ธรรมเทศนา เรื่อง "การพิจารณากายในกาย"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ ม.ค. ๒๕๔๓

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพร สามเณรญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ทุกท่าน

เป็นธรรมดา ในสำนักนี้เป็นสำนักวิปัสสนา ฉะนั้นก็มีการมาปรารภธรรม ให้รู้แจ้ง เห็นแจ้ง รู้ยิ่ง เห็นยิ่ง ในวิปัสสนายิ่งๆ ขึ้นไป คำว่าวิปัสสนาหมายความว่า รู้แจ้ง รู้ยิ่ง เห็นยิ่ง รู้ในสิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย เข้าใจไปถึงธรรมชาติของมัน ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างไร อย่าให้ความโง่ ความหลง มาปกปิดเอาไว้ เข้าใจไปถึงความจริง มองให้ลึกอย่ามองแค่ผิวเผิน มองให้ลึกต้องมองด้วยสติและปัญญา มีบารมีเป็นเครื่องหนุน ถ้าไม่เอาบารมีเป็นเครื่องหนุน ก็เอาอาสวะเป็นเครื่องหนุน ตรงกันข้าม บารมีเป็นเครื่องทำให้เต็ม เมื่อบารมีเต็มย่อมเห็นแจ้งในวิปัสสนา อาสวะนี่มันแปลว่าความหมักหมม นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ความชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยสั่งสมมาทุกภพทุกชาติ เมื่ออาสวะเป็นเครื่องหนุน ก็มองโลกด้วยโมหะ ด้วยอวิชชา เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส ตัณหา อุปาทานทั้งปวง

เพราะฉะนั้น ที่เรามาปฏิบัติวิปัสสนานี่ ก็ต้องถือว่ามีบารมีหนุน คือทานบารมี บารมีคือทาน ศีลบารมี บารมีคือศีล เนกขัมมบารมี บารมีคือการออกบวช ปัญญาบารมี บารมีคือความเห็นแจ้ง รู้แจ้ง วิริยะบารมี บารมีคือความเพียร ขันติบารมี บารมีคือความอดทน สัจจบารมี บารมีคือความจริง อธิษฐานบารมี บารมีคือความไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง เมตตาบารมี บารมีคือความมีจิตไม่ผูกโกรธ ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ อุเบกขาบารมี บารมีคือวางเฉยต่อสังขารทั้งปวง เมื่อบารมีทั้ง ๑๐ หนุนมา ก็ช่วยให้เราได้มาเจริญวิปัสสนา มาเจริญวิปัสสนา ก็เพื่อจะมองโลกด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ต้องมองโลกด้วยสติและปัญญา เพราะฉะนั้นจึงควรที่มาเจริญสติปัฏฐาน การตั้งสติไว้ตามฐาน อันจะเป็นบ่อเกิดเพิ่มพูน ไพบูลย์แห่งสติและปัญญา อันจะเป็นกำลังที่จะฆ่ากิเลส ให้เกิดความรู้แจ้งในกองสังขารทั้งปวง

เพราะฉะนั้น สมรภูมิที่รบ ที่เราจะสู้กับกิเลส ก็ไม่ใช่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าจะเปรียบเป็นโค กระบือ ก็ให้หันมากินหญ้าปากคอกเสีย คนเราตั้งแต่เกิดมานี่ มัวแต่ไปชำนาญเรื่องอื่น เป็นผู้ฝึกตัวเองให้ฉลาดในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตัวเอง เมื่อเราไม่รู้เรื่องตัวเองจึงจัดการมันผิดพลาด วิปัสสนาจึงมารู้เรื่องตัวเอง ฉะนั้นต้องถือว่าวิปัสสนานี่ทำง่ายมาก ที่ทำง่ายเพราะอะไร เพราะมารู้เรื่องตัวเอง คือมาดูบ้านเราว่ามีของอะไรบ้าง ไม่ต้องไปดูบ้านคนอื่น เราจะไปดูบ้านคนอื่นนี่ต้องถือว่าเป็นงานยาก เพราะเราต้องไปงัดบ้านเขา ต้องไปเปิดประตูบ้านเขา เจ้าของเขาจะอนุญาตหรือเปล่าก็ไม่รู้ อันนี้วิปัสสนาคือดูบ้านตัวเอง ให้รู้แจ้งเห็นจริงในบ้านของเรา

คนเราก็มีกายและจิต พูดย่อๆ ก็คือมีกายและจิต ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ กายและจิตที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ความคับแค้นใจ ความทุกข์ทนหม่นไหม้ทั้งปวง เกิดจากความยึดมั่นอุปาทานในกายและจิต คือมีความยึดมั่นอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็คือกายและจิตของเรานี่แหละ ฉะนั้น ผู้จะบำเพ็ญวิปัสสนานี่ อันดับแรกให้เลิกสนใจเรื่องคนอื่น คนอื่นเขาจะเป็นยังไงก็ช่างเขาเถอะ กิเลสเขาจะมากจะน้อย เขาจะดี เขาจะชั่วนี่ก็ให้ปล่อยเขา ให้หันมาสนใจตัวเรา คือเราจะกวาดบ้านของเราแล้วนี่ จะต้องเลิกสนใจบ้านคนอื่นก่อน อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น ให้หันกลับมาเพ่งโทษตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย ต่อให้ปฏิบัติกี่ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีนี่ ถ้าเราไม่เลิกเพ่งโทษผู้อื่น เราจะไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติวิปัสสนาเลย ถ้าหากว่าเรามุ่งมั่น เจาะจงที่จะไปกวาดบ้านคนอื่นแล้ว บ้านของเราไม่มีทางที่จะสะอาดขึ้นมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าเราอยากจะฝึกตน ขั้นแรกจะต้องเลิกสนใจเรื่องคนอื่น เขาจะดีเขาจะเลว ให้เลิกสนใจ มาเพ่งโทษตัวเอง พึงเตือนตนด้วยตนเอง พึงเพ่งโทษตน เพื่อจะแก้ไขตน มาหยั่งรู้หยั่งดูที่ตัวเรา ตัวเราก็คือที่กายและจิต ตัวเราจะเป็นสมรภูมิที่เราจะสู้กับกิเลส เราจะต้องมาเจริญสติ มาเจริญปัญญา เพื่อถอนความยึดมั่นถอนอุปาทานที่กายและจิต เบื้องต้นก็คือกาย พูดตามหลักปริยัติก็คือ สมรภูมิด่านแรกที่จะเป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญาที่จะสู้รบกับกิเลส ด่านแรกก็คือฐานกายในกาย พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกบ้าง พึงเห็นกายในกาย เพื่อจะได้เห็นความเป็นธรรมดาของกาย คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง ความเสื่อมไปในกายบ้าง ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายบ้าง เพื่ออะไรล่ะ เพื่อจะปล่อยวางร่างกายนี้ เพื่อจะให้จิตวิญญาณสติปัญญาพัฒนาแก่กล้าขึ้น เพื่อจะได้เกิดญาณปัญญาที่จะวางอุเบกขาต่อกายได้ จนถึงขนาดที่ว่า หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้อาศัยระลึก แต่เธอย่อมไม่ติด ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกด้วย คำว่าโลกก็คือที่กายและจิตเรานี่แหละ โลกคือขันธ์ ๕ เราปฏิบัติที่โลก ก็คือปฏิบัติที่ขันธ์ ๕ นี่แหละ ที่ตัวเรานี่ เพื่อจะปล่อยวาง

อันนี้ด่านแรกก็คือ เพื่อมาปล่อยวางกาย เพราะกายมันเป็นของหยาบ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นอุปาทานอย่างร้ายแรง คนที่จะฆ่ากัน จะฟันกัน จะแทงกัน จะทำความชั่วอย่างใหญ่ ก็เหตุจากความยึดมั่นถือมั่นในกายทั้งนั้น ยึดมั่นว่ากูมีกายหนึ่ง กายนี้เป็นชายหรือเป็นหญิง มีชื่อนี้ กูชื่อนี้ ร่างกายนี้กูต้องหวง ใครจะมากระทบกระทั่งไม่ได้ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น และต้องการที่จะบำรุงบำเรอกายนี้ ผ่านทางอายตนะทั้ง ๖ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่จะบำรุงบำเรอ เพราะเป็นตัวกูของกู การมีความยึดมั่นอุปาทานอย่างแรงเพื่อจะบำรุงบำเรอร่างกายนี้ ก็เป็นปัจจัยแห่งโลภะ ถ้ามีใครมาขวางไม่ให้เราได้บำรุงบำเรอกายนี้ ก็จะเกิดโทสะ รวมแล้วก็เกิดมาจากความยึดมั่นอุปาทานคือความหลง ไม่รู้จริง สติไม่พอ ปัญญาไม่พอ ไม่รู้แจ้งเห็นจริง ว่ากายนี้เป็นสิ่งที่ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นสิ่งที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตำหนิติเตียน

กายนี้เป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญาเบื้องต้น เป็นสมรภูมิเบื้องต้นเบื้องแรกที่เราจะรบกับกิเลส ฉะนั้น เมื่อเริ่มต้น ใน ๓ บรรพแรก ท่านจะให้ฝึกสติ อานาปานบรรพ การตั้งสติที่ลมหายใจเข้าออกก็ดี อิริยาบถบรรพ ตั้งสติที่อิริยาบถก็ดี สัมปชัญญบรรพ ตั้งสติในอิริยาบถย่อยก็ดี ต้องฝึกสติ พึงมีความเพียร มีความรู้ตัวทั่วพร้อมที่จะเจริญสติให้ไพบูลย์ ทำให้มากให้เกิดมี เพื่อความเจริญยิ่งแห่งสติ เพื่อให้สติเจริญขึ้นเพื่อจะเป็นกำลังที่จะนำจิตวิญญาณออกจากอุปาทานในกองสังขารอันนี้ เมื่อมีสติมากำหนด ก็จะหยั่งรู้ความจริง ตัวที่จะชักนำปัญญาเข้าไปชำแหละก็คือสติ เข้าไปชำแหละกองสังขารให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกล ก็คือกายของเรานี่เองแหละ ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหนเลย แต่เราไม่เคยรู้แจ้งเห็นจริงมันเลย เพราะเราไม่เคยมากำหนดหยั่งรู้มัน คือรู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง อันนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป

สติปัฏฐานก็คือมาตั้งสติในฐาน อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาญาณ คือมาตั้งที่กาย กายในกาย การเห็นกายในกายก็คือ เรามาเจาะลึกหยั่งรู้ หยั่งดูด้วยสติ ก็จะเห็นความลึกลับซับซ้อนที่ถูกปิดไว้ด้วยโมหะอวิชชา ก็เรียกเห็นกายในกาย ซึ่งต้องเห็นด้วยสติ ความคมของสติต้องฝึก จะได้เห็นทุกอย่างเป็นปัจจุบันขณะ เพราะเราจะละกิเลส ละตัณหา ละอุปาทานนี่ มันต้องละด้วยปัจจุบันขณะขณะหนึ่ง ต้องถึงพร้อมด้วยสติ การปล่อยวางที่ไม่ถึงพร้อมด้วยสตินี่ ไม่ใช่การปล่อยวาง เพราะว่ามันยังกำเริบได้ การปล่อยวางต้องถึงพร้อมด้วยสติ ไม่ใช่ว่าเราจะนึกจะคิดให้มันปล่อยวาง ไม่ได้ มันต้องขณะหนึ่ง ๆ ที่เราเจริญสติ และมีปัญญาชำแรกไปในสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นอยู่ คือในกายนี้

บรรพต่อไป ท่านก็พยายามจะชักจูงให้เราเกิดปัญญา เพื่อชำแรกให้เห็นความไร้สาระในร่างกายนี้ ให้เห็นว่าร่างกายนี้เป็นของไร้ค่า ไร้สาระทั้งนั้น ไม่มีอะไร ดังภาษิตท่านว่า ฆนสัญญาบังอนัตตา คือความสัญญาหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน ฆนสัญญาคือความกำหนดหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน ย่อมบังจิตไม่ให้เห็นอนัตตา ไม่ให้เห็นความไม่มีตัวตน ความไม่มีแก่นสาร ความเป็นของว่าง ความเป็นของเปล่า ความเป็นของสูญ เมื่อจะเจริญปัญญาขั้นแรก ท่านจะแนะนำให้แยกเป็นอาการ ๓๒ คือแยกร่างกายออกเป็นอาการ เพ่งพิจารณาด้วยญาณปัญญา ผมกองหนึ่ง ขนกองหนึ่ง เล็บกองหนึ่ง ฟันกองหนึ่ง หนังกองหนึ่ง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว

พอมองอย่างนี้ ความเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย จะลดลงไป ให้แยกออกมา แยกออกมาเป็นอาการ ๆ แล้วก็รวมเข้าไปใหม่ รวมเข้าไปมันก็เหมือนกับเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย พอแยกออกมาแต่ละอาการ หาคน หาสัตว์ หาหญิง หาชาย ไม่มี ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นตัวเรา ตรงไหนเป็นตัวเขา ตรงไหนเป็นของเรา ตรงไหนเป็นของเขา ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นคน ตรงไหนเป็นสัตว์ ตรงไหนเป็นหญิง ตรงไหนเป็นชาย เมื่อเราแยกออกมาแล้ว เกิดปัญญาญาณ มันจะสว่างโพลงขึ้นมาว่ามันไม่มี แล้วมองด้วยตาเนื้อ ไม่มีปัญญาประกอบ มันก็เข้าใจว่านี่เป็นหญิงเป็นชาย นอกจากจะเห็นเป็นหญิงเป็นชายแล้ว ยังให้คุณค่าความหมายว่าอันนี้สวย อันนี้ขี้เหร่ ถ้าสวยถูกใจ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความต้องการ เกิดราคะ เกิดตัณหา ต้องการอยากจะได้เข้ามาเพื่อเสพ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นของขี้เหร่ คือดูว่าเป็นของขี้เหร่ ก็อยากจะหนีให้ไกล อยากจะหนีให้พ้น อยากจะถีบส่ง นี่ก็เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ

ถ้าแยกออกมาด้วยปัญญาแล้ว จะเห็นความไร้แก่นสาร ไร้สาระ ไม่ควรเลยที่จิตของผู้มีปัญญาจะเกิดราคะและโทสะเพราะสิ่งนี้ขึ้นมา ขณะที่เกิดราคะและโทสะขึ้นมา มันฟ้องเราขึ้นมาว่า ขณะนั้นเราไม่มีปัญญา เราโง่ ความโง่ชักจูง ความโง่ชักนำ มองด้วยตาเนื้อ ไม่ได้มองด้วยตาปัญญา ตาปัญญาที่พระอริยะทั้งหลายท่านมอง ท่านมองอย่างชำแรกไป เปิดฆนสัญญา สัญญาที่เป็นกลุ่มก้อน เปิดออกด้วยปัญญา เพราะว่าของเหล่านี้ ถ้าแยกเป็นอาการแล้ว หาความสวยไม่ได้ ในแต่ละอาการ อันนี้มันมารวมกัน มารวมกันแล้วก็ต้องตั้งในที่ที่ถูกด้วย ต่อให้ดูลักษณะว่ามันสวยทุกอย่างแต่ถ้ามันตั้งผิดที่ ก็ไม่สวยเสียแล้ว ถ้าเอาปากไปตั้งที่หน้าผากก็ไม่สวยเสียแล้ว

ฉะนั้น มายาที่มันปิดบังนี่ มันเป็นของเปราะบางมาก มายาภาพที่บังจิตเรานี่ เป็นของเปราะบางมาก แต่ด้วยความอ่อนแอทุพพลภาพของจิตที่ไร้สติ ไร้ปัญญา ไม่สามารถเพิกมายาที่เปราะบางนั้นออกมาได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อเราแยกออกเป็นอาการ ๓๒ แล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรักและความเกลียดได้เลย แต่ด้วยจิตที่ไร้สติไร้ปัญญา เสพอยู่ด้วยอาสวะนอนเนื่องในสันดาน จึงมองไม่เห็น จึงมองเห็นเป็นสวยบ้าง น่าเกลียดบ้าง มันเป็นมายาทั้งนั้น มันเป็นความโง่ความหลงครอบงำ ไม่ตั้งอยู่บนความจริง โดนหลอก ในความจริงแล้ว หาหญิง หาชาย หาคน หาสัตว์ไม่ได้ ร่างกายนี้เป็นมายาที่ไร้สาระ ผู้มีปัญญาจะไม่หลงยึด หลงหวง หลงแหนอยู่เลย บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ย่อมคิดจะหลุดพ้นจากสิ่งนี้ไปอย่างไม่อาลัย เป็นอนาลโย คือไม่อาลัย ไม่เสียดาย ถ้าจะทิ้งก็เหมือนกับบ้วนเสลดจากปาก ถ่มลงไป ไม่เสียดายที่จะเก็บมากลืนใหม่ ดวงจิตที่มีปัญญาของพระอริยะทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในร่างกาย ดังเช่นที่ว่ามานี้

ถ้าเราแยกแยะเป็นอาการ ๓๒ นี่ แล้วปัญญายังไม่ลุกโพลงเต็มที่ ท่านก็แนะนำต่อไป ให้แยกแยะเป็นธาตุ เป็นธาตุ ๔ ร่างกายนี้ ความจริงแล้วเราไม่ได้เอามา มันเป็นธาตุของโลก จิตวิญญาณประกอบด้วยกรรม มาอาศัยชั่วคราว เมื่อเรามาเกิด เราไม่ได้เอาร่างกายนี้มาด้วย พอแม่เราท้อง เขาก็กินอาหารมากขึ้นกว่าปกติ มันก็ไปพอกๆ อยู่ในท้องเขา ก็เกิดเป็นทารก ร่างกายของทารกขึ้นมา เมื่อจิตวิญญาณมาอาศัยร่างกายของทารกในครรภ์ อันสร้างขึ้นมาจากข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ที่มารดากินเข้าไป มาพอกเป็นร่างกายทารก สิ่งเหล่านี้เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น ไม่ใช่ของใคร เป็นข้าวบ้าง หมูบ้าง ปลาบ้าง กล้วยบ้าง ผักบ้าง เข้าไปพอกเป็นกายทารก จิตวิญญาณที่มีกรรมส่งมาก็มาอาศัยในกายทารกนั้น เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดา เขาก็เอาข้าว เอากล้วย เอานมยัดปากเรา ร่างกายทารกนั้นก็เติบใหญ่ โตขึ้น ๆ ความจริงไม่ได้เอามาจากไหน เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น อาศัยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมของโลก เป็นเครื่องประกอบ มาตั้งเป็นตัวเป็นตน โดยสมมุติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ สมมุติว่าเป็นหญิง เป็นชาย ความจริงมันเป็นธาตุของโลกทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา ของเรา เป็นตัว เป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย แม้แต่นิดเดียวเลย

อาหารในวงสำรับกับข้าว ที่มาพอกเป็นตัวเราของเรา สำคัญมั่นหมายว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เหมือนกับวงกับข้าวอย่างในวัดเรานี่ พระฉันก่อน แล้วแม่ชีค่อยรับประทาน อาหารวงเดียวกัน เมื่อตักใส่ปากพระ จะเข้าไปพอกเป็นกายผู้ชาย แต่ถ้าตักใส่ปากชี ก็จะไปพอกเป็นกายผู้หญิง ทำไมอาหารวงเดียวกัน จึงเปลี่ยนไปเป็นได้ทั้งผู้ชาย ทั้งผู้หญิง นั่นก็คือว่า ความเป็นชายเป็นหญิงมันเป็นมายา มันไม่มีจริง ความเป็นจริงก็คือ สังขารร่างกายนี้ อาศัยธาตุของโลกมาประกอบกันขึ้น ธาตุใดมีลักษณะแข้นแข็ง คือธาตุดิน ธาตุใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นคือธาตุน้ำ ธาตุใดมีลักษณะพัดไหวไปมา ธาตุนั้นคือธาตุลม ธาตุใดมีลักษณะร้อน อบอุ่น ธาตุนั้นคือธาตุไฟ แต่ว่าธาตุทั้ง ๔ นั้น ไม่ใช่ของใคร เป็นของโลก ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น เป็นของโลก จิตวิญญาณที่มีกรรมได้มาตั้งอาศัยชั่วคราว กรรมก็ปรุงแต่งให้ธาตุนั้น ประกอบเป็นรูปร่างที่สมมุติว่าชายบ้าง สมมุติว่าหญิงบ้าง สมมุติว่าสวยบ้าง สมมุติว่าขี้เหร่บ้าง สมมุติว่าขาวบ้าง สมมุติว่าดำบ้าง ความจริงไม่มี เป็นมายาทั้งนั้น

ข้าวสำรับเดียวกัน เราลองคิดดูด้วยปัญญา ว่ามันเปลี่ยนไปเป็นผู้ชายบ้าง เปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงบ้าง แล้วแต่ว่าจะตักใส่ปากใคร แล้วบุคคลผู้นั้นมีกรรมอันจำแนกออกมาให้เป็นชาย ธาตุของโลกอันนั้น จึงไปประกอบให้เกิดลักษณะของผู้ชายขึ้นมา หรือบุคคลผู้ใดมีกรรมที่มาจำแนกให้เป็นผู้หญิง ข้าวปลาอาหารนั้นก็จะไปพอก ไปเปลี่ยนแปลงรูป ให้เป็นลักษณะตามที่สมมุติว่าเป็นผู้หญิง เมื่อมาจากต้นตอแล้วก็คือ เป็นธาตุ เมื่อมองด้วยตาปัญญาแล้ว ความเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ หรือสถานที่อันจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นแห่งตัวกูของกู ต้องหวงต้องแหน ไม่มีอยู่จริง เป็นของโลกทั้งนั้น เรายืมมาอาศัยชั่วคราว ไม่ช้าเลย ไม่นานเลย เขาจะเรียกกลับคืนหมด เพราะเราไม่ได้เอามาจริง มันเป็นของโลก ขณะที่อาศัยอยู่ มันก็จะแสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง มันย่อมเสื่อม สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนย่อมดับเป็นธรรมดาทั้งสิ้น เพราะความเกิดกับความดับคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความเพลิดเพลินยินดีในความเกิด ก็เตรียมตัวเป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะความตายได้ เพราะความดับ คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ล้วนแต่ย่อมดับเป็นธรรมดา

ฉะนั้น จิตที่จะไม่เป็นทุกข์ ในเมื่อสังขารอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จะดับไปเป็นธรรมดา ต้องเป็นจิตที่ไร้อุปาทาน จึงจะไม่เป็นทุกข์ อยู่กับสังขาร อาศัยสังขาร แต่ไม่เป็นทุกข์กับมัน จิตเราต้องไร้อุปาทาน ความยึดมั่นเป็นตัวกูของกูต้องน้อยลง น้อยลงอย่างไร น้อยลงก็ด้วยว่ามีสติและมีปัญญาเห็นแจ้ง รู้แจ้ง เห็นจริง ในความจริง ในสัจจะอันเป็นความจริง ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย เป็นธาตุของโลก มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง และมีความแตกดับ ฉิบหาย ทำลายไปในที่สุด ห้ามไม่อยู่ ห้ามไม่ได้ ขัดขวางไม่อยู่ ขัดขวางไม่ได้ จะไปขัดขวางสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ให้ดับเป็นธรรมดา ไม่ใช่ฐานะที่เป็นไปได้ จิตที่มัวเมาด้วยโมหะและอวิชชา คิดจะไปขัดขวางความจริง ขวางความจริงก็ได้แต่ทุกข์เป็นผลตอบแทน ไม่เกิดประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ใช่ว่าท่านจะมาทำให้สังขารที่ไม่เที่ยง ให้กลับกลายเป็นของเที่ยง แต่ว่าท่านจะมาเปิดตัวปัญญาให้แก่พุทธบริษัท ให้รู้แจ้งเห็นจริง แล้วปล่อยวางอุปาทานเสีย อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ด้วยมีสติปัญญาเห็นความจริง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายาภาพ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า แบกไว้ก็หนักเปล่า จับไว้ก็ร้อนเปล่า คืออะไร ก็คือการยึดไว้ด้วยอุปาทาน แบกไว้ด้วยอุปาทาน จับไว้ด้วยอุปาทาน อุปาทานคือการไปขวางกระแสความจริง เรียกว่าอุปาทาน ความยึดมั่นที่ผิดความจริง ว่าความจริง สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีความแตกดับฉิบหายทำลายไปในที่สุด

อันนี้แหละ เพื่อมาปล่อยวางโลก ปล่อยวางโลกก็คือปล่อยวางร่างกายสังขารนี่แหละ เป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญา เพราะว่าไอ้ที่เรายึดมั่นหนักๆ ก็คือร่างกายเรานี่แหละ ยึดมั่นหนักๆ เราก็ต้องมาปล่อยวางไอ้นี่แหละ เรามาพิจารณาเป็นธาตุเพื่ออะไร เพื่อจะถอนความรู้สึกที่ว่าเป็นตัวเราของเรา เพราะความจริงมันไม่มี คือดินภายนอกเป็นฉันใด ดินภายในกายเราก็เป็นฉันนั้น เป็นธาตุดินเหมือนกัน ดินภายในกายของเราเป็นฉันใด ดินภายนอกกาย หมายถึงก้อนดินที่เราเดินเตะไปเตะมา เหมือนกัน มีค่าเท่ากัน เป็นธาตุดินของโลกเหมือนกัน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็เช่นเดียวกัน ข้างนอกเป็นฉันใด ข้างในก็เป็นฉันนั้น ข้างในเป็นฉันใด ข้างนอกก็เป็นฉันนั้น มันไม่มีขอบเขตที่ว่าจะเป็นตัวเราของเราตรงไหน เพราะมันเป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุของโลกเหมือนกัน

เมื่อเราพิจารณาถอนอุปาทานอย่างนี้แล้วเรายังถอนไม่ออก ท่านก็สอนอีกบรรพหนึ่งคือ นวสีวถิกาบรรพ คือป่าช้า ๙ มองให้เห็นว่า ร่างกายนี้ อีกไม่ช้าไม่นานหนอ มันจะต้องตาย มันจะขึ้นอืด เขียวพอง เป็นเหยื่อแร้งกาจิกกิน เป็นของสาธารณะแก่หมู่หนอนและแร้งกา ถึงจะไม่ตายก็เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค เหยื่อแมลง เหยื่อยุง เป็นอยู่แล้ว ถ้าตายแล้วยิ่งหนัก ทั้งหมาทั้งแร้งกามารุมจิกกิน ต่อให้ใส่โลงซ่อนเอาไว้ แร้งเข้าไปจิกไม่ได้ หมาเข้าไปทึ้งไม่ได้ เชื้อโรคมันก็กินอยู่ดี ต้องเน่าเปื่อยผุพัง ร่างกายนี้มันเป็นของที่ต้องตาย เรามีความตายเป็นของในพกในห่อมาทุกคน เพราะความตายนี่ธรรมชาติเขาให้มาพร้อมกับความเกิด ถึงวันนั้นต้องมีแน่ เมื่อร่างกายสังขารที่เราหวงแสนหวง มันจะชำรุดทรุดโทรมลงไป จนกลายเป็นเหยื่อของหมู่หนอนและแร้งกาดังเช่นนั้น มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหล เน่าเปื่อยผุพังไปจนเหลือแต่กระดูก มันต้องคืนไปสู่ธาตุของโลก

ความเป็นจริงแล้วก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเราที่ใดทั้งนั้น เอาไปเผาแล้วก็เหลือขี้เถ้ากองเดียว ผู้หญิงก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี เอากระดูกผู้หญิงกับกระดูกผู้ชายมาวางคู่กัน ก็ไม่จีบกันแล้ว ไม่มีแล้ว เอากระดูกรัฐมนตรีกับกระดูกกรรมกรมาวางข้างกัน ก็ไม่พินอบพิเทากันแล้ว เอากระดูกนายพลมาวางคู่กับกระดูกนายสิบ ก็ไม่ตะเบ๊ะกันเสียแล้ว หมดแล้ว ละครปิดฉาก ชีวิตนี้ท่านว่าเป็นละครโรงใหญ่เท่านั้นเอง เมื่อฝาโลงปิดหน้าก็ละครปิดฉาก เหมือนลิเกละครมันเลิก อยู่บนโรงลิเก มันฟันกันแทบจะเป็นจะตาย พอลงจากโรงลิเก มันกินข้าววงเดียวกัน บางทีตอนกลางคืน เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ แต่พอตอนเช้า ไปดำนาไปเกี่ยวข้าวกลางทุ่ง หมดแล้ว มายาภาพสลายไปแล้ว

ชีวิตเราเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน เรากำลังแสดงละคร มีกรรมเป็นตัวกำหนด ให้แสดงเป็นท่านั้น แสดงเป็นท่านี้ อยู่ในตำแหน่งนั้น อยู่ในตำแหน่งนี้ สวมบทบาทเป็นชายบ้าง เป็นหญิงบ้าง เป็นคนสวยบ้าง เป็นคนขี้เหร่บ้าง เป็นคนชั้นสูงบ้าง เป็นคนชั้นต่ำบ้าง ความจริงเป็นมายาภาพ เมื่อละครเลิก ฝาโลงปิดหน้าก็หมดเรื่อง ไม่เหลือ ต่อให้เป็นนางสาวจักรวาลก็ไร้ค่า ไร้ราคาเสียแล้ว ร่างกายสังขารนี่ มีแต่จะเดินทางไปสู่ความเน่าเปื่อยผุพัง สลายเป็นธาตุดิน คนทั้งหลายลงความเห็นว่าควรเอาไปเผาทิ้ง เป็นของปฏิกูล โสโครก จะมีหนอนขึ้น น่าเกลียด น่าขยะแขยง เป็นของอัปรีย์จัญไร ไม่ใช่ของมงคล ร่างกายคนตายแล้วนี่เป็นของอัปรีย์จัญไร เพราะว่าถ้าหมาตาย เขายังกล้าเอาฝังหน้าบ้าน แต่ถ้าเป็นคนตายนี่ไม่มีใครเอาฝังหน้าบ้าน รังเกียจ เห็นเป็นของอัปรีย์จัญไร ต่อให้เป็นซากศพของนางสาวจักรวาล เขาก็ไม่เอา ไม่ยอมให้ฝังหน้าบ้านเด็ดขาด ปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์นี่มันเป็นของอัปรีย์จัญไรที่สุด คืออัปรีย์จัญไรยิ่งกว่าหมาตาย เป็นของควรสังเวช เป็นของควรตั้งแก่การสลดจิต ไม่ควรเย่อหยิ่งถือดีในกายนี้ ไม่ควรมีตัณหาราคะในกายเรากายผู้อื่นทั้งนั้น เพราะเป็นของอัปรีย์จัญไร เป็นของที่ควรแก่การเอาไปทิ้ง เอาไปเผา เป็นของโสโครก เป็นของไม่มีราคา

สมมุติว่าผู้ชายคนหนึ่งมันไปแต่งเมียมา เสียสินสอดไปหนึ่งแสน พอแต่งไปอยู่กันสักห้าวันสิบวันน่ะ เกิดเมียตาย ไอ้หนุ่มคนนั้น ไม่มีทางที่มันจะเสียดายเงินหนึ่งแสน แล้วยอมเก็บซากศพไว้ในบ้าน เพราะคิดว่าเอ้ เราเสียเงินไปตั้งแสน กว่าจะแต่งเมียคนนี้มาได้ ถึงเมียตายเราก็จะเก็บไว้เพราะเสียดายเงินหนึ่งแสน ไม่มีทาง ร่างกายมนุษย์นี่ เป็นของอัปรีย์จัญไร เป็นของควรแก่การเอาไปทิ้ง เอาไปเผาไฟ เป็นของโสโครก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น หลงใหล ของผู้มีปัญญา มองด้วยตาปัญญาแล้วมันหลงใหลไม่ขึ้น เพราะความจริงมันเป็นอย่างนี้ มันจะต้องผุพังแตกสลายฉิบหายไป หลังจากความตายเข้ามาหา

ความตายนี้ก็ไม่แน่นอน ดังท่านว่า สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ มะริงสุ จะ มะริสสะเร ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย แปลว่าสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วด้วย กำลังตายอยู่ด้วย จักตายด้วย แม้นตัวเราก็จักตายฉันนั้น เช่นเดียวกัน ความสงสัยเรื่องตาย ไม่มีแก่เรา ก็คือว่า จะสงสัยเรื่องว่าเราจะตายหรือไม่นี่ ไม่ต้องไปสงสัย เพราะความตายเป็นของที่เขาให้มาพร้อมความเกิด เป็นของในพกในห่อ เมื่อความตายมาถึงแล้ว ทรัพย์สมบัติกองท่วมหัวก็ไม่มีประโยชน์แก่ผู้นั้นแล้ว จะเอาไปได้แต่บุญและบาปเท่านั้น เหมือนกับบ้านไฟไหม้ ใครขนของออกได้เท่าไรก็เป็นประโยชน์เท่านั้น ใครมัวเมาเก็บทรัพย์สมบัติในบ้านมากๆ ก็ฉิบหายเป็นเถ้าธุลีไป นี่เป็นอุปมาให้เห็นง่ายๆ

เราเกิดมาในโลก ที่ตั้งต้นด้วยความเกิดและลงท้ายด้วยความตายนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะมีค่าเท่ากับการมาสละ การมาละอุปาทาน การมาพัฒนาจิต เจริญสติปัฏฐานให้มีสติให้มีปัญญา ให้จิตควรแก่การงานที่จะละกิเลส ที่จะสละความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกูของกู เป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย นอกจากงานนี้แล้ว งานอื่นไม่มีสาระ เพราะเป็นสิ่งที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น ต่อให้เราเกิดมามีความสามารถที่จะสร้างตัวสร้างฐานะจนมีเงินร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้เลย กลับจะทำร้าย ทำลายจิต ให้ยึดมั่นถือมั่น ด้วยความมัวเมา หลงใหล ในสิ่งอันไม่ใช่เป็นของเรา เป็นธาตุของโลก เป็นสมบัติของโลก จิตที่ไม่มีปัญญา มีแต่โมหะอวิชชา หลงเข้าไปยึด ไปแบก ไปหาบ แบกไว้เท่าไรก็เดือดร้อนมากเท่านั้น

ในสายตาผู้มีปัญญาแล้ว สังขารทั้งหลาย สมบัติทั้งหลายทั้งปวง เป็นประดุจขยะ เพราะมันมีโทษ เห็นความเป็นโทษของมัน เห็นไตรลักษณ์ ลักษณะของมันปิดบังสายตาของผู้มีปัญญาไม่ให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดไม่ได้ เพราะมันมีโทษ มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของเป็นทุกข์ เป็นของเป็นอนัตตา ไม่เที่ยงเพราะอะไร มันถูกกำหนดไว้ด้วยความเกิดและความดับ มันเป็นสิ่งไหว เป็นสิ่งไม่คงทน เป็นสิ่งไม่ถาวร เป็นสิ่งที่แย้งต่อความเที่ยงอย่างรุนแรงที่สุด ที่ว่าเป็นทุกข์เพราะมันเป็นเหมือนหัวฝี เป็นลูกศร เป็นที่ตั้งแห่งความคร่ำครวญ ความพิรี้พิไรรำพัน เป็นต้นเหตุแห่งความร้องโอดร้องโอยคร่ำครวญสารพัด ทุกข์เดือดร้อนสารพัด ตั้งขึ้นด้วยกายนี้ เป็นอนัตตาเพราะบังคับบัญชาไม่ได้ ฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ สั่งไม่เชื่อ ห้ามไม่ได้

ท่านอุปมาว่า เหมือนกับบุคคลผู้หนึ่งไปสุ่มปลา พอจับปลาได้ตัวนึง หยิบขึ้นมาก็นึกว่าโอ้นี่ได้ปลาไหล เราจะได้อาหารแล้ว ทีนี้พอเหลือบมองไปเห็นลักษณะของงูเห่าขึ้นมา ก็ตกใจ ก็นึกว่านี่ไม่ใช่ปลาไหลเสียแล้ว แต่เป็นงูเห่าที่เป็นโทษ บุคคลผู้นั้น ขณะนั้น คิดแต่ว่าทำอย่างไรจะหลีก จะหนี จะพ้นไปจากงูนั้นได้ เพราะเห็นแล้วว่างูนั้นมันเป็นที่ตั้งแห่งมรณภัย จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ บุคคลผู้นั้นจึงเกรงกลัว เห็นทุกข์ เห็นโทษ พยายามจะสลัดออก เมื่อจิตของเราเจริญซึ่งสติและปัญญา มีสติพร้อม มีปัญญาพร้อม เห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งหลาย ย่อมจะมีแต่ความเบื่อหน่าย มีความคลายกำหนัด อยากจะหลุดพ้น คิดจะสละละวาง ไอ้ตัวสละนี่คือตัวพ้นทุกข์ คือสละทางใจ ถอนความยึดมั่นอุปาทานเสีย นิโรธ ความดับทุกข์ ในบาลี ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรท่านว่า ทุกขะ นิโรโธ อะริยะสัจจัง อริยสัจคือนิโรธคืออะไร จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย คือความสละ จาโคแปลว่าความสละ ปฏินิสสัคโค ความสลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย

เมื่อเรามีญาณปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษในกองสังขาร ให้สละเสีย สละความยึดมั่นเป็นตัวกูของกู สละที่ว่าจิตเราจะไปแบกไปหาบมัน สลัดคืน ปฏินิสสัคโคแปลว่าสลัดคืน คือคืนให้ธรรมชาติเสีย มันมาจากธาตุดิน เราก็ปล่อยวางคืนไปให้ธาตุดินเสีย มาจากธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็คืนให้ธรรมชาติของโลกเสีย เราจะมายึดมั่นถือมั่นมาเป็นตัวกูของกูก็ไม่เอาแล้ว คืนให้โลกเสีย เมื่อคืนให้โลกแล้ว เราก็จะถึงมุตติ หลุดพ้น หลุดพ้นจากความโลภ จากความโกรธ จากความหลง เมื่อจิตถึงพร้อมด้วยความสละ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด คิดจะสลัดคืน ถอนอุปาทาน จิตดวงนั้นแหละ จึงจะเป็นดวงที่พ้นจากราคะ พ้นจากโทสะ พ้นจากโมหะ แล้วก็อนาลโย อนาลโยแปลว่าไม่อาลัย ไม่ห่วง ไม่หวง ไม่แหน เพราะเห็นโทษเสียแล้ว เห็นความไม่เที่ยงเสียแล้ว เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความเป็นอนัตตา

ฐานกายในกายนี้เป็นด่านแรก เป็นสมรภูมิด่านแรกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำให้พระโยคาวจร ผู้ปรารถนาจะหลุดพ้นจากทุกข์ มาสู้กับกิเลสในฐานกายในกายนี้ มาเจริญสติ มาเจริญปัญญา จากการเพ่งพินิจ จากการเจริญสติตั้งมั่นไว้ในปัจจุบันอารมณ์ที่ฐานกายในกาย ญาณปัญญาจะหยั่งลึกลงไปทุกที สิ่งที่เราเคยเห็นด้วยโมหะอวิชชา เห็นด้วยความไม่รู้ เห็นด้วยความหลง มันจะโดนสติและปัญญาเปิดออก เห็นความจริงขึ้นเรื่อยๆ อันนี้มายามันเป็นที่ตั้งแห่งราคะและโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย แต่สติและปัญญาจะสามารถเพิกถอนมายาได้ ช่วยให้จิตของพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติธรรม พ้นจากกิเลส อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือคุณประโยชน์ของการเจริญสติปัฏฐาน

ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ

พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ มกราคม ๒๕๔๓