ศัพท์หลัก


นิวรณ์ ๕

เครื่องกั้นความดี เครื่องกั้นฌานหรือสมาธิ มี ๕ อย่าง

  1. ๑. กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
  2. ๒. พยาบาท ความผูกโกรธ
  3. ๓. ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน
  4. ๔. อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและความรำคาญใจ
  5. ๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

ฌานหรือสมาธิ

มี ๓ ระดับ

  1. ๑. ขณิกสมาธิ สมาธิเล็กน้อย
  2. ๒. อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้ถึงฌาน มีองค์ ๔ คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข
  3. ๓. อัปปนาสมาธิ สมาธิถึงฌาน มี ๔ ระดับ
    1. ๓.๑ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตารมณ์
    2. ๓.๒ ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์
    3. ๓.๓ ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุขและเอกัคคตารมณ์
    4. ๓.๔ จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ เอกัคคตารมณ์และอุเบกขา

อารมณ์หรือองค์ของฌาน

  1. ๑. วิตก การตรึก นึกถึงสิ่งที่กำลังภาวนา
  2. ๒. วิจาร การตรองสิ่งที่กำลังทำว่าถูกต้องหรือไม่
  3. ๓. ปีติ ความอิ่มเอิบใจ มีอาการคือ ขนพองสยองเกล้า, น้ำตาไหล, ร่างกายโยกโคลง, ตัวลอยขึ้นจากพื้น, ร่างกายซาบซ่านใหญ่โต
  4. ๔. สุข เป็นความสุขละเอียด
  5. ๕. เอกัคคตารมณ์ อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวไม่คลาดเคลื่อน
  6. ๖. อุเบกขา ความวางเฉย

อรูปฌาน ๔

การเพ่งสิ่งไม่มีรูปเป็นอารมณ์ มี ๔ คือ

  1. ๑. อากาสานัญจายตนะ การเพ่งว่าอากาศไม่มีสิ้นสุด คือละทิ้งการกำหนดหมายในรูปธรรมทั้งปวง กำหนดว่าทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่ากลายเป็นอากาศธาตุ ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต แล้วเพ่งจนจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นี้
  2. ๒. วิญญาณัญจายตนะ การเลิกสนใจอากาสานัญจายตนะ หันมาสนใจเพ่งตัววิญญาณที่ไปรับรู้อารมณ์ว่างเปล่าของอากาสานัญจายตนะแทน
  3. ๓. อากิญจัญญายตนะ การเลิกสนใจวิญญาณตัวรับรู้ในอากาศ หันมากำหนดว่าไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วเพ่งจนจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นี้
  4. ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ การเลิกสนใจที่จะเพ่งว่าไม่มีอะไรของอากิญจัญญายตนะ ซึ่งถือว่าเป็นการปล่อยวางสัญญา (คือตัวกำหนดหมาย) ว่าไม่มีอะไรเสีย แต่ว่าเนื่องจากยังพอใจพึงใจในการเสพเสวยรส (เวทนา) ของการวางสัญญา ทำให้สัญญายังไม่ขาดหายไปเสียเลยทีเดียว จึงกลายเป็นสมาธิที่จะมีสัญญาก็ไม่ใช่ จะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

สังโยชน์ ๑๐

กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. สักกายทิฏฐิ มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา
  2. ๒. วิจิกิจฉา สงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
  3. ๓. สีลัพพตปรามาส การถือศีลไม่จริงจัง หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น
  4. ๔. กามราคะ ความยินดีในกามคุณ
  5. ๕. ปฏิฆะ ความขุ่นใจ
  6. ๖. รูปราคะ ความพอใจในวัตถุหรือรูปฌาน
  7. ๗. อรูปราคะ ความพอใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
  8. ๘. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
  9. ๙. มานะ ความถือตัวถือตน
  10. ๑๐. อวิชชา ความโง่ ความไม่รู้
  11. ถ้าละได้ ๓ ข้อ (๑.-๓.) เป็นพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามีตามความละเอียดของจิตที่ละได้ ถ้าละได้ ๕ ข้อ เป็นพระอนาคามี ถ้าละได้หมดทุกข้อ เป็นพระอรหันต์


พระอริยเจ้า

ผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา มี ๔ ขั้น

  1. ๑. พระโสดาบัน มี ๓ ขั้น
    1. ๑.๑ สัตตักขัตตุง เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๗ ชาติ
    2. ๑.๒ โกลังโกละ เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๓ ชาติ
    3. ๑.๓ เอกพิชี เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๑ ชาติ
  2. ๒. พระสกิทาคามี เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๑ ชาติ
  3. ๓. พระอนาคามี ไม่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว
  4. ๔. พระอรหันต์ นิพพานเลย

บารมี ๑๐

กำลังใจที่ต้องทำให้เต็ม ไม่พร่อง มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. ทาน การให้โดยไม่หวังผล
  2. ๒. ศีล การรักษาศีลให้เป็นปกติ
  3. ๓. เนกขัมมะ การถือบวช
  4. ๔. ปัญญา ความรู้
  5. ๕. วิริยะ ความเพียร
  6. ๖. ขันติ ความอดทนอดกลั้น
  7. ๗. สัจจะ ความตั้งใจจริง เอาจริง จริงใจ
  8. ๘. อธิษฐาน ความตั้งใจมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง
  9. ๙. เมตตา ความรักด้วยความปราณี
  10. ๑๐. อุเบกขา ความวางเฉย

พรหมวิหาร ๔

ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพรหม มี ๔ ข้อ

  1. ๑. เมตตา คือความรักด้วยความปรารถนาดี
  2. ๒. กรุณา คือความสงสารปราณีต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
  3. ๓. มุทิตา คือความมีจิตชื่นบาน,พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
  4. ๔. อุเบกขา คือ อารมณ์เป็นกลาง วางเฉย

อนุสสติ ๑๐

การระลึกถึงสิ่งที่เป็นคุณ มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
  2. ๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
  3. ๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
  4. ๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณของศีลเป็นอารมณ์
  5. ๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงคุณหรือผลของทานเป็นอารมณ์
  6. ๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
  7. ๗.มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
  8. ๘. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณหรือความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์
  9. ๙. กายคตานุสสติ ระลึกถึงความสกปรกของร่างกายเป็นอารมณ์
  10. ๑๐. อานาปานุสสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก

มรรค

ทางไปสู่ความพ้นทุกข์ มีองค์ ๘ คือ

  1. ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นในอริยสัจ ๔ ได้แก่เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค
  2. ๒. สัมมาสังกับโป ความดำริชอบ คือดำริในการออกจากกาม ดำริในการไม่พยาบาท ดำริในการไม่เบียดเบียน
  3. ๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกกัน ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  4. ๔. สัมมากัมมันโต การงานชอบ คือการงานที่ไม่ฆ่าสัตว์ การงานที่ไม่ลักขโมย การงานที่ไม่ประพฤติผิดในกาม
  5. ๕. สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ คือการเลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่หลอกลวงเค้าเลี้ยงชีวิต
  6. ๖. สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ คือเพียรในการละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรในการระวังไม่ให้บาปที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น, เพียรในการยังกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขี้น, เพียรในการรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้ดับไป
  7. ๗. สัมมาสติ คือการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
  8. ๘. สัมมาสมาธิ คือการเจริญสมาธิในฌานทั้ง ๔

สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ย่อลงมาเป็นศีล
สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อลงมาเป็นสมาธิ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ย่อลงมาเป็นปัญญา

ดังนั้น มรรคทั้ง ๘ องค์ ย่อลงมาได้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

บางทีท่านย่อมรรคทั้ง ๘ องค์ เป็น ทาน ศีล ภาวนา โดยภาวนาก็คือ สมาธิ+ปัญญา ส่วนทานเป็นองค์ประกอบที่จะช่วยให้ศีลและภาวนาผ่องใส


มหาสติปัฏฐาน ๔

ทางเอกที่จะนำไปสู่มรรคผล มี ๔ ฐาน

  1. ๑. กายานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณากายในกาย ดูร่างกาย คือ ดูลมหายใจ, ดูอริยาบถ, ดูร่างกายเป็นปฏิกูล, ดูร่างกายเป็นธาตุ ๔, ดูร่างกายเป็นซากศพ
  2. ๒. เวทนานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาเวทนาในเวทนา ดูการเสวยอารมณ์ คือ ให้รู้ว่ากำลังมีสุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์, สมหวัง, ผิดหวัง ,เฉยๆ, ดูว่าอารมณ์มีอามิสอยู่หรือไม่
  3. ๓. จิตตานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาจิตในจิต ดูจิต คือ รู้ว่าจิตมีราคะ, ไม่มีราคะ, รู้ว่าจิตมีโทสะ, ไม่มีโทสะ, รู้ว่าจิตมีโมหะ(หลง), ไม่มีโมหะ, รู้ว่าจิตหดหู่, รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน, รู้ว่าจิตมีอารมณ์ใหญ่(ในทางอยาก), ไม่มีอารมณ์ใหญ่, รู้ว่าจิตมีอารมณ์เยี่ยมกว่า(ในทางธรรม), ไม่มีอารมณ์เยี่ยมกว่า, รู้ว่าจิตตั้งมั่น, จิตไม่ตั้งมั่น, รู้ว่าจิตหลุดพ้น, ไม่หลุดพ้น
  4. ๔. ธรรมานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาธรรมในธรรม ดูการเกิดดับคือ ดูนิวรณ์ ๕, ดูขันธ์ ๕, ดูการกระทบกันของอายตนะภายใน (ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส,ธัมมารมณ์), ระลึกถึงโพชฌงค์ ๗ (สติ-ความระลึกได้, ธรรมวิจยะ-การวินิจฉัยธรรม, วิริยะ-ความเพียร, ปีติ-ความอิ่มใจ, ปัสสัทธิ-ความสงบ, สมาธิ-จิตตั้งมั่น, อุเบกขา-ความวางเฉย), พิจารณาอริยสัจ ๔ (ทุกขสัจ, สมุทัยสัจ=ตัณหา, นิโรธสัจ, มรรคสัจ=ศีล สมาธิ ปัญญา)

มงคล ๓๘

คือสิ่งที่นำมงคลความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้ปฏิบัติมี ๓๘ ข้อดังนี้

  1. ๑. ไม่คบคนชั่ว
  2. ๒. คบคนดี
  3. ๓. บูชาสิ่งหรือคนที่ควรบูชา
  4. ๔. อยู่ในสถานที่อันสมควร
  5. ๕. การได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อน
  6. ๖. การตั้งตนไว้ชอบ
  7. ๗. การได้สดับตรับฟังมาก
  8. ๘. การมีศิลปะ
  9. ๙. การศึกษาวินัยและกฎระเบียบแล้วนำมาปฏิบัติ
  10. ๑๐. การกล่าววาจาสุภาษิต
  11. ๑๑. การอุปัฏฐากมารดาบิดา
  12. ๑๒. การสงเคราะห์บุตร
  13. ๑๓. การสงเคราะห์ภรรยา
  14. ๑๔. การกระทำการงานไม่คั่งค้าง
  15. ๑๕. การให้ทาน
  16. ๑๖. การประพฤติธรรม
  17. ๑๗. การสงเคราะห์ญาติ
  18. ๑๘. การกระทำการงานไม่มีโทษ
  19. ๑๙. การเว้นจากการทำบาป
  20. ๒๐. การไม่ดื่มสุราเมรัย
  21. ๒๑. การไม่ประมาทในธรรม
  22. ๒๒. การมีสัมมาคารวะ
  23. ๒๓. การไม่เย่อหยิ่งจองหอง
  24. ๒๔. ความสันโดษยินดีในสิ่งที่มีอยู่
  25. ๒๕. ความมีกตัญญู
  26. ๒๖. การได้ฟังธรรมตามกาล
  27. ๒๗. ความอดทน
  28. ๒๘. การว่าง่ายสอนง่าย
  29. ๒๙. การได้เห็นสมณะ
  30. ๓๐. การได้สนทนาธรรมตามกาล
  31. ๓๑. การแผดเผากิเลส
  32. ๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์
  33. ๓๓. การได้เห็นอริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
  34. ๓๔. การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
  35. ๓๕. จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๘ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
  36. ๓๖. จิตไม่เศร้าโศก
  37. ๓๗. จิตปราศจากธุลี คือ กิเลส
  38. ๓๘. จิตเกษม

อริยทรัพย์

คือทรัพย์ภายใน ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์ของพระอริยเจ้า มี ๗ ข้อคือ

  1. ๑. ศรัทธา ทรัพย์คือศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
  2. ๒. ศีล ทรัพย์คือศีล การสำรวมกายและวาจาให้เรียบร้อยไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น พร้อมทั้งตัวเอง
  3. ๓. หิริ ทรัพย์คือความละอายต่อบาป
  4. ๔.โอตตัปปะ ทรัพย์คือความเกรงกลัวต่อบาป
  5. ๕. พาหุสัจจะ ทรัพย์คือการได้ยินได้ฟังได้ศึกษาธรรมมามาก
  6. ๖. จาคะ ทรัพย์คือการสละ การให้
  7. ๗. ปัญญา ทรัพย์คือการมีปัญญารู้เท่าทันความจริงของสังขารทั้งปวง

ธรรมอันทำให้งาม ๒

  1. ๑. ขันติ ความอดทน
  2. ๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม คือเก็บอารมณ์ไว้ภายใน ไม่แสดงอาการหุนหันพลันแล่นมุทะลุออกมา

ปฏิจจสมุปบาท

ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น

สายเกิดคือ
  1. อวิชชา ความไม่รู้ เป็นปัจจัยแก่ สังขาร คือการปรุงแต่งของจิต
  2. สังขาร เป็นปัจจัยแก่ วิญญาณ คือการรับรู้รับทราบอารมณ์
  3. วิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ นามรูป คือ การรวมตัวเข้ากันเป็นขันธ์ทั้ง ๕ นั่นคือ รูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
  4. นามรูป เป็นปัจจัยแก่ สฬายตนะ คือ อายตนะทั้ง ๑๒ เป็นที่รับรู้อารมณ์ได้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์
  5. สฬายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ คือ การกระทบของอารมณ์ คือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับรู้ธัมมารมณ์
  6. ผัสสะ เป็นปัจจัยแก่ เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ข้างต้น คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ อุเบกขา(วางเฉย) ตามทวารทั้ง ๖ ข้างต้น เมื่อได้กระทบอารมณ์
  7. เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา คือ ความสุข ทุกข์ อุเบกขา ทำให้เกิดความอยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป
  8. ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน คือ ความยึดมั่น
  9. อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ คือ ภาวะความเป็นอยู่ของสัตว์ที่ต้องมาเสวยกรรมที่ตนสร้างมา
  10. ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ คือ ความเกิด
  11. ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และทุกข์อื่นๆอีกทั้งหลาย
ปฏิจจสมุปบาทสายดับคือ
เมื่อดับอวิชชาได้ ->
สังขารก็ดับ ->
วิญญาณดับ ->
นามรูปดับ ->
สฬายตนะดับ ->
ผัสสะดับ ->
เวทนาดับ ->
ตัณหาดับ ->
อุปาทานดับ ->
ภพดับ ->
ชาติดับ ->
ทุกข์ทั้งหลายดับ

ไตรวัฏ

การวน ๓ คือ

กิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุให้เกิดกรรม คือการกระทำอันถึงพร้อมด้วยเจตนา ก่อให้เกิดวิบาก คือผลของกรรม เมื่อรับวิบากแล้วก็เกิดกิเลส แล้วสร้างกรรม เกิดวิบาก เกิดกิเลส วนกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น เรียกว่า ไตรวัฏ


ภพ ๓

ที่อยู่ของหมู่สัตว์ ๓ ชั้น

  1. ๑. กามภพ คือภพของผู้ยังเสพกาม ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖
  2. ๒. รูปภพ คือภพของผู้ที่พ้นจากกาม แต่อยู่ในขอบเขตของ รูปฌาน (ฌานที่มีรูปเป็นอารมณ์) ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้น
  3. ๓. อรูปภพ คือภพของผู้ที่พ้นจากกามและรูปฌาน แต่อยู่ในขอบเขตของ อรูปฌาน (ฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์) ได้แก่ อรูปพรหม ๔ ชั้น
  • ภพ ๓๑ หมายถึง อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ พรหม ๒๐
  • พรหม ๒๐ หมายถึง รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔
  • อบายภูมิ ๔ หมายถึง ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ไม่เจริญ ผู้ลำบากเดือดร้อน ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน
  • สวรรค์ ๖ หมายถึง ภูมิของผู้มีบุญคือเทวดาซึ่งยังเกี่ยวข้องกับกามชนิดที่ละเอียดกว่ากามของมนุษย์ ได้แก่
    1. ๑. จาตุมหาราชิกา
    2. ๒. ดาวดึงส์
    3. ๓. ยามา
    4. ๔. ดุสิต
    5. ๕. นิมมานรดี
    6. ๖. ปรนิมมิตวสวดี
  • รูปพรหม ๑๖ หมายถึง ภูมิของพรหม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม แต่อยู่ในขอบเขตของรูปฌาน
  • เขตของปฐมฌาน มีภูมิ ๓ ชั้น
    ๑. พรหมปาริสัชชา ๒. พรหมปุโรหิตา ๓. มหาพรหมา
    เขตของทุติยฌาน มีภูมิ ๓ ชั้น
    ๔. ปริตาภา ๕. อัปปมาณาภา ๖. อาภัสสรา
    เขตของตติยฌาน มีภูมิ ๓ ชั้น
    ๗. ปริตสุภา ๘. อัปปมาณสุภา ๙. สุภกิณหกา
    เขตของจตุตถฌาน มีภูมิ ๒ ชั้น
    ๑๐. เวหัปผลา ๑๑. อสัญญสัตตา
    เขตของพรหมอนาคามี (สุทธาวาสภูมิ) มี ๕ ชั้น
    ๑๒. อวิหา ๑๓. อตัปปา ๑๔. สุทัสสา ๑๕. สุทัสสี ๑๖. อกนิฏฐา
  • อรูปพรหม ๔ หมายถึง ภูมิของพรหมที่อยู่ในเขตของอรูปฌาน ได้แก่
    1. ๑. อากาสานัญจายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน
    2. ๒. วิญญาณัญจายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน
    3. ๓. อากิญจัญญายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
    4. ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

ขันธ์ ๕

ร่างกายของมนุษย์ ประกอบไปด้วย

  1. ๑. รูป ร่างกายตัวเนื้อ
  2. ๒. เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์
  3. ๓. สัญญา ความจำ
  4. ๔. สังขาร ความคิดดี คิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว
  5. ๕. วิญญาณ ความรู้สึกของร่างกาย (ระบบประสาท)

รูป

คำว่ารูป ในภาษาธรรมะมีความหมายได้ ๓ นัย

  • รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป ก็คือสิ่งที่มองได้ด้วยตา นั่นคือ รูปารมณ์ อารมณ์คือรูปอันจะรับสัมผัสได้ด้วยตา
  • รูปขันธ์ หมายถึงขันธ์ คือ ร่างกาย
  • รูปธรรม คือ สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนนามธรรมคือสิ่งที่ต้องสัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น
  • ฉะนั้น เมื่อเห็นคำว่ารูปในหนังสือธรรมะ พึงเทียบเคียงว่าเป็นความหมายอันใดแน่


เวทนา ๓

  1. ๑. สุขเวทนา เวทนาคือความสุข
  2. ๒. ทุกขเวทนา เวทนาคือความทุกข์
  3. ๓. อุเบกขาเวทนา เวทนาคือความไม่สุขไม่ทุกข์ คือเฉยๆ

เวทนา ๓ เมื่อแจงให้ละเอียดซอยลงไปอีก ได้เป็น เวทนา ๕ คือ

  1. ๑. สุขเวทนา คือ ความสุขกาย
  2. ๒. โสมนัสเวทนา คือ ความสุขใจ
  3. ๓. ทุกขเวทนา คือ ความทุกข์กาย
  4. ๔. โทมนัสเวทนา คือ ความทุกข์ใจ
  5. ๕. อุเบกขาเวทนา คือ ความไม่สุขไม่ทุกข์ คือเฉยๆ

เวทนา ๖

เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกขา ที่แยกเกิดตามทวารทั้ง ๖ คือ

  1. ๑. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางตาเห็นรูป เรียกว่า จักษุสัมผัสสชาเวทนา
  2. ๒. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางหูได้ยินเสียง เรียกว่า โสตสัมผัสสชาเวทนา
  3. ๓. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางจมูกได้กลิ่น เรียกว่า ฆานสัมผัสสชาเวทนา
  4. ๔. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางลิ้นรับรส เรียกว่า ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
  5. ๕. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางกายถูกโผฏฐัพพะ เรียกว่า กายสัมผัสสชาเวทนา
  6. ๖. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางใจรับธัมมารมณ์ เรียกว่า มโนสัมผัสสชาเวทนา

สังขาร

คำว่าสังขารในภาษาธรรมะ มีความหมายได้หลายนัย
โดยรากศัพท์เดิมแปลว่า การประกอบปรุงแต่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เรียกได้หลายนัย เช่น

  • หมายถึงร่างกายก็ได้ คือเป็นการปรุงแต่งของรูปธรรม ดิน น้ำ ไฟ ลม ออกมาเป็นร่างกายสังขาร
  • หมายถึงการปรุงแต่งของจิตก็ได้ เช่น สังขารขันธ์ หนึ่งในขันธ์ ๕ หมายถึงการปรุงแต่งของจิต สังขารในปฏิจจสมุปบาท ก็หมายถึงการปรุงแต่งของจิต
  • หมายถึงสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง ทั้งรูปธรรม นามธรรม ก็ได้ เช่นคำว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง หมายถึงทั้งรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เที่ยง ซึ่งยกเว้นนิพพาน เพราะนิพพานไม่ใช่เป็นสังขาร

เนื่องจากคำว่าสังขารมีความหมายได้หลายนัยข้างต้น ฉะนั้น เมื่อเราเห็นคำว่าสังขารในหนังสือธรรมะ พึงเทียบเคียงว่าเป็นความหมายอันใดแน่


วิญญาณ ๖

  1. ๑. การรับรู้อารมณ์ทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ
  2. ๒. การรับรู้อารมณ์ทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ
  3. ๓. การรับรู้อารมณ์ทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ
  4. ๔. การรับรู้อารมณ์ทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
  5. ๕. การรับรู้อารมณ์ทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ
  6. ๖. การรับรู้อารมณ์ทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

กิเลส ๓

  1. ๑. ราคะ ความรัก หรือ โลภะ ความโลภ (ในภาษาธรรมะ ความรักกับความโลภ คือตัวเดียวกัน)
  2. ๒. โทสะ ความโกรธ
  3. ๓. โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง

ตัณหา

ความอยาก มี ๓ อย่าง

  1. ๑. กามตัณหา ความอยากให้มา
  2. ๒. ภวตัณหา ความอยากให้อยู่
  3. ๓. วิภวตัณหา ความอยากให้ไป

ไตรลักษณ์

ลักษณะ ๓ ของสรรพสิ่ง คือ สิ่งทั้งหลายย่อมมี ๓ ลักษณะคือ

  1. ๑. อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
  2. ๒. ทุกขัง ทนได้ยาก ทนได้ลำบาก เดือดร้อน
  3. ๓. อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ฝืนความปราถนา ว่าไม่ฟัง

อุปาทานขันธ์ ๕

  1. ๑. รูปูปาทาน แปลว่า อุปาทานในรูป คือความยึดมั่นในรูปขันธ์
  2. ๒. เวทนูปาทาน แปลว่า อุปาทานในเวทนาขันธ์
  3. ๓. สัญญูปาทาน แปลว่า อุปาทานในสัญญาขันธ์
  4. ๔. สังขารูปาทาน แปลว่า อุปาทานในสังขารขันธ์
  5. ๕. วิญญาณูปาทาน แปลว่า อุปาทานในวิญญาณขันธ์

อายตนะ

ตัวกระทบซึ่งอารมณ์ มี ๖ คู่ คือ

อายตนะภายใน ๖อายตนะภายนอก ๖
ตารูป
หูเสียง
จมูกกลิ่น
ลิ้นรส
กายโผฏฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ด้วยกาย)
ใจธัมมารมณ์ (สิ่งที่รับรู้ด้วยใจ)