ธรรมเทศนา เรื่อง "วันเกิดหลวงพ่อ"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๖ มี.ค. ๒๕๔๒

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอนมัสการพระโลกุตตรธรรม ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบเท้านมัสการพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในมหาสติปัฏฐานสูตรในทางภาคปฏิบัติ นมัสการท่านพระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน

วันนี้เป็นวันมงคล ข้าพเจ้าก็ถือว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาแสดงข้อคิดเห็นต่อหน้าหมู่นักประพฤติปฏิบัติในสายสติปัฏฐานทุกท่าน วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณผู้มีเมตตาต่อสานุศิษย์เป็นที่ยิ่ง ท่านเป็นผู้มีความพากเพียรเจริญเดินตามรอยยุคลบาทของพระบรมศาสดา ใฝ่ใจ ศึกษา ฝึกฝน เฟ้นธรรม โดยแยบคาย จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง และเมื่อได้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวท่านเองแล้ว ด้วยความเมตตากรุณาที่แผ่ซ่านอยู่ในจิตใจของท่าน ท่านจึงเริ่มออกเผยแพร่ สั่งสอนศิษยานุศิษย์ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ที่เกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก อุกาฟ้าเหลือง ปีนั้น นครศรีธรรมราชประสบวิปโยค เจอภัยธรรมชาติเสียหายยับเยิน แต่ก็มีผู้มีบารมีท่านหนึ่งได้เดินทางไปสู่นครศรีธรรมราชในช่วงนั้น ถือว่าปีนั้นนครศรีธรรมราชมีทั้งโชคร้ายใหญ่หลวงและโชคดีอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน

พระเดชพระคุณท่านเป็นผู้ที่ลึกซึ้งในแก่นแท้ของสัจจธรรมภาคปฏิบัติ ท่านเน้นอยู่เสมอ ภิกษุทั้งหลาย ลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย พึงสอนตัวเองให้ดีก่อน ค่อยย้อนไปสอนผู้อื่นในภายหลัง จึงไม่มัวหมอง พระเดชพระคุณท่านได้เฟ้นธรรมอยู่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเวลาประมาณ ๓ ปีกว่า ท่านได้รู้แจ้งเห็นจริง ได้ฝึกฝนอบรมถึงขั้นรู้แจ้ง ด้วยขันธสันดานของท่าน ด้วยคงจะเป็นบุญวาสนาเก่าแก่ ที่ท่านสร้างสมอบรมมา

เมืองนครศรีธรรมราช ก่อนนั้นก็เป็นเมืองเก่า เป็นแหล่งอารยธรรมทางพระพุทธศาสนา พระเดชพระคุณท่านคงจะเคยสร้างบุญบารมีเนื่องมากับจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านได้ลงไปเผยแพร่สัจจธรรมที่ท่านได้ค้นพบ ที่ท่านได้เฟ้นโดยเอาชีวิตของท่านเข้าแลก ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา ท่านก็ได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์มาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นงานลำบากมาก มาเป็นครูบาอาจารย์ที่ต้องรับผิดชอบ ภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา นับร้อยขึ้นไป ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีบริวารสมบัติมาก ลูกศิษย์รุ่นพี่ ๆ รุ่นใหญ่ ๆ จะกล่าวถึงพระเดชพระคุณให้ฟังเสมอว่าพระเดชพระคุณท่านเป็นผู้มีบริวารมาก ไม่ว่าท่านไปอยู่ที่ไหนพระและแม่ชีจะไปอยู่ศึกษาและปฏิบัติกับท่านมาก

ท่านเป็นผู้มีบุญวาสนาทางนี้ คือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยตนเองและยังมีความสามารถที่แก่กล้ายิ่งใหญ่ ที่จะสามารถบริหารงานหมู่คณะ และชักจูง ชักพาหมู่คณะให้ใฝ่ธรรม เรียนรู้ธรรม ฝึกฝนธรรมตามท่านได้ ซึ่งไม่เป็นการง่าย บุคคลเช่นนี้จะต้องมีความหนักแน่นสูง มีความอดทนสูง ต้องผ่านมารทุกรูปแบบ

เมื่อท่านเผยแผ่ธรรมอยู่ที่วัดท้าวโคตร ( เดี๋ยวนี้แยกเป็นวัดชายนาแล้ว ) ท่านโดนมาร โดนการไม่ยอมรับของคนทั้งหลาย ขัดขวางทุกวิถีทาง ด้วยความเป็นคนจริงของพระเดชพระคุณ ท่านสามารถผ่านอุปสรรคมาได้ เขาเอาหินเขวี้ยงจนสามารถเอามาสร้างพระได้องค์หนึ่ง ที่หน้าวัดชายนา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกว่าพระศิลาลอย ตั้งชื่อให้เก๋ตามที่มาของก้อนหิน คือก้อนหินที่สร้างพระ สามารถลอยมาได้ แต่พระเดชพระคุณท่านชนะอุปสรรค ชนะมาร ชนะสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายด้วยความดีมาตลอด ท่านสามารถนำพาหมู่คณะให้ฝ่าอุปสรรคจนเป็นที่ยอมรับของชาวนครศรีธรรมราช

เมื่อเป็นที่ยอมรับอย่างเต็มที่ คนเคารพมากขึ้น ลูกศิษย์ลูกหา เริ่มเป็นพระผู้ใหญ่มากขึ้น ด้วยความเป็นชาตินักสู้ของพระเดชพระคุณ ท่านก็ไม่ได้ติดในลาภสักการะ ในการสรรเสริญเยินยอ ท่านทิ้งลาภสักการะ ความเคารพบูชาของชาวนครศรีธรรมราชเหมือนกับบ้วนก้อนเขฬะ ด้วยความเป็นผู้มีใจสูงไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ขณะที่เผชิญอุปสรรคท่านก็ต่อสู้อย่างแข็งแกร่งด้วยจิตใจหนักแน่น อดทน ต่อสู้ด้วยความดี เมื่อมีคนเคารพมากขึ้น ท่านก็ไม่ได้ติดในลาภ ในยศ ในสุข ในสรรเสริญ ท่านทิ้งมาอย่างไม่ใยดี จนท่านได้มาสร้างวัดหลายวัด ยกตัวอย่าง วัดเขากิ่ว จังหวัดเพชรบุรี วัดกระโจมทอง จังหวัดนนทบุรี จนมาที่วัดไทรงาม มาเป็นปึกแผ่นเข้มแข็ง แข็งแรงมากก็ที่สุพรรณบุรีนี่แหละ

ด้วยบุญบารมีของท่านจากเดิมที่เป็นทุ่งนา ได้ข้าวไม่กี่เกวียนต่อปี พระเดชพระคุณท่านได้มาเปลี่ยนทุ่งนา ให้กลายมาเป็นเนื้อนาบุญของเทวดาและมนุษย์ ท่านได้มาชักจูงชักชวนชาวสุพรรณบุรี และคนในเขตใกล้เคียง ให้ออกมาฝึกฝนในสติปัฏฐานที่ท่านรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยญาณของท่าน ไม่ได้จำมาพูด ไม่ได้จำเขามาเล่า ท่านสามารถดับทุกข์ได้ด้วยตัวของท่านเอง

ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่ตรงนี้ ท่านสามารถปฏิบัติจนท่านดับทุกข์ได้ด้วยตัวท่านเอง และสามารถชักจูงลูกศิษย์ลูกหา ผู้ไม่ประมาท ผู้เชื่อฟัง ผู้ไม่ดื้อรั้น ประพฤติตามท่าน แล้วดับทุกข์ตามท่านได้ เป็นอัศจรรย์ ผู้ใดปฏิบัติผู้นั้นย่อมเห็นเอง ธรรมะที่ท่านสอนประดุจน้ำที่ดับไฟในดวงใจของมนุษย์ทุกท่าน ผู้ใดมีศรัทธายินดีให้ท่านสั่งสอน นำเอาคำสั่งสอนของท่านไปประพฤติ ไปปฏิบัติ ย่อมดับทุกข์ได้เป็นอัศจรรย์

พระเดชพระคุณท่านเน้นตลอดว่าทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นทางที่จะนำให้สัตว์พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ คือ พิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ความเพียรเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะดับไฟกิเลส อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ในใจของทุกคน กิเลสความไม่พอ ความทะยานอยาก ความไม่รู้จักอิ่ม เกิดเพราะเราเอาจิตส่งไปที่ข้างนอก

นตฺถิ ตณฺหา สมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี ไม่มีสิ่งใดที่จะมาเติมใจของบุคคลที่เต็มไปด้วยตัณหาให้เต็มอิ่มได้ นอกจากผู้นั้นยินดีมาประพฤติปฏิบัติเพื่อดับตัณหา การดับตัณหา ต้องไปดับที่ใจตัวเอง ต้องมาเจริญสติ มีความเพียร บุคคลนั้นต้องมีศรัทธา ใฝ่ดี คิดจะแก้ไขตัวเอง

คนเราเกิดมาไม่ใช่บริสุทธิ์มาตั้งแต่ท้องพ่อท้องแม่ คนเรามีกิเลสมาทั้งนั้น ถ้าเรามีศรัทธาจะแก้ไข มันก็เกิดความเพียรขึ้นได้ ศรัทธาความเชื่อ เชื่อด้วยความเคารพในพระเดชพระคุณ ถ้าจะนับท่านเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริงก็คงได้ เมื่อเรามีศรัทธาเชื่อฟังท่าน ก็เกิดความเพียรได้ ท่านเน้นเสมอ สอนลูกศิษย์ว่าอย่าทิ้งฐาน ฐานที่สำคัญ ฐานแรกของทุกคน คือฐานกายในกาย

พระเดชพระคุณท่านพยายามสอนให้มีความเพียรในการเจริญสัมปชัญญบรรพ มีการคู้แขนเข้า เหยียดแขนออก เป็นอาทิ ขณะที่คู้แขนเข้าและเหยียดแขนออก ท่านก็ให้กำหนดขยับนิ้วมือไปด้วย เมื่อเราเอาสติมาตั้งที่กาย มันจะเป็นขั้นแรกที่เราจะเริ่มสร้างสติของเราขึ้นมา โดยเอาจิตของเรา มาผูกกับสัมปชัญญะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่เราคู้แขนเข้า เหยียดแขนออก พร้อมทั้งกระดิกนิ้วมือไปด้วย ขณะกระดิกนิ้วมือ จิต จะมาอยู่ตรงระหว่างนิ้วกระทบกัน ให้เอาสติตั้งไว้ตรงนั้น จะเป็นที่พึ่งขั้นแรกของผู้ปฏิบัติธรรม ให้เราอย่าทิ้งฐาน กำหนดไว้เสมอ ตั้งจิตเอาไว้ที่กาย

ท่านเน้นอยู่เสมอถ้าจิตตกฐาน ญาณจะตก กิเลสจะเกิด กิเลสคืออะไร กิเลสก็คือ ความยินดี ความยินร้าย ขณะตากระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับรู้ธรรมารมณ์ เมื่อจิตเราไม่มีปัจจุบันขณะ ตั้งสติอยู่ในฐาน จิตเราจะออกไปเสวยอารมณ์ เมื่อสติเราตั้งอยู่ที่ฐานเนี่ย มันจะเป็นปัจจุบันอารมณ์ ตั้งอยู่ในฐาน เราจะวางอุเบกขาต่ออารมณ์ ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายต่ออารมณ์ที่มากระทบ

อารมณ์ที่ร้ายกาจ ก็คืออารมณ์ทางใจ ร้ายกาจมาก เพราะอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย มันเป็นปัจจุบันอารมณ์เท่านั้น มันกระทบแล้วก็ดับไป แต่ความปรุงแต่ง ความรับรู้ธรรมารมณ์ของใจ สามารถที่จะเอาอดีตที่ผ่านไปแล้วตั้งนาน ดับไปแล้ว บางทีคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดเขาลืมไปหมดแล้ว แต่ตัวเราเองยังจำเอาไว้

เพราะความไม่มีสติ สติตกฐาน ปัจจุบันอารมณ์ก็ดับ จิตก็ไปเอาอดีตบ้าง อนาคตบ้างมาปรุงแต่ง แค่ปรุงแต่งในปัจจุบัน มายินดียินร้ายกับอารมณ์ที่กระทบในปัจจุบันก็จะปวดหัวตายแล้ว ยังจะขุดคุ้ยอารมณ์อดีต แล้วไปปรุงแต่งเอาอนาคตเข้ามายินดียินร้ายอีก อย่างนี้ไม่บ้าแล้วจะทนไหวเหรอ คนที่บ้าทุกคนไม่มีใครเลยที่จะเป็นบ้าเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต เป็นโรคเครียด เพราะอารมณ์ปัจจุบัน ไม่มี ท้าได้ เพราะอารมณ์ปัจจุบันมันเกิดดับขณะหนึ่ง รับรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป แต่ด้วยความที่จิตของบุคคลผู้นั้น เป็นจิตหลง ไม่ได้ฝึกสติ จึงเห็นว่าอดีตที่ดับไปแล้ว ยังมีอยู่ เพราะถูกความหลง โมหะ อวิชชาหลอก ก็เลยต้องทุกข์เดือดร้อน เจ็บปวด กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

การที่เราต้องทุกข์ เดือดร้อน เจ็บปวด กับอารมณ์อดีต ถ้าเราจะมองให้เห็นง่าย ๆ อุปมา ยกตัวอย่าง ค่าไฟฟ้า เมื่อสองเดือนก่อนเขามาเก็บค่าไฟฟ้า เมื่อเดือนนั้น เราก็จ่ายไปแล้ว จ่ายเสร็จไปแล้วขณะเมื่อสองเดือนก่อน ขณะนี้เขาเอาบิลเดิมมาเรียกเก็บกับเราอีก เราก็โง่ โง่ถึงขนาดยอมจ่ายอีก อย่างนี้เรียกว่าเราฉลาดหรือโง่ ทุกคน คนทุกคน ค่าไฟฟ้าที่เก็บเมื่อสองปีก่อน สิบปีก่อน เขาเอาบิลที่เราจ่ายแล้วเอามาเก็บเราอีก เราก็ยังโง่ โง่ที่จะจ่ายเงินมันอีก ถ้าเราฉลาดพอ เราต้องบอกมันว่า นี่จ่ายไปแล้ว อารมณ์อดีตที่จิตขุดคุ้ยขึ้นมาเนี่ย เราสุขเราทุกข์ชดใช้มันไปแล้ว อย่าเอามาเก็บอีก เราต้องบอกมันอย่างนี้เราต้องใช้แส้ฟาดมัน

จิตเนี่ยมันจะมาหลอกจิตเอง คือการเอาอารมณ์อดีตซึ่งผ่านไปแล้ว เราใช้หนี้มันไปแล้ว เราทุกข์หรือสุขผ่านไปแล้ว มันยังเอามาหลอกเราให้เราทุกข์ซ้ำ วันนี้ทุกข์ พรุ่งนี้ทุกข์อีก ไม่เลิกไม่วาง เหมือนค่าไฟ เมื่อสองปีก่อนเราจ่ายไปแล้ว วันนี้มันมาเก็บ เราก็ยังโง่จ่ายมันไปอีก โง่จ่ายก็คือเรายังทุกข์ไปกับมันอีก เป็นทุกข์กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว มันดับไปแล้ว เหมือนกับค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายไปแล้ว มันมาเก็บเราวันนี้ เราก็ยังโง่ ถึงขนาดที่ยอมจ่ายมันไปอีก เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็มาเก็บเราอีก เราก็ยังโง่ โง่ถึงขนาดจ่ายมันในวันพรุ่งนี้อีก เนี่ยลองถามตัวเองว่าเราโง่ หรือ เราฉลาด

เราต้องเตือนตนว่าอดีตที่ผ่านไปแล้วมันดับไปแล้ว เตือนตนก็เตือนอย่างหนึ่ง แต่จิตที่ตกฐานมันไม่รับฟังคำเตือน ในภาคปฏิบัติเราไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก ให้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ตั้งสติ อยู่ในฐาน อย่าให้จิตตกฐาน คำนี้ของพระเดชพระคุณผมยกไว้ใส่หัวตลอด คอยเตือนตนอยู่ตลอด ถ้าจิตตกฐาน ญาณก็ตก กิเลสก็เกิด เมื่อกิเลสเกิดทุกข์ก็เกิด

ตอนผมมาวัดไทรงามใหม่ ๆ พระเดชพระคุณท่านจะเปิดเทปที่ท่านเทศน์ออกเครื่องกระจายเสียงให้ฟังอยู่เสมอ ซึ่งคำสอนของท่านแต่ละคำ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก แต่เราก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เหมือนกับฝนตก เหมือนกับในไทรงาม ฝนตกมาเป็นทองคำ เดินไปไหน เดินมาไหน เห็นแต่ทองคำเกลื่อนไปหมด เช้าเย็นเราเดินเตะทองคำเล่นตลอด ไม่รู้ค่า เมื่อออกจากวัดนี้ไปแล้ว เราถึงรู้ว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่ฝนตกเป็นทองคำ เราค่อยรู้ว่าตัวเรานี่โง่มาก คำพูด คำสอน คำด่า ของพระเดชพระคุณทุกคำ ล้ำค่าดั่งทอง ล้ำค่าดั่งทองยังไง ที่ว่าบุคคลใดไม่ดื้อรั้นต่อท่าน เชื่อฟังท่าน นำคำสอน นำคำเตือน นำคำด่าของท่านไปประพฤติ ไปปฏิบัติ บุคคลนั้นย่อมดับทุกข์ได้ ดับได้จริง ๆ ผู้บรรลุแล้วย่อมเห็นเอง ธรรมนี้ควรเรียกผู้อื่นมาดู

เราอย่าเป็นคนที่ว่าใกล้เกลือกินด่าง เราเห็นฝนตกเป็นทองคำจริง ๆ เลยเดินเตะทองคำเล่น คำสอน คำเทศน์ คำเตือน ของพระเดชพระคุณล้ำค่าดั่งทอง จะหายากมากที่บุคคลผู้แจ่มแจ้งในสติปัฏฐาน จะสามารถนำมาสอนได้อย่างละเอียดละออ ไม่ใช่ทุกคนที่ประพฤติ ปฏิบัติ รู้เฉพาะตัวและจะสามารถบรรยายขั้นตอนในการปฏิบัติได้ทุกคน ไม่ใช่

พระเดชพระคุณพระอาจารย์ ท่านเป็นอภิมนุษย์ เป็นซุปเปอร์แมน มีความสามารถ เมื่อท่านรู้แจ้งธรรมข้อใด ท่านมีทักษะ ที่สามารถบรรยายแยกแยะขั้นตอนออกมาให้ลูกศิษย์ประพฤติตาม เราอย่าเห็นว่าธรรมที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนเป็นของเกลื่อนถนนที่คนเตะไปมาเท่านั้น

ฐานกายในกายเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านจะได้เริ่มต้นตั้งตัวทางจิตขึ้นมาได้เพราะฐานกายในกาย คือการคู้อวัยวะ คือแขนเข้าเหยียดแขนออก หรือการเดินจงกรม ศาลาหลังเก่าเดินจงกรมจนกระดานสึกไปหมด ทางเดินจงกรมรอบศาลาฉัน และทางเดินจงกรมรอบถ้ำสร้างคนมาหลายคน เจอพระรุ่นพี่ นาน ๆ เจอกันที ท่านยังชวนให้ยกมือไหว้ทางเดินจงกรมรอบถ้ำ ยกมือไหว้กัน ยกมือไหว้ว่ายังไง เรานี่นะจากคนงี่เง่า คนเลว คนชั่ว เปรอะเปื้อนกิเลสมาทั้งตัว เมื่อมาพึ่งร่มเงาแห่งธรรมของพระเดชพระคุณ ฝึกฝนตามท่านสอนสามารถตั้งตัวทางธรรมขึ้นมาได้ ทางเดินจงกรมรอบถ้ำ เป็นที่ที่หนึ่ง ที่มีพระคุณแก่เรามาก เราเคยเดินตั้งแต่เรากิเลสหนามาก ๆ จนมาถึงเดี๋ยวนี้ กิเลสหนาน้อยลงหน่อย ยังไม่หมดกิเลส กิเลสหนาน้อยลงหน่อย พอจะตั้งตัวได้ทางธรรม พึ่งตัวเองได้ ก็ชวนกันยกมือไหว้ทางเดินรอบถ้ำ รู้สึกว่ามีพระคุณแก่เรามาก

วัดไทรงามทั้งวัดเป็นที่ร่มเย็น ด้วยใบบุญบารมีธรรมของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ท่านร่มเย็นด้วยตนเอง และได้แผ่ความร่มเย็นสู่อาณาบริเวณใกล้เคียง เราได้มาอาศัยท่าน พึ่งร่มธรรม ฝึกฝนตามท่านสอน คำด่าของครูบาอาจารย์ ความเพ่งโทษ ความชี้โทษของครูบาอาจารย์ ไพเราะมาก ไพเราะ เพราะยิ่งท่านด่ามากเรายิ่งได้ดี

น่าเสียดายที่เดี๋ยวนี้ท่านด่าเราไม่ค่อยได้ ทองคำหรือเพชรที่ร่วงจากปากท่าน เดี๋ยวนี้ร่วงไม่ได้เสียแล้ว แต่โชคยังดี ยังอัดเทปธรรมะเอาไว้เยอะ คำด่า คำว่ากล่าวตักเตือนของท่านไพเราะมาก บุคคลใดที่มายอมให้ท่านข่มขี่ จะได้ดีทางธรรม ตั้งตัวได้ทางธรรม มาพึ่งร่มธรรมของท่าน มาอาศัย คำสอนคำตักเตือนของท่าน มาฝึกฝน อยู่ในวัดไทรงาม ฝึกฝนไม่ใช่ฝึกฝนที่วัด ฝึกฝนที่ใจเรา ได้อาศัยท่านเป็นกัลยาณมิตร บุคคลผู้มีชาติความเกิดเป็นธรรมดา เมื่อมาอาศัยกัลยาณมิตร ย่อมพ้นจากความเกิดได้ บุคคลผู้มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา มีความโศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจเป็นธรรมดา เมื่อมาอาศัยกัลยาณมิตร ย่อมพ้นจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นได้

พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้เอาพระองค์เป็นกัลยาณมิตร เอาพระองค์เป็นกัลยาณมิตรคืออะไร คือประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน อันนี้เราเป็นรุ่นสุดท้ายภายหลัง เกิดไม่ทัน พระบรมศาสดา แต่ก็ไม่เป็นไรเรายังโชคดีนัก ได้พบบัณฑิตผู้รู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมคำสอนของพระศาสดา ที่จะมากล่าวชี้แนะแยกแยะโดยละเอียดละออ และมีความเพียร อดทน ด้วยความรักเอ็นดู ต่อลูกศิษย์ทั้งหลาย ทั้งชายหญิง ทั้งภิกษุ และอุบาสก อุบาสิกา

เพราะฉะนั้นพระเดชพระคุณท่านยังเป็นหลักชัย ซึ่งท่านก็ง่อนแง่นเต็มทีในด้านสุขภาพ เราควรมีความกตัญญูในท่าน ตอบแทนถวายท่านในสิ่งที่ท่านต้องการ เท่าที่ผมรู้จักท่านมา สิ่งที่ท่านต้องการที่สุดก็คือ อยากให้ลูกศิษย์ ได้แจ่มแจ้งในสติปัฏฐานในภาคปฏิบัติ ท่านต้องการจริง ๆ ท่านเน้นจริง ๆ เพราะอะไร เพราะท่านปฏิบัติตามสติปัฏฐาน และท่านสามารถดับทุกข์ได้จริง อันนี้ด้วยความที่ท่านมีความเป็นมหาบุรุษ ความกรุณาของท่านแผ่กว้างไพศาลยิ่งนัก ท่านจึงต้องการให้ลูกศิษย์ลูกหาสามารถดับทุกข์ เจริญรอยตามท่านไปได้

ฉะนั้นพระเดชพระคุณท่านต้องการมาก ให้เราปฏิบัติตามคำสอนของท่านและดับทุกข์ได้ ที่ท่านสร้างวัดไทรงามใหญ่โต โดยมีกำลังของลูกศิษย์รุ่นพี่ทั้งหลาย ที่เสียสละช่วยกันสร้างมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น โดยจุดประสงค์จะให้เรามาปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ในวัดนี้ ลูกศิษย์รุ่นพี่และรุ่นครูบาอาจารย์ ท่านก็เสียสละเป็นมือเป็นขาแทนพระเดชพระคุณ ช่วยก่อสร้างวัด ดูแลวัดรักษาวัด เป็นมือเป็นเท้าแทนพระเดชพระคุณ หลายรูปที่ท่านเสียสละ ก็เพื่อต้องการให้จุดประสงค์ของพระเดชพระคุณสมหวัง ว่าสติปัฏฐานจะหยั่งรากลึกลงในเมืองไทย

อันนี้สติปัฏฐานมันจะหยั่งรากลึกมันจะไปหยั่งที่ไหน ธรรมจะต้องมีใจคนเป็นที่หยั่ง มันจะไปหยั่งที่ต้นไม้ ที่แผ่นดินไม่ได้ เมื่อเรามีโอกาสแวะเวียนมาพึ่งอาศัยเสนาสนะในวัดไทรงาม ที่ลูกศิษย์รุ่นพี่ทุกท่านเสียสละช่วยพระเดชพระคุณก่อสร้าง สร้างบ้านแปงวัด สร้างไว้ให้

ขอให้เราอย่าประมาท อย่าคิดว่าทุกที่อยู่ในโลกฝนตกเป็นทองคำหมด อย่านึกอย่างนั้น มาเจอทองคำแล้วให้เก็บ เก็บใส่ใจเราไปซะ ได้เปลี่ยนใจเราเป็นทอง ไม่งั้นจะเสียดายภายหลัง เสียดายเมื่อสายเสียแล้ว ทุกข์เดือดร้อนเสียแล้ว แก้ไม่ได้เสียแล้ว อดอยากแทบล้มประดาตาย เพราะคิดว่าในโลกนี้ทุกสถานที่ฝนตกเป็นทองคำ อย่าต้องมาน้ำตาตกภายหลัง วันเวลาไม่คอยท่า พญามัจจุราชได้ติดตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่งไม่รู้ว่าจะกระชากวิญญาณเราไปเมื่อไร สาเหตุแห่งความตายมีมากมายเหลือเกิน

ชีวิตนี้เป็นของไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ชีวิตของเรานี่ไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ควรที่จะสังเวชว่าวันเวลานี้ พญามัจจุราชยังเปิดโอกาสให้เราสร้างความดี อย่าประมาท อย่าประมาทในวันเวลา เพราะบุคคลผู้ประมาททั้งหลายย่อมไปยัดเยียดอยู่ในนรก เศร้าโศกร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด เพราะเมื่อมีโอกาสสร้างความดี แต่ไม่ทำ แต่ไม่ทำเพราะอะไร เพราะไม่มีปัญญา เพราะโง่ ไม่คิดว่าทองคำที่เราเจอมีค่า เวลาอย่าให้สูญอย่าให้เสียไป อย่ามาร้องไห้ จนน้ำตาเป็นสายเลือด หลังจากที่ต้องไปยัดเยียดอยู่ในนรกแล้ว สติปัฏฐานจะช่วยให้เราพ้นจากนรกได้

ผมมาวัดไทรงามใหม่ ๆ พระอาจารย์ท่านเล่าเรื่องโยมคนหนึ่ง อยู่ที่นครศรีธรรมราช ท่านเล่าว่าปฏิบัติอยู่ ๙ ปี ได้บรรลุโสดาบัน แกมานั่ง แกนั่งตรงแหนว แกจะมาเล่าอารมณ์ให้หลวงพ่อฟัง แกดีใจมาก แกคร่ำเคร่งปฏิบัติฝึกฝนมา ๙ ปี แกสามารถปิดขุมอบายได้ ผมได้ยินได้ฟังเมื่อตอนผมเข้ามาวัดไทรงามใหม่ ๆ ก็รู้สึกดีใจมาก ที่ได้มาเจอครูบาอาจารย์ ที่สามารถสอนให้คนปิดอบายภูมิได้ เพราะสาเหตุแห่งมรรคผลก็คือสติปัฏฐาน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ยืนยันอย่างมั่นคงแข็งแรงว่า ตราบใดยังมีบุคคล ผู้ฟั่นเฝือ อบรม บ่มอินทรีย์ตัวเอง ในสติปัฏฐาน ไม่ทอดธุระ พระอริยะจะไม่ว่างจากโลก

เราจะสามารถปิดอบายภูมิได้ ให้เรามีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เมื่อเราปฏิบัติที่ฐานกายในกาย ธรรมดาแล้วในกายจะมีเวทนาเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย เมื่อปฏิบัติไปเราจะเห็นเอง เวทนาในเวทนา ความสุข ความทุกข์ อุเบกขา มันอยู่ในนี้ เริ่มต้นเราจะเห็นทุกข์ก่อน ทุกข์เวทนา ให้เอาจิตหยั่งรู้ เอาสติหยั่งรู้ในทุกข์ หยั่งรู้เพื่ออะไร หยั่งรู้เพื่อเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ เพื่อให้ญาณปัญญาเกิดว่าสุขเวทนาและทุกขเวทนาไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรเข้าไปมีอุปาทานยึดเป็นตัวเราของเรา

เมื่อบุคคลมีความเพียรเจริญสติอยู่ในฐาน ทุกสิ่งทุกอย่างจะปิดไม่อยู่ เราจะเห็นขันธ์ ๕ ในฐานที่ตั้งแห่งสติ ขันธ์ ๕ มันจะแจ่มแจ้งในญาณปัญญาที่เราหยั่งรู้ เราจะเข้าใจสภาพของมัน รู้แจ้งในความเป็นจริง ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรปล่อยวาง ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น อย่าไปยึดสิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นอนัตตา เพราะว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ฝืนปรารถนา ว่าไม่ฟัง ถ้าไปยึดสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกูของกู ด้วยอุปาทาน ความโง่ จะทุกข์เดือดร้อนไม่จบสิ้น

ทุกข์นี้ไม่มีใครแก้ให้ใครได้ต้องทำเอาเอง พระเดชพระคุณท่านสามารถดับทุกข์ด้วยตัวท่านได้ และพยายามสอนพยายามวางรูปแบบ สร้างสำนักด้วยจิตกรุณาล้วน ๆ ด้วยความกรุณาของท่าน ถ้าเรามีจิตคิดกตัญญูต่อท่านให้รีบเร่งปฏิบัติซะ อย่าท้อถอย อย่าเชือนแช อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป อย่าพากันไปยัดเยียดอยู่ในนรก เศร้าโศก ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด

วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของพระเดชพระคุณ เป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่เราจะหวนมานึกถึงบุญคุณ ถึงพระคุณของพระเดชพระคุณผู้มีเมตตาอย่างแรงกล้า มีเมตตาต่อศิษยานุศิษย์อย่างหาประมาณไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเราจะตอบแทนบุญคุณท่านให้รีบเร่งตอบแทนซะอย่ารอให้ท่านตายเสียก่อน

วันนี้ถือว่าเป็นโอกาส รู้สึกว่าขอบคุณ และก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่หมู่สงฆ์ได้มีเมตตาอนุญาตให้มากล่าวอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นอนุสสติเตือนใจ บูชาพระคุณของครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพยิ่ง ควรเคารพอย่างสูง รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งขอขอบคุณมาก

ท้ายที่สุดก็ขออาราธนาบารมีของพระรัตนตรัย และพระเดชพระคุณผู้เป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งกายและจิต ได้โปรดเมตตาคุ้มครองป้องกันภัยของเหล่าผู้ปฏิบัติธรรม ให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิ ให้พ้นจากความดื้อด้าน อวดดี ยกตนข่มท่าน ไม่รู้คุณครูบาอาจารย์ ขอให้เราพ้นจากนี้ไป ขอให้จิตเรามีแต่ความกตัญญู มีแต่ความศรัทธา มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เห็นแจ้งในกองสังขาร และบรรลุความพ้นทุกข์ สิ้นทุกข์ ท้ายที่สุดขอให้ท่านนักปฏิบัติได้บรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นที่สุดทุกข์ จงทุกท่านทุกประการเทอญ สาธุ

พระชุมพล พลปฺโ
๖ มีนาคม ๒๕๔๒