อริยสัจ ๔

ความจริงวิธีนี้ไม่ใช่วิธีใหม่ เป็นวิธีการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้นั่นเอง สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นเรียกว่าอริยสัจ ๔ ซึ่งถ้าหากผู้อ่านต้องการรายละเอียดความรู้เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ๔ มากๆ ขอให้ไปศึกษาจากหนังสือพุทธธรรม ซึ่งเขียนโดย พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ต.บางระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๑๑๐ ส่วนในบทความนี้จะขออธิบายอริยสัจ ๔ พอเป็นสังเขป

อริยสัจ ๔ นั้นก็คือ

    ๑) ทุกข์ ซึ่งก็คือปัญหาของมนุษย์นั่นเอง

    ๒) สมุทัย แปลว่า สาเหตุของทุกข์ ซึ่งก็คือตัณหาความอยาก ความต้องการที่มีสภาพไม่รู้จักพอ ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งตอบสนองความต้องการ ความต้องการยิ่งเพิ่มมากขึ้น

    ๓) นิโรธ แปลว่าการดับทุกข์ การดับทุกข์ต้องไปดับที่ต้นเหตุของทุกข์ นั่นคือมาลด มาละ ตัณหา ความอยาก ความต้องการ

    ๔) มรรค แปลว่าวิธีการปฏิบัติเพื่อจะดับตัณหา นั่นก็คือ การปฏิบัติตามมรรคทั้ง ๘ องค์ ย่อลงมาเหลือได้ ๓ คือ ทาน ศีล และภาวนา

ท่านที่นำเอาทาน ศีล ภาวนา ไปปฏิบัติความทุกข์จะลดลงเรื่อยๆ แต่ต้องนำออกมาปฏิบัติจริงๆ นะ ไม่ใช่เพียงแค่ศึกษาวิธีการท่องจำได้ เหมือนกับคนเป็นโรค เพียงแต่ท่องชื่อตัวยา เมื่อไหร่โรคจะหาย จะต้องไปหาตัวยาชื่อนั้น ชื่อนั้น เอามาใส่หม้อ เอาไปต้มตามกรรมวิธีของยานั้นแล้วเอามากิน โรคจึงจะหายฉันใด ความทุกข์ก็ฉันนั้น จะดับได้ ต้องนำเอาทาน ศีล ภาวนา มาปฏิบัติอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย วันที่อ่านบทความนี้เลย แล้วทำต่อไปทุกวันจนเป็นกิจวัตร เพราะชีวิตใดที่ไม่มีทาน ศีล ภาวนา ชีวิตนั้นจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพียงแต่ว่ามันไม่แสดงให้เห็นทันทีทันใด ฉะนั้นคนไม่มีปัญญาจึงไม่เห็นคุณค่าของทาน ศีล ภาวนา เหมือนกับคนโง่ที่ไม่เห็นโทษของบุหรี่และยาเสพติดทั้งหลาย เพราะมันไม่ได้แสดงโทษในทันทีทันใดนั่นเอง แต่เมื่อใดที่เป็นโรคมะเร็งหรือโรคถุงลมโป่งพองแล้วละก็จึงจะรู้ซึ้งถึงโทษ ของบุหรี่ แต่ก็สายเสียแล้ว แก้ไม่ทันเสียแล้ว ช่างน่าสงสารคนโง่ทั้งหลายเสียเหลือเกิน

ฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจงรีบนำเอาทาน ศีล ภาวนา มาปฏิบัติเสียก่อนที่ทุกข์ของท่านจะสุกงอมกลายเป็นโรคประสาท โรคจิต บ้า วิปลาส ฆ่าตัวตาย ฯลฯ จงรีบปฏิบัติตามธรรมะ ธรรมะเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งของท่านได้ในเวลาที่ท่านจะตาย

ผู้ใดที่ไม่แสวงธรรมะมาเป็นที่พึ่ง เวลาป่วยเวลาตายจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แล้วก็ขอถามท่านผู้มีปัญญาว่า ท่านคิดหรือว่าท่านจะพ้นจากความตาย และก็อย่าคิดเลยว่าท่านจะตายเมื่ออายุได้ ๑๐๐ ปี เพราะความตายไม่แน่นอน ท่านอาจจะตายในวันนี้ก็ได้ อาจจะไม่มีโอกาสแก่ก็ได้ เพราะสาเหตุที่จะทำให้มนุษย์ตายโหงในสมัยนี้มีมากเหลือเกิน ขอบอกว่าความตายเหมือนเพชฌฆาตที่เงื้อดาบติดตามท่านไปทุกย่างก้าวตั้งแต่ เกิด พร้อมที่จะฟันลงทุกขณะ ความตายอยู่ที่ปลายจมูกของท่านนี่เอง และก็อย่านึกดีใจอุ่นใจว่าเรามีสมบัติเงินทองมาก มีญาติพี่น้องมาก อย่านึกฝันไปเลยว่าสิ่งนั้นจะเป็นที่พึ่งแก่ท่านได้

เศรษฐีบางคนมีเงินหลายพันล้าน แต่ต้องป่วยเป็นโรคมะเร็งลำคอ ไม่สามารถกินอะไรได้ ต้องอดอยากยิ่งกว่าขอทานข้างถนน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ท่านมีนั้น จะส่งท่านสุดแค่โรงพยาบาล ส่วนญาติพี่น้องจะไปส่งท่านแค่เมรุ หรือฌาปนสถาน สิ่งที่จะติดตามท่านไปนั้นคือพลังแห่งบุญและบาปเท่านั้น ฉะนั้นจงเตือนตนอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งใดที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ก็ให้นึกถึงให้น้อยๆ ลงหน่อยเถิด

สิ่งใดที่ตายแล้วเอาไปได้ ก็ขอให้นึกถึงให้มากๆ ขึ้นหน่อยเถิด สมบัติ ลาภ ยศ เกียรติทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้เป็นเหมือนของเล่นอันไร้สาระให้เด็กเล่นขายของเท่านั้น มันเป็นเพียงเงามายาภาพที่สมมุติมาหลอกคนโง่เท่านั้น ขอบอกว่าเบ็ดที่เกี่ยวไส้เดือนไว้นั้น ตกได้แต่ปลาโง่เท่านั้น ฉะนั้น ขอเชิญชวนท่านผู้โง่เขลางี่เง่าทั้งหลายจงพยายามแสวงหาสมบัติ ลาภ ยศ เกียรติ ของโลกมาแบกมาหาบให้มากๆ เถิด ส่วนท่านผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดทั้งหลาย จงพยายามแสวงหาบุญกุศล แสวงหาธรรมะ แสวงหาปัญญาในทางพระพุทธศาสนา อันจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงมาให้ได้ ให้มากที่สุดเถิด