ธรรมภาษิต ตอน "อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
ก.ค. ๒๕๔๑

อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๑)

  • คนที่จะละกิเลสได้ ต้องฉลาดในกิเลสของตัวเองก่อน ต้องรู้ตัว มีสติรู้ขณะกิเลสเกิด กิเลสดับ เมื่อเราหยั่งรู้ดูกิเลสไปเรื่อยๆ ต่อไปเราจะชาญฉลาดในธรรมชาติของกิเลสเหล่านั้น แล้วเราจะควบคุมมันได้ จนกระทั่งถอนรากถอนโคนมันได้ในที่สุด ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อแก่กล้าชำนาญเข้า จะต้องเอากิเลสของตัวเองมาเป็นครู กิเลสของเราเองนั่นแหละ จะมาสอนเราว่ามันมีโทษเพียงใด แค่ไหน อย่างไร มันมีต้นเหตุเกิดจากอะไร และจะละมันด้วยวิธีใด ฉลาดในเรื่องอะไรก็ไม่ดีเท่าฉลาดในเรื่องกิเลสตัวเอง
  • ความแตกฉานในปฏิสัมภิทาก็คือ ความแตกฉานในกิเลสของตนเองนั่นแหละ
  • การบรรลุความหลุดพ้น ไม่ใช่บรรลุที่ไหน แต่บรรลุที่กายตน จิตตน เป็นกายเดียว จิตเดียว กลับคืนสู่ตัวเองนั่นเอง
  • คนเราไม่สามารถยิ่งใหญ่ได้ด้วยตนเอง แต่ยิ่งใหญ่ได้เพราะมีประโยชน์ต่อผู้อื่น
  • การศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างปรัชญาสัก ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็ไม่มีประโยชน์อะไร สู้การฝึกฝนปฏิบัติใน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สักขณะจิตเดียวก็ไม่ได้ การจะฝึกอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ต้องมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ละความยินดียินร้ายในโลกออกเสีย โดยการธำรงจิตอยู่ด้วยสติและอุเบกขา ในทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ทุกขณะจิต ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • เมื่อบรรลุกายเดียวจิตเดียว กิเลสทั้งหลายก็หมดไป เหลือเพียงสังขารขันธ์ คือการปรุงแต่ง การกำหนดหยั่งรู้ พึงดูว่า สังขารขันธ์ที่เกิดขึ้น เป็นสังขารขันธ์ที่มีอุปาทาน หรือสังขารขันธ์ (การปรุงแต่ง) ที่ไร้อุปาทาน ซึ่งถ้าเป็นสังขารขันธ์ที่ไร้อุปาทาน ก็จะสักแต่ว่าปรุงแต่ง ไม่เป็นกิเลส การสิ้นสุดแห่งการมีกิเลสคือสิ้นสุดอุปาทาน ไม่ใช่สิ้นสุดการปรุงแต่ง การปรุงแต่งของพระอรหันต์ก็ยังคงมีอยู่ แต่ปรุงแต่งอย่างไร้อุปาทาน
  • เมื่อบรรลุกายเดียวจิตเดียวนั้น มีทุกข์ก็เหมือนไม่มีทุกข์ มีกิเลสก็เหมือนไม่มีกิเลส
  • ผู้ที่จะทำงานใหญ่ได้ ต้องมีใจใหญ่กว่าคนธรรมดา ต้องหนักแน่นมากกว่าคนธรรมดา ต้องเสียสละมากกว่าคนธรรมดา ต้องให้อภัยมากกว่าคนธรรมดา ต้องเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าคนธรรมดา และต้องควบคุมตนเองมากกว่าคนธรรมดา
  • ภาษามนุษย์นี้ต้องรู้จักจับ ต้องรู้จักวาง ให้จับมาใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น เมื่อใช้เสร็จต้องรีบวางทันที เพราะมีโทษมากที่จะเข้าไปยึดมั่นยินดียินร้ายในภาษามนุษย์
  • การละอุปาทานในขันธ์ ๕ นั้นก็คือว่า เมื่อมีการกระทบอารมณ์เกิดขึ้น สติจะเป็นตัวมาจัดการให้วางแทนที่จะยึด แค่นี้เท่านั้นไม่มีอะไรพิศดาร แค่ว่า "สติมาจัดการให้วางแทนที่จะยึด"
  • เมื่อทิ้งได้แล้วเสียดายทำไม
  • สิ่งที่มายั่ว มากวนจิตใจให้ขุ่น ก็จำเป็นจะต้องมีอยู่นั่นแหละ แต่เราจะต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งข้ามพ้นให้ได้
  • ผู้ที่จะทำงานใหญ่ได้ จะต้องเป็นผู้มีวินัยในตัวเองอย่างสูง
  • ความผิดพลาดก็ยังคงช่วยให้เราฉลาดขึ้นเสมอ
  • โอกาสที่น่าภาคภูมิใจมากๆ ก็คือโอกาสที่ได้กลับมาประเมินตนเพื่อความเจียมเนื้อเจียมตัว
  • ความผิดพลาดคือการเรียนรู้ เรียนรู้เพื่อจะไม่พลาดอีกในอนาคต
  • การล่วงรู้เหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่ต้องปรุงแต่งเพื่อความยึดมั่นนั้น คือการบรรลุธรรม
  • จิตในขณะจิตเดียวในขณะจิตหนึ่ง นั่นคือธรรมะ
  • ถ้าไม่สามารถวางอุเบกขาต่อสรรพสัตว์ได้ ก็ไม่สามารถทำงานใหญ่ได้
  • ถ้าวางอุเบกขาต่อเวทนาของผู้อื่นไม่ได้ จะสามารถวางอุเบกขาต่อเวทนาของตนเองได้อย่างไร

อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๒)

  • ได้รู้ว่าตัวเองกิเลสยังหนา มันก็น่าปลื้มใจพอๆ กับได้รู้ว่าตัวเองหมดกิเลสนั่นแหละ
  • ถ้าเราแบกเรื่องดีๆไว้ ก็ต้องมีเรื่องเลวมาหนักหัวจนได้ ถ้าเราแบกเรื่องสูงส่งไว้ ก็ต้องมีเรื่องต่ำต้อยมาหนักหัวเช่นกัน
  • จะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เรานี้พลาดได้
  • การเข้าครอบครองอะไรถ้าหากไม่เข้าครอบครองด้วยธรรม ก็จะสูญเสียไปภายหลังที่สุด
  • จงเป็นหัวอนุรักษ์นิยมที่ไม่งมงาย และจงเป็นหัวก้าวหน้าที่ไม่อวดดี
  • ความบริสุทธิ์หาไม่ได้ในมนุษย์หรอก เพราะความบริสุทธิ์อยู่ที่การพ้นจากความเป็นมนุษย์
  • อารมณ์ทั้งหลาย ไม่ว่าเราจะให้คุณค่ามันมากมายเพียงใด หรือให้คุณค่ามันน้อยเพียงใด มันก็มีอายุแค่ขณะจิตเดียวเท่ากัน
  • จงจัดแจงหน้าที่ของตนเองให้ดีเถิด แล้วผู้อื่นก็จะจัดแจงหน้าที่ของเค้าที่ควรมีต่อเราอย่างดีไปเอง หน้าที่ของเราคือการตั้งจิตอยู่ในปัจจุบันอารมณ์อย่างแน่นหนาแข็งแรง
  • จิต, การปรุงแต่งของเรานั้นเป็นมายา ฉะนั้น กายกรรม วจีกรรม พร้อมวิบากอันเป็นผล จึงเป็นมายาทั้งหมด
  • ถ้าเราหนักในการถนอมกายนัก จะไม่พ้นทุกข์ไปได้
  • ถ้าอยากเป็นเจ้าอาวาสเพื่อจะเป็นเจ้านายพระ ก็อย่าไปเป็นเลย ถ้าอยากเป็นเจ้าอาวาสเพื่อจะรับใช้พระละก้อ ค่อยเป็น
  • หน้าที่ของเรา คือหน้าที่ในการวางอุเบกขาในทุกขณะจิต
  • ความดีคงทน
  • ถ้าเราจะยิ่งใหญ่ได้ จะต้องเป็นผู้ยอมรับความหลากหลายในทางความคิดของผู้อื่น
  • อย่าไปเสวยให้มากนัก (เวทนูปาทาน) อย่าไปกำหนดหมายให้มันมากนัก (สัญญูปาทาน) อย่าไปปรุงแต่งให้มันมากนัก (สังขารูปาทาน) อย่าไปรับรู้ให้มันมากนัก (วิญญาณูปาทาน)
  • จะไปแบกบุญบารมีเอาไว้ทำไม ไม่หนักแย่หรือ
  • ได้อะไรก็ไม่สู้ได้ปล่อยวาง
  • ถ้าเราอยากจะเป็นคนปกติธรรมดาในโลก ก็ต้องทำจิตยอมรับให้ได้ ว่าชีวิตคนเราต้องมีขึ้นมีลง มีได้ดีตกอับสลับกันไป ซึ่งถ้าเราคอยสร้างบุญบารมีไป บุญบารมีจะประคองให้เราดีขึ้นเรื่อยๆ เอง แต่ถ้าเมื่อไรเราคิดว่าชีวิตของเราต้องชะตาขึ้นอย่างเดียว ไม่มีตก ต้องรุ่งเรืองอย่างเดียวไม่มีตก นั่นแสดงว่าเราใกล้จะย้ายเข้าศรีธัญญาแล้ว
    จงมองความจริงให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง โลกนี้คือละคร เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ มีเพื่อหมด ตื่นเต้นเพื่อเศร้าสร้อย ลิงโลดเพื่อเหงาหงอย สมหวังเพื่อผิดหวัง เฟื่องฟูเพื่อตกดิ่ง โด่งดังเพื่ออับแสง
    อย่าไปจริงจังกับโลกให้มาก ทำมาหากินไป สร้างบารมีไปเถิด ไม่ช้าความตายก็จะมาคิดบัญชีกับทุกคนในโลก ไม่เว้นแม้แต่คนรวยที่สุดในโลก สิ่งทั้งหลายเป็นเพียงมายาภาพ อย่าหลงเป็นจริงเป็นจัง
  • สัตว์ทั้งปวงย่อมเป็นไปตามกรรม จงอย่าฝืนกรรมของสัตว์ รวมทั้งตนเองด้วย
  • ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทั้งรูปธรรม นามธรรม เป็นเพียงมายาภาพ เพราะมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
    เราจะเข้าไปจัดการอะไรตามเกม ตามเหตุปัจจัย ก็ต้องสอนตัวเองเอาไว้ ให้รู้ก่อน ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นมายา อย่าไปยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง
    คนทุกคนในโลกเจอความผิดหวังกันทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้าง คนโง่รอวันที่ตัวเองจะสมหวังทุกอย่าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ส่วนคนฉลาดพยายามทำตนให้เลิกหวัง ทำทุกสิ่งไปตามหน้าที่ แต่ไม่หวัง
    เพราะหวังจึงผิดหวัง รูปธรรมนามธรรมทั้งปวง หวังไม่ได้ เพราะมันเป็นอนัตตา ไม่เที่ยง ไม่แน่ จงหมั่นฝึกจิตแล้วชีวิตจะเป็นสุข พ้นทุกข์ทั้งปวง อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย

อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๓)

  • ความมีวินัยในตัวเอง และความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นที่พึ่งแก่คนในยามตกอับได้อย่างวิเศษที่สุด
  • ชีวิตต้องก้าวต่อไป
    ต้องก้าวไม่หยุด เพื่อความเจริญรุ่งเรือง
    จงจำเอาไว้ว่า ต้องไม่ประมาททุกเสี้ยววินาที เพราะว่าความพลาดพลั้ง และความผิดหวัง อาจมาเยือนได้เสมอ แต่เราต้องพยายามฝึกตัวเองให้เข้มแข็งต่อการพลาดพลั้ง
    พลาดพลั้งในวันนี้ ก็เพื่อจะเก็บบทเรียนและประสบการณ์
    ผู้ฉลาดนั้นมิใช่รอคอยวันที่ไม่พลาดพลั้ง แต่ฝึกฝนตัวเองให้ลุกขึ้นก้าวใหม่ได้ หลังจากพลาดพลั้ง โดยไม่ต้องเสียเวลาเลียแผล
    ต้องเชื่อว่าเราทำได้ แต่อย่าเชื่อว่าชัยชนะอยู่ในกำมือเรา

จบธรรมภาษิต ตอน "อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต"

บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ชัยภูมิแห่งหนึ่ง ท่ามกลางการโอบล้อมของขุนเขา อันเป็นจุดกำเนิดเริ่มต้น แห่งความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของชนชาติไทย ณ จังหวัดพิษณุโลก

ความดีและบุญกุศลของธรรมะชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณแก่จิตวิญญาณทุกดวงที่มีส่วนในการรักษาพระพุทธศาสนาไว้คู่ชาติไทย และที่มีส่วนในการรักษาชาติไทยไว้คู่พระพุทธศาสนา

ส่วนข้อบกพร่อง ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ

ขอให้พระพุทธศาสนาจงอยู่คู่ชาติไทย และขอให้ชาติไทยจงอยู่คู่พระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมกษัตริย์ผู้เป็นธรรมิกราช จงทรงมีพระชนมายุยืนยาว ขอพระรัตนตรัยจงโปรดเมตตาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดกาลนาน ขอให้ข้าพเจ้าแจ่มแจ้งในธรรมที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยเทอญ


๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑