๒. ทาน

๒. ทาน คือ การให้ คือ เราต้องปลูกฝังนิสัยในการเสียสละประโยชน์ของตนแก่ประโยชน์ของผู้อื่น ต้องทำให้เป็นนิสัยเป็นกิจวัตร ถ้าเป็นไปได้ควรให้ทานทุกวัน เช่น ใส่บาตรพระได้ทุกวันจะดีมาก สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใส่บาตรได้ทุกวัน ให้เจียดเงินเดือนทุกเดือน เดือนละเท่าไหร่แล้วแต่ความพอใจ แล้วตั้งใจว่าเงินจำนวนนี้เราจะไม่ใช้ จะเอาไว้ทำบุญ แล้วเก็บรวบรวมเอาไว้ เมื่อมีจำนวนมากพอ ก็เอาไปบำเพ็ญสาธารณกุศลอันใดก็ได้ตามที่เราพอใจ

อีกประการหนึ่งให้เจริญ จาคานุสสติ ทุกวัน คำว่า จาคานุสสติ แปลว่าการระลึกถึงการบริจาคของตนเป็นอารมณ์ วิธีปฏิบัติให้ท่องก่อนนอนทุกวันว่า “ในเมื่อประชาชนถูกความตระหนี่และมลทินครอบงำอยู่ การที่เราเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินและความตระหนี่อยู่ เป็นผู้มีการเสียสละอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มีมืออันสะอาด เป็นผู้ยินดีในการบริจาค เป็นผู้ควรในการขอ เป็นผู้ยินดีในทานและการแบ่งปันนั้น นับว่าเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ”

จาคานุสสติ นี้มีอานิสงส์มาก ท่านผู้ใดที่ให้ทานเป็นประจำและเจริญจาคานุสสติทุกวัน จะเข้าสู่มรรคผลได้ง่ายมาก เพราะอารมณ์การละกิเลสทุกประเภท ก็คืออารมณ์ของการเสียสละนั่นเอง ฉะนั้นท่านผู้ปรารถนาการเข้าสู่มรรคผลทั้งหลาย จงอย่าทิ้งการให้ ทาน และการเจริญจาคานุสสติ

และการให้ทานทุกครั้ง เราควรจะจดบันทึกเอาไว้ จะมีประโยชน์มากว่า วันไหนได้ให้อะไร ควรมีสมุดไว้ ๑ เล่ม เอาไว้จดโดยเฉพาะ จะมีประโยชน์มาก เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ถ้าเราเอาสมุดเล่มนี้มาอ่าน จะทำให้เกิดความปีติ ร่าเริง เป็นส่วนช่วยในการเจริญจาคานุสสติด้วย

และวันใดที่เราเกิดมีทุกข์กลุ้มอกกลุ้มใจ ให้เอาสมุดเล่มนี้มาอ่าน จะเกิดความสุขสบายใจขึ้นมาทันที บางทียังไม่ได้อ่านข้างใน แค่เห็นหน้าปก ก็เกิดความสุขใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่ยังไม่เคยหัดในการให้ทาน จงอย่าดูถูกดูแคลนการให้ทาน เพราะความสุขเวลาที่เราให้นั้น เป็นความสุขที่ละเมียดละไมมากกว่าความสุขตอนเรารับมากนัก

ให้สังเกตดูว่าเวลาใดที่จิตเราคิดจะให้ ความสุขจะบังเกิดเต็มหัวใจทันที แต่เมื่อใดเราคิดอยากจะได้ จะเกิดความกระวนกระวายใจ สิ่งเหล่านี้สังเกตได้จากใจของตนเองก็จะรู้ดี

ท่านจึงกล่าวเอาไว้ว่า “จิตคิดจะให้สบายมากกว่าจิตคิดจะรับ” ฉะนั้นบางท่านที่ไม่เคยฝึกการให้ทาน บางทีจึงรู้สึกแปลกใจ ในคนบางคนที่ว่าทำไมเขาชอบทำบุญนัก อยู่ดีๆ เงินมีไม่ใช้เอง เอาไปให้คนอื่นเสีย ซึ่งถ้าหากท่านลองฝึกหัดการให้ทานให้เป็นนิสัย ท่านจะไม่แปลกใจเลย เพราะว่าการให้ทานนำความสุขใจตอบแทนคุ้มค่ากับสิ่งของที่เสียไปอย่างเหลือ เกิน

ทีนี้ถ้าหากมีคำถามว่า การให้ทาน จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งของเท่านั้นหรือไม่

ขอตอบว่า ไม่จำเป็น เพราะจุดใหญ่ใจความของการให้ทานก็คือ การเสียสละประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ผู้เขียนจะขอแบ่งทานประเภทต่างๆ ตามความรู้สึกของผู้เขียนไว้ดังนี้

    ๑) การให้สิ่งของ

    ๒) การให้แรงกาย คือ เอาแรงกายช่วยผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

    ๓) การให้การต้อนรับปฏิสันถาร คือ การให้การทักทายคนแปลกหน้าที่มาสู่สถานที่เรา ด้วยรอยยิ้มและคำอ่อนหวาน

    ๔) การให้ที่แอบแฝง คือ การช่วยกันรักษา ซ่อมแซมดูแลสิ่งของส่วนรวม สาธารณสมบัติ ให้มีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น เช่น สมมุติว่า โต๊ะตัวหนึ่งที่เป็นของส่วนรวม ถ้าหากไม่มีใครดูแลรักษาจะมีอายุแค่ ๓ ปี แต่ถ้าเราดูแลรักษาไว้ จะมีอายุถึง ๑๐ ปี ก็ชื่อว่าเราได้สร้างโต๊ะที่มีอายุการใช้งาน ๗ ปีขึ้นมาตัวหนึ่งนั่นเอง

    ๕) การให้ความรู้ คือ การแนะนำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ แต่เรารู้ ให้แก่เขา

    ๖) การให้อภัย คือ การไม่ถือโทษต่อความผิดที่ผู้อื่นทำแก่เรา

    ๗) การให้ธรรมเป็นทาน คือ การช่วยสอนธรรมะ หรือช่วยแจกหนังสือธรรมะ ชี้ทางสว่างให้แก่ผู้อื่นในทางธรรม และช่วยกันเผยแพร่พระพุทธศาสนาด้วยวิธีการต่างๆ ก็นับเป็นธรรมทานทั้งสิ้น ธรรมทานนี้ พระพุทธองค์ยกย่องที่สุดว่า การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง คือ ได้บุญมากที่สุดกว่าทานทุกชนิดทุกประเภทนั่นเอง

สำหรับพระโสดาบันนั้น ความคิดต้องการบริจาค จะมีอยู่ตลอดเวลา ความตระหนี่ถี่เหนียวไม่มี มีแต่ความคิดที่จะบริจาค คิดแต่จะสร้างกุศล จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างไม่มีประมาณ

ซึ่งในที่นี้ถ้าจะมีปัญหาถามว่า ถ้าอย่างนี้พอเป็นพระโสดาบันแล้ว มิต้องอดตายกันหรือ ก็ขอตอบว่า ในทางตรงกันข้าม เมื่อได้บรรลุคุณธรรมชั้นพระโสดาบันแล้ว กลับมีฐานะดีกว่าเก่า ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส ถ้าเป็นพระ หลังจากได้โสดาบันแล้ว จะรู้สึกว่าลาภสักการะไหลมาเทมา ผิดกับเมื่อเป็นปุถุชน สำหรับฆราวาสก็จะรู้สึกว่า มีเงินทองจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือ ทั้งที่เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว จะทำบุญหนักกว่าตอนเป็นปุถุชนก็ตาม แต่กลับมีเงินเหลือเก็บยิ่งกว่าตอนเป็นปุถุชน

คำเหล่านี้ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเชื่อ ขอให้ท่านจงพยายามพิสูจน์ด้วยการทำตนเป็นพระโสดาบัน แล้วจะรู้ได้เองว่าจริงหรือไม่ ท่านจะซาบซึ้งกับคำที่ว่า ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เอง โดยไม่ต้องฟังจากใคร จึงขอให้ท่านผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรมทั้งหลายจงพยายามบำเพ็ญทานและเจริญ จาคานุสสติให้ดีเถิด ท่านจะได้รับผลอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว