อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๑)

  • คนที่จะละกิเลสได้ ต้องฉลาดในกิเลสของตัวเองก่อน ต้องรู้ตัว มีสติรู้ขณะกิเลสเกิด กิเลสดับ เมื่อเราหยั่งรู้ดูกิเลสไปเรื่อยๆ ต่อไปเราจะชาญฉลาดในธรรมชาติของกิเลสเหล่านั้น แล้วเราจะควบคุมมันได้ จนกระทั่งถอนรากถอนโคนมันได้ในที่สุด ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อแก่กล้าชำนาญเข้า จะต้องเอากิเลสของตัวเองมาเป็นครู กิเลสของเราเองนั่นแหละ จะมาสอนเราว่ามันมีโทษเพียงใด แค่ไหน อย่างไร มันมีต้นเหตุเกิดจากอะไร และจะละมันด้วยวิธีใด ฉลาดในเรื่องอะไรก็ไม่ดีเท่าฉลาดในเรื่องกิเลสตัวเอง
  • ความแตกฉานในปฏิสัมภิทาก็คือ ความแตกฉานในกิเลสของตนเองนั่นแหละ
  • การบรรลุความหลุดพ้น ไม่ใช่บรรลุที่ไหน แต่บรรลุที่กายตน จิตตน เป็นกายเดียว จิตเดียว กลับคืนสู่ตัวเองนั่นเอง
  • คนเราไม่สามารถยิ่งใหญ่ได้ด้วยตนเอง แต่ยิ่งใหญ่ได้เพราะมีประโยชน์ต่อผู้อื่น
  • การศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างปรัชญาสัก ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไร สู้การฝึกฝนปฏิบัติใน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สักขณะจิตเดียวก็ไม่ได้ การจะฝึกอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ต้องมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ละความยินดียินร้ายในโลกออกเสีย โดยการธำรงจิตอยู่ด้วยสติและอุเบกขา ในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ทุกขณะจิต ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • เมื่อบรรลุกายเดียวจิตเดียว กิเลสทั้งหลายก็หมดไป เหลือเพียงสังขารขันธ์ คือการปรุงแต่ง การกำหนดหยั่งรู้ พึงดูว่า สังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น เป็นสังขารขันธ์ที่มีอุปาทาน หรือสังขารขันธ์ (การปรุงแต่ง) ที่ไร้อุปาทาน ซึ่งถ้าเป็นสังขารขันธ์ที่ไร้อุปาทาน ก็จะสักแต่ว่าปรุงแต่ง ไม่เป็นกิเลส การสิ้นสุดแห่งการมีกิเลสคือสิ้นสุดอุปาทาน ไม่ใช่สิ้นสุดการปรุงแต่ง การปรุงแต่งของพระอรหันต์ก็ยังคงมีอยู่ แต่ปรุงแต่งอย่างไร้อุปาทาน
  • เมื่อบรรลุกายเดียวจิตเดียวนั้น มีทุกข์ก็เหมือนไม่มีทุกข์ มีกิเลสก็เหมือนไม่มีกิเลส
  • ผู้ที่จะทำงานใหญ่ได้ ต้องมีใจใหญ่กว่าคนธรรมดา ต้องหนักแน่นมากกว่าคนธรรมดา ต้องเสียสละมากกว่าคนธรรมดา ต้องให้อภัยมากกว่าคนธรรมดา ต้องเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าคนธรรมดา และต้องควบคุมตนเองมากกว่าคนธรรมดา
  • ภาษามนุษย์นี้ต้องรู้จักจับ ต้องรู้จักวาง ให้จับมาใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น เมื่อใช้เสร็จต้องรีบวางทันที เพราะมีโทษมากที่จะเข้าไปยึดมั่นยินดียินร้ายในภาษามนุษย์
  • การละอุปาทานในขันธ์ ๕ นั้นก็คือว่า เมื่อมีการกระทบอารมณ์เกิดขึ้น สติจะเป็นตัวมาจัดการให้วางแทนที่จะยึด แค่นี้เท่านั้นไม่มีอะไรพิศดาร แค่ว่า "สติมาจัดการให้วางแทนที่จะยึด"
  • เมื่อทิ้งได้แล้วเสียดายทำไม
  • สิ่งที่มายั่ว มากวนจิตใจให้ขุ่น ก็จำเป็นจะต้องมีอยู่นั่นแหละ แต่เราจะต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งข้ามพ้นให้ได้
  • ผู้ที่จะทำงานใหญ่ได้ จะต้องเป็นผู้มีวินัยในตัวเองอย่างสูง
  • ความผิดพลาดก็ยังคงช่วยให้เราฉลาดขึ้นเสมอ
  • โอกาสที่น่าภาคภูมิใจมากๆ ก็คือโอกาสที่ได้กลับมาประเมินตนเพื่อความเจียมเนื้อเจียมตัว
  • ความผิดพลาดคือการเรียนรู้ เรียนรู้เพื่อจะไม่พลาดอีกในอนาคต
  • การล่วงรู้เหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่ต้องปรุงแต่งเพื่อความยึดมั่นนั้น คือการบรรลุธรรม
  • จิตในขณะจิตเดียวในขณะจิตหนึ่ง นั่นคือธรรมะ
  • ถ้าไม่สามารถวางอุเบกขาต่อสรรพสัตว์ได้ ก็ไม่สามารถทำงานใหญ่ได้
  • ถ้าวางอุเบกขาต่อเวทนาของผู้อื่นไม่ได้ จะสามารถวางอุเบกขาต่อเวทนาของตนเองได้อย่างไร