ธรรมเทศนา เรื่อง "เวทนาในเวทนาและจิตในจิต"
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ เจริญพร สามเณรญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ทุกท่าน
วันนี้ก็เป็นโอกาสที่ได้มาปรารภธรรม คำว่าธรรมแปลว่าสิ่งที่ทรงไว้ ทรงไว้ซึ่งจิตไม่ให้ต้องตกไปสู่ความทุกข์ ความทุกข์คืออะไรล่ะ ความทุกข์ก็คือ ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ที่เรายังเป็นทุกข์อยู่ก็เป็นเพราะว่า ยังมีอุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเรา รวบยอดเลยก็คือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเรา การปฏิบัติสติปัฏฐานก็เพื่อที่จะไปหยั่งรู้เข้าใจความจริง เจริญสติปัญญาให้แก่กล้าเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในขันธ์ ๕ ท่านก็แบ่งเป็นฐาน ๔ ฐาน ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรม
ฐานกายในกายก็เป็นด่านแรก ที่ผู้ปฏิบัติต้องมาฝึกสติเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในกาย ที่ถือว่าเป็นของหยาบ บุคคลผู้มีจิตหยาบ ยังมีความยึดมั่นถือมั่นสูงในกาย ไม่เห็นความจริง ถึงความสกปรก ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของกาย เมื่อคราวก่อนก็ได้ปรารภธรรม ได้พูดถึงวิธีการที่จะถอนอุปาทานในกาย โดยการเจริญสติ แยกแยะด้วยปัญญาให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่มีแก่นสาร ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น อันนี้จะเป็นช่องทาง ทางออกของจิต ที่จะพ้นทุกข์ ด่านแรกก็คือปล่อยวางอุปาทานในกาย ปล่อยวางอุปาทานในรูปขันธ์ เมื่อบุคคลมีญาณปัญญาหยั่งรู้ แจ่มแจ้ง เห็นความจริงในฐานกายในกาย อุปาทานที่ยึดมั่นในรูปขันธ์ย่อมน้อยลง นั่นจะเป็นเหตุปัจจัยให้สติและญาณปัญญาละเอียดขึ้น นั่นจะเห็นนามธรรมได้ บุคคลที่จิตหยาบด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานอย่างรุนแรง จะเป็นผู้มากด้วยนิวรณ์ นิวรณ์มันกลุ้มรุมจิตสูง กามฉันทะ พยาบาท วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ การจะหยั่งรู้นามธรรมซึ่งเป็นของละเอียดน่ะยาก เมื่อเราเจริญสติพิจารณากายในกายไป มีฐานที่ตั้งแห่งสติที่ฐานกายในกาย ญาณปัญญาก็ชำแรกลึกแยกแยะลงไปที่ฐานกายในกาย เมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติได้ถูกต้อง ถูกวิธี การปล่อยวางจะต้องสูงขึ้น ถ้ายิ่งปฏิบัติแล้วยิ่งยึดมั่นถือมั่น แสดงว่าปฏิบัติผิดทางแล้ว คือ สติและปัญญาที่เราฝึกฝน จะต้องเป็นปัจจัยแก่จิตดวงที่จะสละและละอุปาทาน
เมื่อเราเจริญสติในฐานกายในกาย สิ่งที่ควรจะได้กลับมาก็คือ เป็นผู้มีสติและปัญญาสมบูรณ์ ที่จะหยั่งรู้ความจริงที่กาย เห็นความไร้สาระแก่นสาร เห็นกายสักแต่ว่าเป็นธาตุ ไม่มีตัวตนบุคคล ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเขา ไม่มีคนสัตว์หญิงชาย ในกายนี้ สักแต่ว่าเป็นธาตุของโลก เมื่อบุคคลปฏิบัติเห็นดังนี้ นิวรณธรรมทั้ง ๕ ดังที่กล่าวข้างต้น จะเบาบางลงไปโดยอัตโนมัติ เมื่อกิเลสเบาบางลง จากความเห็นแจ้งในญาณปัญญา ก็เหมือนกับว่าเมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดย่อมหายไป แสงสว่างแห่งสติปัญญาเป็นแสงที่พิเศษ เป็นแสงแห่งอริยมรรค ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานให้แก่บุคคลสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีความทุกข์ต่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มืดมนอนธกาลด้วยอวิชชาโมหะ ไม่รู้ความจริง เมื่อนิวรณธรรมเบาบางลง จากความเชี่ยวชาญช่ำชองที่เจริญสติในฐานกายในกาย จิตจะน้อมไปที่จะเห็นแจ้งในนามธรรมในตัวเรา คือพร้อมที่จะเห็นเวทนาในเวทนา เหมือนกับว่าเมื่อเราปล่อยวางของหยาบแล้วก็เริ่มที่จะเห็นของละเอียด เปิดแหนก็เห็นน้ำ อย่างว่า เมื่อเราปล่อยวางอุปาทานในกายได้ มันจะเริ่มเห็นของละเอียดขึ้นมา เพราะจิตมันถึงพร้อม นิวรณธรรมที่จะกลุ้มรุมจิตมันน้อยลง สมาธิก็จะเข้าที่ง่าย สมาธิเป็นอัตโนมัติ
บุคคลผู้เริ่มปล่อยวางอุปาทานในกาย มีความเห็นแจ้งเห็นชัดรู้ความจริงในกาย จิตจะเป็นสมาธิมากกว่าเป็นนิวรณ์ จะให้จิตอยู่กับนิวรณ์นี่ยากกว่าอยู่กับสมาธิ เหมือนกับบุคคลที่ถูกขัดสีฉวีวรรณร่างกายให้สะอาด ประพรมร่างกายด้วยของหอมแล้วนั้น จะให้ไปนั่งเล่นนอนเล่นในเล้าหมูนี่ มันยาก แต่ว่า สุกรทั้งหลายก็ยังยินดีในของโสโครกอยู่ เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติเจริญสติแก่กล้าเข้า จะมีญาณปัญญาถอนอุปาทานที่กาย กายยาววาหนาคืบกว้างกำมา เริ่มจะเห็นความไร้สาระแก่นสาร ความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรปล่อยวาง ควรละ ควรสละ จิตจะเป็นจิตที่พัฒนาดีขึ้นมา คือจะมีสมาธิมากกว่ามีนิวรณ์
สมาธิขั้นหยาบก็ย่อมเกื้อกูลแก่ปัญญาขั้นหยาบฉันใด สมาธิขั้นละเอียดก็ย่อมเกื้อกูลแก่ปัญญาขั้นละเอียดฉันนั้น ในทำนองเดียวกันปัญญาขั้นหยาบก็ย่อมเกื้อกูลแก่สมาธิขั้นหยาบฉันใด ปัญญาขั้นละเอียดก็ย่อมเกื้อกูลแก่สมาธิขั้นละเอียดให้เกิดขึ้น สมาธิและปัญญาย่อมชำระซึ่งกันและกัน ประดุจว่าเวลาเราล้างเท้า เท้าทั้งสองข้างย่อมชำระซึ่งกันและกันฉันใด สมาธิและปัญญาก็ย่อมชำระซึ่งกันและกัน เมื่อบุคคลมีญาณปัญญาแก่กล้าปล่อยวางอุปาทานในกายได้ เป็นตามขั้นตอนไปจากการฟั่นเฝืออบรมบ่มอินทรีย์ในมหาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นอาวุธอันวิเศษที่พระบรมศาสดาจารย์ ทรงประทานไว้ให้แก่กุลบุตรรุ่นหลัง ไปใช้ฟาดฟันกิเลส เมื่อบุคคลใดผู้เจริญสติปัฏฐาน ตราบใดที่ยังมีบุคคลทั้งหลาย ฝักใฝ่ในการเจริญสติปัฏฐาน พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลก อันนี้เป็นคำยืนยันของพระบรมศาสดา
เมื่อปฏิบัติไปได้ อุปาทานก็จะน้อยลง สติก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาญาณก็ดี พร้อมที่จะเห็นของละเอียดขึ้นไป ของละเอียดที่ต่อมาให้เห็นก็คือ เวทนาในเวทนา เพราะว่าเวทนาในเวทนามันเชื่อมต่อกับตัณหา ตัณหาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ เวทนากับตัณหานี่มันเชื่อมกัน ใกล้กันมาก เวทนาแปลว่าตัวเสวยอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ ก็ย่อมเกิดเวทนา ตัวเสวยอารมณ์ ถ้าอารมณ์เป็นที่ชอบใจก็จะเกิดสุขเวทนา ไม่ชอบใจก็จะเกิดทุกขเวทนา ถ้าอารมณ์เป็นกลางๆ ก็จะเกิดอุเบกขาเวทนา อทุกขมสุขเวทนา อุเบกขาเวทนากับอทุกขมสุขเวทนาก็คืออันเดียวกัน
ที่นี้ต่อเนื่องจากเวทนา ถ้าหากว่าบุคคลผู้นั้นไม่เชี่ยวชาญในการหยั่งสติลง ในขณะที่เวทนาเกิดและเวทนาดับ ตัณหาต้องเกิดแน่นอน ตัณหาถ้าจะพูดไปแล้วหรือถ้าจะแปลตามภาษาปริยัติ ตัณหาท่านแปลว่าความอยาก แต่ถ้าจะแปลตามภาษาปฏิบัติ สำหรับนักปฏิบัติ ตัณหาก็แปลว่าการเข้าไปเสวยอารมณ์อย่างมัวเมา ไม่รู้แจ้งเห็นจริงว่าอารมณ์ทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งอารมณ์ภายนอกและอารมณ์ภายในไม่เที่ยงทั้งนั้น การกระทบกันก็ไม่เที่ยง การเข้าไปเสวยอารมณ์ก็ไม่เที่ยง เมื่อบุคคลไม่มีสติและปัญญาที่ถึงพร้อม ขณะกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ กระบวนการทั้งปวงจะต้องเข้าไปสู่ตัณหาแน่นอน ไปถึงตัณหาแน่นอน และเมื่อถึงตัณหาแล้วก็จะไปถึงทุกข์แน่นอน เพราะตัณหาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ คือเมื่อตากระทบรูป เกิดจักษุวิญญาณรับรู้รูป เวทนาก็เข้าไปเสวย สุข ทุกข์ อุเบกขา ผู้ที่ไม่มีสติหยั่งรู้ ความมัวเมาจะแทรกตรงนี้ ตรงเวทนานี่ เป็นจุดใหญ่ที่พระผู้มีพระภาคสั่งให้ระวังนักระวังหนา ถึงขนาดที่พระองค์ตรัสเป็นพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า สัพเพธัมมา เวทะนา สะโมสะระณา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ประชุมลงในเวทนา หมายความว่าจะเกิดทุกข์ก็ตรงนี้ หรือจะรู้แจ้งดับทุกข์ก็ตรงนี้ หรือถ้าจะพูดเป็นภาษาธรรมชาติก็คือ จะฉิบหายก็ตรงนี้ จะเจริญก็ตรงนี้ จะกำไรก็ตรงนี้ จะขาดทุนก็ตรงนี้ อันนี้เป็นจุดศูนย์รวมเลย เป็นชุมทาง ถ้าเรามากำหนดหยั่งรู้ให้ดีในเวทนา จะเป็นประโยชน์มาก จะมีค่ามาก จะเข้าไปเห็นแจ้งในตัณหา ความอยาก
ตัณหานี่คือความอยาก ถ้าจะแบ่งออกเป็น ๓ ตามภาษาปริยัติ ก็ว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ก็อยากจะแปลในภาษาผู้ปฏิบัติเลย ฟังง่ายๆ ตัณหา ๓ ก็คือ อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป กามตัณหาคืออยากให้มา ภวตัณหาคืออยากให้อยู่ วิภวตัณหาคืออยากให้ไป คือเข้าไปมัวเมาแล้วจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการอารมณ์ เพราะเป็นผู้มัวเมาแล้วในการเสวยอารมณ์ เสวยรสของการกระทบอารมณ์ตรงเวทนา ไม่มีสติหยั่งรู้ ไม่แจ่มแจ้ง ไม่เข้าใจถึงไตรลักษณ์ขณะกระทบอารมณ์ จึงมัวเมาคิดจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการอารมณ์ ซึ่งเป็นอนัตตา อารมณ์ทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของใคร ฝืนปรารถนา ว่าไม่ฟัง ห้ามไม่ได้ บอกไม่เชื่อ เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ดับก็ดับไป ทั้งอารมณ์ภายนอกอารมณ์ภายใน ทั้งอารมณ์หยาบและอารมณ์ละเอียด อารมณ์ภายนอกก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อารมณ์ภายในคืออายตนะภายในอันจะเป็นที่ตั้งที่จะรับอารมณ์ก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง ๖ คู่ ๑๒ อันนี่ เป็นอนัตตา เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นสิ่งที่อาศัยการปรุงแต่งของรูปธรรมนามธรรมเกิดขึ้น
ความทุกข์จะเกิดก็ในขณะผัสสะกระทบอารมณ์ เพราะว่าบุคคลไม่มีสติพร้อมหยั่งรู้ที่จะดับ ดับตัณหาขณะเกิดเวทนา คือสักแต่ว่าเสวยอารมณ์ เมื่อมีสติถึงพร้อม จิตของพระโยคาวจร ก็จะกลายเป็นว่า สักแต่ว่าเสวยอารมณ์ เสวยอารมณ์สุขบ้าง ทุกข์บ้าง อุเบกขาบ้าง แต่มีสติและปัญญาเข้าไปกำกับ เข้าไปหยั่งรู้ เห็นแจ้งถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในฐานฐานหนึ่งขณะกระทบ ตรงไหนก็ได้ คือสติเข้าไปควบคุมการเสวยอารมณ์ อันนี้คือฐานเวทนาในเวทนา เราอย่าคิดว่าฐานเวทนาในเวทนาจะกินความแค่ ไอ้เจ็บๆ ปวดๆ ร้อนๆ อันนั้นเป็นเบื้องต้น เริ่มต้นก็กำหนดจากนั่นไปก่อน แต่การที่เราจะเข้าไปหยั่งรู้ ไปละตัณหาอุปาทาน คือเวทนามันรวมลงที่จิต ตัวเสวยอารมณ์ เป็นเจ้าใหญ่ที่จิต จิตจะเสวยอารมณ์เป็นสุข ทุกข์ อุเบกขา สติที่เราฝึกจะเข้าไปควบคุมจิตไม่ให้เสวยอารมณ์อย่างมัวเมา แม้แต่ว่าจะเสวยอารมณ์ ก็มีสติและญาณปัญญาหยั่งรู้ เข้าใจความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง เราเกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ตาม ไม่เที่ยงทั้งนั้น
จิตที่เราจะต้องฝึกฝนให้เข้าถึงก็คือจิตดวงนี้ เป็นปากทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแนะนำ จิตดวงที่จะเห็นธรรม หรือผู้จะมีดวงตาเห็นธรรม จะต้องมีจิตดวงนี้ จิตดวงนี้คืออะไร จิตดวงนี้คือว่า มีความรู้ซึ้งว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่จะต้องดับไปเป็นธรรมดา จิตดวงนี้จะเป็นตัวเบื้องต้นที่จะเข้าไปเห็นธรรม เมื่อเรากำหนดหยั่งรู้ความเกิดดับให้มากๆ จนจิตเราซึมซาบ ไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง เพราะมันซึ้งถึงว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง จิตดวงนี้จะเป็นจิตที่จะเห็นธรรม
สติที่เราเจริญขึ้นมา ไปหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ ขณะเราเสวยอารมณ์ แล้วมีดวงตาปัญญาในการเห็นธรรมเข้าไปแทรก ไอ้ตัวเสวยอารมณ์อย่างมัวเมา มันก็จะลดลงไป ตัณหามันก็จะน้อยลงไป คือมีญาณปัญญา ดวงตาเห็นธรรม เห็นความไม่เที่ยงแทรกอยู่ตรงนั้น แทรกอยู่ตรงนั้นแล้ว ตัณหามันเกิดได้ยากขึ้น
เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ให้แสวงหาจิตดวงนี้เอาไว้ให้มาก คือจิตที่จะนำไปสู่การเห็นธรรม คือเห็นความไม่เที่ยง เข้าใจ รับทราบ รับรู้ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมดับเป็นธรรมดา เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ รักร้อยทุกข์ร้อย รักห้าสิบทุกข์ห้าสิบ รักหนึ่งทุกข์หนึ่ง ไม่รักไม่ทุกข์ ความรักก็คือความมัวเมาในการเสวยอารมณ์ คือตัณหา ความรักกับความเกลียดเป็นอันเดียวกัน ความอยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป ตัณหาทั้ง ๓ รวมแล้วก็คืออันเดียวกัน ตัณหาทั้ง ๓ ก็คือความมัวเมาในการเสวยอารมณ์นั่นเอง ไม่รู้แจ้งถึงความไม่เที่ยงในอารมณ์
เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ที่จะเข้าสู่ฐานเวทนาในเวทนาแล้วได้ผล ที่จะดับทุกข์ให้แก่ตัวเรา ให้สำเหนียกตรงนี้ ตรงตัวเสวยอารมณ์อย่างมัวเมา เพราะไม่เห็นความไม่เที่ยง ไม่ซาบซึ้งถึงความไม่เที่ยง ที่นี้เราจะไปเห็นความซาบซึ้งในความไม่เที่ยงจากไหน จากหญ้าปากคอกนี่เอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน เจริญสติไปน่ะ เมื่อสติเราคม หยั่งรู้แต่ปัจจุบันอารมณ์ จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ผ่านมาผ่านไป เกิดดับเกิดดับตลอดเวลา ความคมของสติที่เราฝึกฝน พากเพียรปฏิบัติ มันจะให้มาเอง ให้ความซาบซึ้งในความไม่เที่ยง เห็นแต่ความไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ผ่านมาเพื่อผ่านไป เกิดดับเกิดดับตลอด ไม่มีอะไรจีรัง ตากระทบรูปแล้วก็ดับไป หูได้ยินเสียงแล้วก็ดับไป จมูกกระทบกลิ่นแล้วก็ดับไป ลิ้นกระทบรสแล้วก็ดับไป กายถูกต้องโผฏฐัพพะแล้วก็ดับไป ใจกระทบธรรมารมณ์แล้วก็ดับไป ดับทั้งนั้น ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไอ้นามธรรมนี่เราหยั่งรู้แล้วจะเห็นการเกิดดับง่ายยิ่งกว่ารูปธรรมนัก รูปธรรมนี่เราต้องไปน้อมนึกว่า เออ ต่อไปอายุเจ็ดสิบแปดสิบ มันเหี่ยวมันย่น มันต้องตาย มันต้องสลายผุพัง หนอนขึ้น เน่าเหม็น น่าเกลียด น้ำเหลืองไหล มันต้องน้อมจิตไป ถึงจะเกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงความไม่เที่ยงของร่างกาย แต่นามธรรมนี่ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เห็นชัดมาก เห็นชัดมาก ขอให้เจริญสติให้ดี ญาณปัญญาตัวนี้จะเกิด แล้วเราจะเข้าไปสู่ความดับทุกข์ได้
อันนี้เข้าไปถึงหัวใจอริยสัจเลยนะ คือเข้าไปเห็นเวทนา เข้าไปเห็นตัณหา และเราพยายามเจริญสติเพื่อจะคุมเวทนา ไม่ให้เกิดตัณหา นี่แหละทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐานอยู่ พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลก เพราะนี่มันเข้าไปสู่ตัวใหญ่ ตัวปัญหา แล้วก็จะแก้ตัวปัญหาโดยตรง ผู้หมดตัณหาก็จะเป็นพระอรหันต์เท่านั้นเอง มันก็ไม่ไปไหน คือว่าเรามาแก้ปัญหาในจิตของเราเอง คือขณะกระทบอารมณ์ ให้มีสติ ให้มีปัญญามากขึ้น กิเลสตัณหามันก็จะเบาบางลง ตามขั้นตามตอนที่เราฝึกฝน อันนี้เป็นจุดหัวใจอริยสัจ ที่เราจะปฏิบัติ เข้าไปหยั่งรู้เวทนา ตัวเสวยอารมณ์
เมื่อบุคคลเห็นแจ่มแจ้งในฐานเวทนาในเวทนา อุปาทานมันก็จะลดลง ปัญหาก็จะลดลง จิตก็จะละเอียดขึ้น กิเลสที่จะดึงไปหนักๆ มันก็จะลดลง สมาธิก็ยิ่งมากขึ้น เวทนาน่ะ ในพระสูตรจะแบ่งเวทนาเป็นเวทนาอิงอามิส กับเวทนาไม่อิงอามิส เมื่อบุคคลหมั่นฝึกฝน อบรม บ่มสติ ในฐานเวทนาในเวทนา กำหนดหยั่งรู้เข้าไป ตัณหาลดลง อุปาทานลดลง นิวรณ์ก็จะลดลง เมื่อนิวรณ์ลดลง สมาธิก็จะดีขึ้น สมาธิดีขึ้นมันจะเกิดปีติสุขที่ไม่อิงอามิส ปีติสุขที่ไม่อิงอามิสนี่จะเกิดเฉพาะผู้ปฏิบัติเท่านั้น ผู้ดีแต่โม้นี่ไม่เกิด ผู้ฟั่นเฝืออบรมปฏิบัติจริงนี่มันจึงจะเกิด ผู้ดีแต่โม้ ดีแต่พูด ดีแต่สอนผู้อื่นนี่ไม่เกิด ต้องผู้สอนตัวเอง เพราะฉะนั้นขั้นต่อไปก็คือ เวทนาไม่อิงอามิสนี่ ผู้ปฏิบัติจึงจะรู้ และจะเข้าไปสัมผัส และต้องจัดการมันให้ถูกด้วย มันจะเดือดร้อนเหมือนกันถ้าไปจัดการไม่ถูกกับเวทนาที่ไม่อิงอามิส การไปเสพเสวยรสความสุขจากสมาธิที่เกิดจากจิตที่เบาบางจากกิเลสเป็นขั้นเป็นตอนไป ถ้าเสวยด้วยความมัวเมาก็จะเดือดร้อนเหมือนกัน ยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อจิตเราเบาบางจากกิเลส สมาธิก็จะดีขึ้น เมื่อสมาธิเราดีขึ้น แล้วเราไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็จะเข้าไปเสพเสวยสมาธิด้วยตัณหาอีกนั่นแหละ ตัณหามันเข้ามาแทรก เมื่อสมาธิเกิดแต่ไม่ระวังในการเข้าไปเสวยรสแห่งสมาธิ ตัณหาก็จะเกิดตรงนั้น เพราะเกิดความมัวเมาในการเข้าไปเสวยอารมณ์สุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส อันนี้เมื่อเกิดความมัวเมาขึ้นมา ตัณหาก็เกิด เมื่อตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ ก็เกิด เมื่อกิเลสต่างๆ เกิดขึ้นมา สมาธิก็เสื่อม สมาธิเสื่อมขณะนั้นก็จะเป็นทุกขเวทนาไม่อิงอามิส บุคคลผู้ปฏิบัติไปเจอปีติและสมาธิใหม่ๆ จะวนอยู่สองด้าน พอปีติเกิด สมาธิเกิด ก็เข้าไปเสวย พอปีติดับ สมาธิดับ ก็ฟุ้ง ต้องจนกว่าญาณปัญญาเข้าใจความไม่เที่ยงของสมาธิได้ จึงจะรู้แจ้ง จึงจะวางอุเบกขา เกิดอุเบกขาไม่อิงอามิสขึ้น อุเบกขาไม่อิงอามิสนี่จะทนหน่อย คงทนหน่อย คือเป็นสุขอันละเอียดวางเฉย พอวางเฉยได้ สมาธิมันก็จะดี เพราะมันไม่ไปสู่สุขเวทนาไม่อิงอามิส และทุกขเวทนาไม่อิงอามิสอย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้
เมื่อเกิดอุเบกขาเวทนาไม่อิงอามิส เพราะว่ารู้แจ้งเห็นแจ้ง เข้าใจว่า ปีติมันก็ไม่เที่ยง ไม่ควรเข้าไปเสพ ไม่ควรเข้าไปเสวย บุคคลนั้นปัญญาญาณจะแก่กล้าขึ้นมา เริ่มจะเห็นความไม่เที่ยง ก็รู้จักเบรคแล้ว เวลาสมาธิเกิดก็ไม่เข้าไปเสวยรสอย่างเต็มที่ วางอุเบกขา ที่นี้เมื่อวางอุเบกขาได้ ให้ระวังให้ดี อย่าไปยินดีว่าเราวางได้แล้ว เมื่อเกิดความยินดีที่วางอุเบกขาได้ ก็ย้อนกลับไปทำลายอุเบกขาเข้าไปอีก คือว่าเมื่อเกิดความยินดีว่า แหมเราวางได้แล้ว เราไม่ไปเสพปีติเหมือนแต่ก่อน เราวางได้แล้ว เราจะไม่ฟุ้งเหมือนแต่ก่อน โอ้โฮดีจังเลย เรานี่เจ๋งมาก เรานี่เยี่ยมมากแล้ว เมื่อเกิดความยินดีว่าเราวางอุเบกขาได้ ก็คือทำลายอุเบกขาไปอีก นี่แหละให้ระวังให้ดีนะ พระที่ปฏิบัติแล้วเกิดความเย่อหยิ่งถือดีขึ้นมา อยากจะอวดภูมิ อวดรู้ ยกตนข่มผู้อื่นน่ะ เพราะเรื่องนี้ทั้งนั้น ไม่มีญาณปัญญาเห็นความไม่เที่ยง เข้าไปยินดีในอุเบกขาเวทนาไม่อิงอามิส เมื่อเข้าไปยินดี อุเบกขาก็ดับแล้ว วางไม่ได้แล้ว เมื่อวางไม่ได้ก็ยังไม่รู้ตัว ก็จะฟุ้ง แล้วยังอยากจะสอนคนอื่น ยังอยากจะโอ้อวดต่อ อันนี้จะโอ้อวดด้วยการโกหกแล้ว ตัวในไม่มีแล้ว เพราะดับไปแล้ว ดับไปจากความไปยินดีที่เราวางได้ แต่ถ้าหากว่าคนนั้นไหวตัวทัน เมื่อจิตเสื่อมจากการที่เราไปยินดีที่เราปล่อยวางได้ ก็ให้ย้อนกลับมาปล่อยวางเสีย
การปฏิบัติธรรมนี่ก็เพื่อลดมานะ ละทิฏฐิ ละความถือตัว ละความถือดี ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อเย่อหยิ่ง ถือดี อวดเก่ง อวดรู้ อันนั้นผิดทาง การปฏิบัติควรจะเป็นว่า ยิ่งปฏิบัติยิ่งลดมานะ ละทิฏฐิ ปล่อยวางความยึดมั่น ประนีประนอม ถ่อมตน ไม่ถือดี ไม่ยกตนข่มผู้อื่น อันนี้จะเป็นปัจจัยประกอบให้บุคคลผู้นั้น มีอุเบกขาคงทน หมายถึงว่าปล่อยวางอารมณ์ของโลกได้คงทน ปล่อยวางตัณหาได้คงทน จะเป็นจิตที่พัฒนาขึ้น เราปฏิบัติเพื่อละ อย่าปฏิบัติเพื่อยึด ถ้าปฏิบัติเพื่อยึดมันผิดทาง
จากที่แบ่งเป็นสุขเวทนาอิงอามิสและไม่อิงอามิส ก็ตามที่แยกแยะให้ฟัง เราจะเห็นในภาคปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะเห็นตามที่กล่าวมา เมื่อเราเชี่ยวชาญในฐานเวทนาคือ สามารถควบคุมหยั่งรู้การเสวยอารมณ์ จนกิเลสเราเบาบางลงไปอีกขั้นหนึ่ง จิตจะบริสุทธิ์ขึ้น เมื่อจิตบริสุทธิ์ขึ้นจะสามารถหยั่งรู้ความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลงในจิตได้ละเอียดขึ้น อารมณ์ที่ผ่านมาในจิต อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี อารมณ์ใหญ่ อารมณ์เล็กนี่ จะเห็นชัด อันนี้ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ มีหน้าที่รักษาจิต แต่ให้ระวังไว้อย่างหนึ่งว่า การรักษาจิตนี่ ต้องรักษาอย่างขมีขมันก็จริงอยู่ แต่ให้รักษาอย่างปล่อยวาง อย่ายึดมั่นว่าจิตเป็นเรา เราเป็นจิต จิตเป็นของเรา เราเป็นของจิต คือเมื่อจิตดีหรือจิตเสื่อม อย่ายึดมั่นถือมั่น สักแต่ว่ารักษา ให้ดำเนินการรักษาจิตในการเจริญสติปัฏฐาน แต่ให้มีสติญาณปัญญารู้แจ้งหยั่งรู้ควบคุมเอาไว้ อย่าให้เกิดอุปาทานว่า จิตเป็นเรา เราเป็นจิต สิ่งนี้จะเกิดได้เมื่อบุคคลผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติไปจนจิตดีขึ้นดีขึ้น มันจะเป็นเครื่องล่อ เครื่องล่อให้ติด ให้อุปาทานเกิดได้อีก คือเอาของดีมาล่อ เอาว่าจิตนี่ดีเน้อ เออจิตเดี๋ยวนี้ดีเน้อ ไม่ค่อยมีปัญหาเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนมีปัญหามาก เดี๋ยวนี้จิตชักจะดี จิตชักจะดีขึ้น กิเลสก็ไม่ค่อยกวนจิต จิตสามารถคุมกิเลสได้มากขึ้น อันนี้แหละ ไอ้ตัวกิเลสก็มาแฝงอีกแล้ว กิเลสมาแฝงว่า ให้เข้าไปเสพเสวยรสของความที่จิตดี นี่แหละ อันนี้แหละ ให้ระวังให้ดี ให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่า กูเยี่ยม กูเก่ง กูดี กูบริสุทธ์ กูเป็นอริยะ กูเจ๋งกว่าใคร อันนี้แหละ ผู้นั้นไม่เห็นจิตในจิตแล้ว ผู้นั้นไม่เห็นว่าจิตมันไม่เที่ยง จิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อารมณ์ที่มาประกอบกับจิต มันทำให้จิตดีบ้าง จิตไม่ดีบ้าง จิตมีราคะบ้าง จิตไม่มีราคะบ้าง จิตมีโทสะบ้าง จิตไม่มีโทสะบ้าง จิตมีโมหะบ้าง จิตไม่มีโมหะบ้าง จิตบริสุทธิ์บ้าง จิตไม่บริสุทธิ์บ้าง ไม่เที่ยงทั้งนั้น เกิดดับขณะเดียวขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง เกิดดับตลอด ไม่มีที่จะหยั่งลงให้ยึดมั่นถือมั่น เย่อหยิ่ง ถือดี เพื่อจะอวดโม้โฆษณาให้ใครฟังว่ากูเก่ง กูเจ๋ง กูเยี่ยม กูบรรลุแล้ว ไม่มี เพราะมันไม่เที่ยง มันเกิดดับ ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นที่ตั้งว่าเป็นตัวกูตรงไหน เพราะเมื่อสติญาณปัญญาหยั่งรู้เข้าไปในจิตน่ะ มันเห็นแต่การเกิดดับ ไม่เห็นจะเป็นตัวกูของกูตรงไหน เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วเกิดความมานะ เย่อหยิ่ง ถือดี ยกตนข่มผู้อื่น อยากจะอวดให้เขารู้ว่ากูบริสุทธิ์นี่ อันนี้แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นจิตในจิต เพราะความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์นี่ไม่เที่ยง เกิดดับขณะหนึ่งเท่านั้น
ที่นี้การที่จะธำรงอยู่อย่างผู้ไร้ทุกข์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แนะเส้นทางนี้ เราจะธำรงอยู่อย่างไร ก็คือว่าเจริญสติ ให้ถึงพร้อมด้วยสติ หยั่งรู้ขณะหนึ่งๆ ในรูปธรรมนามธรรม ให้เห็นความไม่เที่ยงทุกอย่าง เห็นความเป็นทุกข์ ความน่าเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความไม่ใช่ตัวตนในทุกอย่าง สักแต่ว่าทรงสติไว้ เจริญสติหยั่งรู้อารมณ์ทั้งปวงที่มากระทบ จะเห็นความไม่เที่ยงแล้วก็ปล่อยวางไป เห็นความไม่เที่ยงแล้วก็ปล่อยวางไป อย่าปล่อยให้อารมณ์ทั้งหลายมาถูกแบกถูกหาบอยู่ในจิตดวงนี้ จิตดวงนี้จะเป็นจิตของใครก็ช่าง มันจะเป็นจิตดวงที่ไร้ทุกข์ ไม่ต้องเป็นจิตของกูจิตของมึง มันถึงจะเป็นจิตที่ไร้ทุกข์ ถ้ายังเป็นจิตของกูจิตของมึงนี่ ไม่มีทางจะพ้นทุกข์ได้
เพราะฉะนั้นการที่จะปฏิบัติได้บรรลุผลของโลกุตตรธรรมจริงๆ เมื่อปฏิบัติเข้าไปแล้ว ไม่รู้จะไปเย่อหยิ่งถือดีที่ตรงไหน เพราะในโลกุตตรธรรมนี่ มันไม่มีตัวกูของกู ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวผู้บริสุทธิ์ ไม่มีตัวผู้หลุดพ้น ไม่มีตัวผู้มีกิเลส ไม่มีตัวผู้มีธรรมะ ไม่มีตัวผู้มีอธรรมะ สิ่งทั้งปวงสักแต่เป็นการเกิดดับขณะหนึ่งๆ ขณะกระทบอารมณ์ บุคคลผู้เจริญสติจนสติถึงพร้อมแล้ว ย่อมจะเห็นดังนี้ แล้วก็ไม่ยึดถืออะไรทั้งนั้น สักแต่ว่าอยู่ในโลก แสดงบทบาท หน้าที่ แสดงละครไปกับโลก รอเวลาตาย เรียกว่าอยู่อย่างไม่ติดข้องอารมณ์ แต่อยู่เหมือนเดิม อยู่เหมือนเดิม ทำตัวเหมือนเดิม แต่อย่าไปติดข้องอารมณ์ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าอะไรเป็นตัวกูของกูทั้งนั้น
ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตนี่ ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าถึง ๓ ฐานนะ เรียกว่าครบสูตรแล้ว ครบสูตรที่ว่าจะหมดอุปาทาน ส่วนฐานธรรมในธรรมก็เพื่อจะมาเก็บเศษเล็กเศษน้อย ถ้าจะยกตัวอย่างว่าสติปัฏฐาน ๔ ฐานนี่ ก็คือ สมมุติในโรงเรียนหนึ่ง จะมาจัดระเบียบโรงเรียนให้เรียบร้อยนี่ ก็รับหน้าที่กันไป ครูอนุบาลก็ตรวจดูชั้นอนุบาลว่าเรียบร้อยหรือยัง ทำให้เรียบร้อย ครูอนุบาลจะจัดการชั้นอนุบาลให้เรียบร้อย ครูประถมก็จัดการชั้นประถมให้เรียบร้อย ครูมัธยมก็จัดการมัธยมให้เรียบร้อย ครูใหญ่ก็ไม่มีหน้าที่จะไปจัดการอะไร แต่ว่าไปตรวจทุกชั้นเลย ชั้นอนุบาลด้วย ชั้นประถมด้วย ชั้นมัธยมด้วย ว่าอะไรยังบกพร่องบ้าง แต่ครูใหญ่นี่ไม่มีหน้าที่อะไรโดดเด่น ถ้าเปรียบเหมือนฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิตก็เช่นกัน ฐานกายในกายก็หมายความว่าบุคคลมาปฏิบัติในฐานกายในกายเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในกายให้ได้ ให้เรียบร้อย มาปฏิบัติในฐานเวทนาในเวทนาเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในเวทนาให้ได้ ให้เรียบร้อย มาปฏิบัติในฐานจิตในจิตเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในจิตให้ได้ ให้เรียบร้อย ทีนี้เมื่อปฏิบัติทั้ง ๓ ฐานนี่ ถอนอุปาทานได้ครบแล้ว หมดเรื่องแล้ว แต่ต้องมีครูใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อยอีกคนหนึ่ง ตรวจทุกชั้น นั่นก็คือฐานธรรมในธรรม เพราะฉะนั้น ฐานธรรมในธรรมนี่จะรวมทุกฐานมารวมลงในฐานธรรมในธรรม เป็นส่วนละเอียดที่จะเก็บเศษเล็กเศษน้อย
เมื่อบุคคลปฏิบัติฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนอุปาทานน้อยลงๆ เรื่อยๆ อุปาทานความยึดมั่นในตัวกูของกูก็จะน้อยลงๆ บางทีมันก็เหมือนไม่มีกิเลส แต่บางทีมันก็เหมือนยังมีอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีกิเลสอยู่ แต่ว่าอุปาทานมันน้อยลงแล้ว เพราะเข้าไปเห็น ไปแจ่มแจ้งแล้ว ว่ากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตนี่มันไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีอะไรที่จะยึดมั่นถือมั่นได้ เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติได้ ๓ ฐานนี่ มันก็เหมือนกับไม่มีกิเลส แต่บางทีมันก็มี บางทีก็เหมือนไม่มี ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีกิเลสอยู่ แต่ว่าบุคคลนั้นยึดมั่นถือมั่นน้อยลงแล้ว ไม่รู้สึกว่าอันนี้เป็นกาย อันนี้เป็นเวทนา อันนี้เป็นจิต สักแต่ว่าเป็นธรรมะ ธรรมะเกิด ธรรมะดับ รูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง ธรรมะภายนอกบ้าง ธรรมะภายในบ้าง อันนี้ต้องให้ครูใหญ่มาตรวจความเรียบร้อย ตรวจความเรียบร้อยจนถึงเมื่อไหร่ สงสัยจะต้องตรวจไปจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือตรวจจนตาย
จะต้องฟั่นเฝืออบรมสติของเรา เพื่อจะตรวจความเรียบร้อยในจิตของเราว่า ไปยึดอะไรมั้ย มีนิวรณ์บ้างมั้ย นิวรณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ย นี่แหละฐานธรรมในธรรมที่ท่านยกมาเป็นนิวรณบรรพ นิวรณบรรพ คือสติต้องเข้าไปตรวจตราว่านิวรณ์อะไรเกิดขึ้นไหม ต้องไปหยั่งรู้ เห็นความไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นของนิวรณ์ นิวรณ์เป็นธรรมะฝ่ายไม่ดีก็สักแต่ว่าเกิดๆ ดับๆ ไม่มีอะไรจีรัง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ขันธบรรพ ก็คือขันธ์ ๕ ไปแยกแยะขันธ์ ๕ เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าไปพิจารณาหยั่งรู้ สติหยั่งรู้ว่าเรายังมีอุปาทานในขันธ์ไหนบ้าง รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เรายังมีอุปาทานในขันธ์อันไหนบ้าง ถ้าเจอก็ถอน ถ้าไม่เจอก็แล้วไป เรียกว่าขันธบรรพ อายตนบรรพก็คือไปตรวจในทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่าขณะกระทบนี่ เราเกิดกิเลสบ้างมั้ย เกิดสังโยชน์บ้างมั้ย เกิดกิเลสอย่างหนาบ้างมั้ย เกิดกิเลสอย่างกลางบ้างมั้ย เกิดกิเลสอย่างละเอียดบ้างมั้ย สำหรับโพชฌงคบรรพก็คือ โพชฌงค์คือธรรมะฝ่ายดี เราต้องไปเจริญสติไปสำรวจตรวจตราว่า เมื่อธรรมะฝ่ายดีเกิดขึ้นนี่ เราเข้าไปยึดไปถือมั้ย เราไปจริงจังกับมันมั้ย คือธรรมะฝ่ายดีที่เกิดในจิตของเรานี่ เราต้องมีสติปัญญาหยั่งรู้ รู้ว่ามันสักแต่ว่าเกิดๆ ดับๆ ไม่มีอะไรที่เราควรไปยึดมั่นถือมั่น เย่อหยิ่งถือดี ในสติก็ตาม ในธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ที่เกิดในจิตเรานี่ แม้จะเป็นธรรมะฝ่ายดี เป็นฝ่ายที่ว่ามาทำให้จิตเราดี ให้จิตเรางาม ก็สักแต่ว่าเป็นธรรมะที่เกิดดับ ไม่เที่ยง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น รวมแล้วจะต้องรวมมาลงอริยสัจบรรพ คือรอบรู้หมดในอริยสัจ
คือธรรมะกำมือเดียวที่พระพุทธองค์ทรงต้องการให้เราเห็นแจ้ง อันใดคือทุกข์ อันใดคือเหตุให้เกิดทุกข์ อันใดคือความดับทุกข์ อันใดคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ต้องรู้แจ้ง แจ่มแจ้ง แล้วก็ทำให้ถูก ทุกข์ควรกำหนดรู้ ให้กำหนดรู้อยู่เป็นนิจ คือกิจที่จะทำในอริยสัจบรรพ ทุกข์คือสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ควรกำหนดรู้อยู่เนืองๆ ตัณหาเป็นสิ่งควรละ ต้องพยายามละอยู่เนืองๆ นิโรธควรทำให้แจ้ง ควรทำให้แจ้งอยู่เนืองๆ มรรคควรเจริญ ควรเจริญอยู่เนืองๆ อันนี้เป็นอริยสัจบรรพ คือเหมือนกับว่าครูใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อยหมด ตรวจทั้งกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต รวมลงมาเป็นฐานธรรมในธรรม เป็นครูใหญ่ตรวจตรา งานไม่มาก แต่เป็นงานรายละเอียดปลีกย่อย คือฐานธรรมในธรรมนี่มันไม่ใช่งานหลัก แต่เป็นงานสำรวจรายละเอียดปลีกย่อย เหมือนกับว่าครูอนุบาลเขาก็จัดระเบียบเรียบร้อยในชั้นอนุบาลแล้ว ครูชั้นประถมก็จัดระเบียบในชั้นประถมแล้ว ครูชั้นมัธยมก็จัดระเบียบเรียบร้อยในชั้นมัธยมแล้ว ครูใหญ่ก็ไม่มีหน้าที่จะจัดการอะไร แต่มาตรวจดูรายละเอียดปลีกย่อย อันไหนไม่เรียบร้อยจัดการหมด จัดการทุกชั้น ทั้งอนุบาล ประถม มัธยม ฐานธรรมในธรรมนี่จะเข้าไปจัดการทุกฐาน ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จัดการจนกว่ากิเลสจะหมด หรือจนกว่าจะตาย
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัตินี่จะปฏิบัติไปถึงไหน ก็คือปฏิบัติไปจนตายแหละ จะคิดว่าจะเลิกปฏิบัติเมื่อไหร่ ก็จนตายนั่นแหละ เพราะการปฏิบัติธรรมนี่ จะว่าไปแล้ว ก็คือการเตรียมตัวตาย จะต้องฝึกฝนอบรมจิตให้ถึงพร้อม ว่า พร้อมที่จะตายทุกเมื่อ พร้อมที่จะตาย เตรียมตัวตาย ต้องปฏิบัติไปจนตาย ตายแล้วจะไปปฏิบัติที่ไหนอีกก็ไม่รู้แล้ว อย่างน้อยให้ปฏิบัติไปจนตายไว้ก่อน ตายแล้วจะไปปฏิบัติที่ไหนต่อก็อีกเรื่องหนึ่ง หรือจะหมดกิเลสไปนิพพานเลยก็อีกเรื่องหนึ่ง
ฉะนั้น สติปัฏฐานนี่มีค่ามาก เป็นทางออกสู่นิพพานโดยตรง เมื่อบุคคลมาฟั่นเฝืออบรมในสติปัฏฐาน จะรู้สึกตัวว่า ตัวเองเข้าใกล้นิพพานยิ่งขึ้นๆ ทุกที มันเป็นอย่างนี้ อย่างที่พูดให้ฟัง เรามาแยกแยะดูแล้วนี่ มันเป็นทางออกนิพพานจริงๆ ทางสู่ประตูนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มาตรัสรู้อริยสัจ ๔ นี่แหละ มาหยั่งรู้อริยสัจ ๔ ที่กายยาววา หนาคืบ กว้างกำมา พร้อมด้วยสัญญาและใจครอง มาหยั่งรู้ จนเกิดญาณ เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง และปล่อยวาง และทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือความดับทุกข์ นิโรธก็คือ จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย จาโคก็คือตัวละ ตัวสละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธก็คือทำให้จิตของเราเข้าสู่ความเป็นจิตที่ปล่อย อยู่กับสังขารแต่เหมือนกับไม่อยู่ มีเหมือนไม่มี เป็นเหมือนไม่เป็น และเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงสักแต่ว่าเป็นละคร ที่กรรมมันเขียนบทบาทให้เราแสดงบทนั้นบ้าง บทนี้บ้าง ก็แสดงไปตามกรรมมันเขียนให้ จนกว่าจะตาย ตายก็ปิดฉาก ไม่เหลืออะไร เหลือขี้เถ้ากองเดียว ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ไม่มีสาระแก่นสาร ในสายตาของบุคคลผู้มีญาณปัญญาแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นของไร้สาระแก่นสาร ทั้งรูปธรรม นามธรรมทั้งปวง คือมันไม่เที่ยง
ไอ้ตัวไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยงตัวเดียวนี่ มันแทงตลอดไปทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ไม่อย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มายกขึ้นมาว่า การมีดวงตาเห็นธรรมก็คือเห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา อันนี้คือดวงตาเห็นธรรม ฉะนั้นการที่เราเห็นความเกิดดับ เห็นความไม่เที่ยงนั้น อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นที่ก่อเกิดแห่งปฏิสัมภิทาญาณเลยทีเดียว ทำให้ญาณปัญญาเราแทงตลอดซึ่งธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ หยั่งรู้รอบหมด คือรู้แล้วมันดับทุกข์ได้ นั่นแหละคือหยั่งรู้รอบ ถ้าหยั่งรู้ไม่รอบก็หมายถึงว่ารู้มากเท่าไหร่ก็ดับทุกข์ไม่ได้ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด รู้มากเท่าไหร่ก็ไร้ค่า ไร้สาระ รู้แล้วโง่เท่าเดิม ถ้าเรารู้แล้วดับทุกข์ได้ แสดงว่าเราใช้ได้ รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เพราะอะไร เพราะว่าทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนี่ แสดงเพื่อให้เราผู้ฟังนี่ดับทุกข์ได้เท่านั้น ฉะนั้นถ้าดับทุกข์ไม่ได้นี่ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี่ไร้สาระ ไร้ค่า ไม่มีค่าเลย ต่อให้ท่องพระไตรปิฎกได้จบก็ไม่มีค่าอะไร ไร้สาระ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงธรรมเพื่อให้บุคคลผู้ฟังนี่ดับทุกข์ได้ ฉะนั้นถ้าเราปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้ ถือว่าเราได้ช่วยให้การตรัสรู้ของพระองค์ไม่เป็นโมฆะ ถือว่าได้ตอบแทนพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งพระองค์ทรงยอมรับยิ่งกว่าอามิสบูชา ฉะนั้นก็ถือว่าเรานี่เป็นพุทธบุตร พุทธธิดาแท้จริง ขอให้ภูมิใจเถิด
เวลาก็สมควรแล้ว ก็ได้ปรารภธรรมตามสมควร ในท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมก็ขอสมมุติยุติลง และขออาราธนาคุณพระศรีพระรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ให้รู้ธรรม เห็นธรรม แจ้งธรรม เข้าถึงวิมุตติหลุดพ้น ให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านเทอญ สาธุ
เอ้า กราบพระนะ
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะวะตาธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ (กราบ)
พระชุมพล พลปฺโ
๑ มีนาคม ๒๕๔๓


ความคิดเห็นล่าสุด
1 ปี 49 สัปดาห์ ก่อน