เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๒)

Tags:
  • สัตว์ทั้งหลายไม่ได้มีความต้องการกาม แต่ต้องการสุขเวทนาโดยอาศัยกามเป็นเครื่องมือ ซึ่งถ้าหากเราสามารถหาความสุขได้โดยไม่ต้องอาศัยกามแล้ว กามจะมีค่าอะไรแก่เรา
  • เวลาหายื้อแย่งกันแทบเป็นแทบตาย เวลาได้มาก็ไม่เห็นได้ใช้
  • ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอะไร แต่ขึ้นอยู่กับการพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่
  • อุทธัจจะสังโยชน์ (ความฟุ้งซ่าน) นั้น คือตัวการร้ายที่สำคัญมาก สิ่งที่ดับไปแล้วมันมาหลอกว่ายังมีอยู่ สิ่งที่ยังไม่เกิดมันว่าเกิดแล้ว สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันว่าเป็นไปได้
  • ตราบใดที่ยังยินดีในปมเขื่อง ก็จะต้องเป็นทุกข์กับปมด้อยอยู่ตราบนั้น
  • ทำอย่างไร เราจึงจะไม่เอาความหลุดพ้นมาเป็นปมเขื่อง
  • จงหลุดพ้นจากความหลุดพ้นซะที
  • อย่ามีตัวกูในความหลุดพ้น
  • เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องนั่นเอง จึงกลัวคนอื่นจะว่าเราโง่
  • เวลาเข้าสมาธิ อย่าเอาตัวเราเข้าไปด้วย
  • ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามวาสนา จะแข่งกันทำไม
  • เรื่องบุญ เรื่องฤทธิ์ เรื่องศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องนิพพาน
  • เราไม่รู้สึกว่าเรารู้ธรรมะอะไรเลย
  • เราต้องการให้คนอื่นยอมรับเราเพื่ออะไร
  • ตราบใดที่ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีบุญวาสนา ตราบนั้นไปนิพพานไม่ได้
  • ยิ่งเราอ่อนน้อมถ่อมตัวมากขึ้นเท่าไร ความทุกข์ยิ่งลดลงเท่านั้น
  • ความอัศจรรย์ทั้งหลายไม่ใช่ธรรมะ ธรรมะเป็นเรื่องธรรมดา
  • ผู้มีปัญญาไปนิพพานไม่ได้ มีฤทธิ์ก็ไปนิพพานไม่ได้ มันต้องถึงขั้นที่ว่า ไม่มีใครมีปัญญา ไม่มีใครมีฤทธิ์ จึงจะไปนิพพานได้
  • อวิชชาสร้างตัวละครขึ้นมา
    อุทธัจจะเข้าไปเขียนและปรุงแต่งบทบาท
    มานะให้ตำแหน่งฐานะ
    ราคะโทสะคือตัวเข้าไปกำกับการแสดงให้สวมบทบาทอย่างสมจริงสมจัง
    สักกายทิฏฐิคือสัญญาว่าจ้างที่บังคับให้ต้องแสดงละครเรื่องแล้วเรื่องเล่า ไม่สามารถจะเลิกไปได้
    ภพทั้ง ๓๑ เป็นฉากให้สัตว์ผู้โง่เขลางมงายทั้งหลายวนเวียนกันมาแสดงบทบาทโศกเศร้าเคล้า น้ำตาอย่างไม่รู้จักสิ้นสุดยุติ
  • อย่าเอาตัวเราเข้าไปแสดงในละครชีวิตเรื่องนี้ด้วย