินดีในฤทธิ์ ก็ชื่อว่ายินดีในสมบัติ ที่ยังด้อยกว่า เลวกว่า สวรรค์สมบัตินั่นเอง
  • การศึกษาธรรมะก็ศึกษาไปตามหน้าที่ อย่าติดในปัญญา อย่าติดในธรรมะ การศึกษาเรื่องศักดิ์สิทธิ์ก็ศึกษาไปตามหน้าที่ อย่าติดในฤทธิ์ อย่าติดในศักดิ์สิทธิ์
  • คนอื่นไม่มีประโยชน์อะไรแก่เราเลย เอาจิตไว้ในกายดีกว่า
  • ถ้าไม่มีจาคะอย่างแรงกล้า จะไม่สามารถละกิเลสได้
  • ความปรารถนาสูงสุดของเราคือการหมดกิเลสมิใช่หรือ แล้วเราจะมาติดในโลกามิสทำไม
  • เมื่อไหร่หนอ เราจะเลิกไปอยากรู้เรื่องคนอื่นเสียที
  • ยิ่งรู้เรื่องคนอื่นมาก ยิ่งโง่มาก
  • การจะช่วยคนอื่นก็ช่วยไปตามหน้าที่ ช่วยไปตามวาสนา ช่วยไปตามเหตุปัจจัย ช่วยไปตามกรรม ช่วยไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า การที่ไปปรุงแต่งอยากช่วยคนโน้น อยากช่วยคนนี้ เป็นเรื่องของการยุ่งไม่เข้าเรื่อง
  • สัตว์ทั้งหลายมีกรรมที่ต้องเสวยอันเป็นของเฉพาะตน การที่เราจะช่วยใครได้ ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของกรรมเท่านั้น ไม่ใช่จะสามารถไปยุ่งเรื่องของเขาไปได้ทุกเรื่อง
  • บัณฑิตคือผู้วางอุเบกขาต่อโลกได้
  • อย่าเอาความชั่วของผู้อื่นมานึกคิดให้จิตของเราเศร้าหมอง
  • ทำอย่างไรเราจึงจะพูดไปตามหน้าที่ โดยไม่หวังให้ใครมาเชื่อฟังคำพูดของเรา
  • ผู้จะไปนิพพาน แม้แต่ความเป็นอรหันต์ก็ขนไปไม่ได้
  • พึงสละความเป็นอรหันต์เพื่อความสิ้นกิเลส
  • ผู้หมดกิเลสย่อมไม่กำหนดหมายตัวเองว่าเป็นอรหันต์
  • บัณฑิตทั้งหลาย คือผู้ที่ไปเจอสิ่งต่างๆ พบสิ่งต่างๆ โดยไม่ยึดสิ่งใด โดยไม่เอาสิ่งใดเลย
  • ความมานะที่มีมากของเรานั้น ก่อตัวมาจากความรู้สึกที่ว่า เรารู้ดี รู้มาก รู้ทุกอย่างนั่นเอง ฉะนั้น การที่เราไม่รู้สิ่งใดก็เป็นการดีแล้ว จะได้ลดมานะลงเสียบ้าง
  • ถึงคนอื่นจะทำอะไรไม่ดีแก่เรา ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เพราะเราไม่ได้หวังอะไรจากคนอื่นอยู่แล้วมิใช่หรือ
  • ชีวิตที่ประเสริฐที่สุด คือชีวิตของผู้โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่คนเดียว ไม่หวังอะไรจากใคร