ธรรมภาษิต ตอน "ตัณหาอยู่หนใด"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ. ๒๕๓๙

ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๑)

  • การละอุทธัจจะได้ ก็คือการละความหลงในมายาแห่งการปรุงแต่งของสังขารขันธ์ได้ คือการไม่ติดในอดีตและอนาคตและสามารถเห็นแจ้งในปัจจุบันอยู่
  • การละอวิชชาได้ คือการละอุปาทานในความมีอยู่ในปัจจุบันที่ปรากฏในความเห็นแจ้งของสติได้
  • การละมานะ คือการละรูปลักษณ์หรือการละเปลือก หรือการละกระดาษห่อของแห่งความมีอยู่ เป็นอยู่ ตั้งอยู่ ทรงอยู่ ที่ปรากฏแก่สติของพระโยคาวจรผู้เพียรเพ่งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์นั้น
  • โลกนี้ไม่น่าอยู่ เป็นเพียงที่สร้างบารมีเท่านั้น
  • ความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่นจะมีความน่าภาคภูมิใจอันใด ในเมื่อยังเอาตัวเองไม่รอด
  • เมื่อแผ่เมตตาไปจนกระทั่งเกิดความรู้แจ้งว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน ก็จะเจอตัวอุเบกขา
  • ความพยายามที่จะไปรู้เรื่องสิ่งอื่น คนอื่น คือความพยายามที่จะหนีตนเอง
  • วิ่งมาก็ช่างเหนื่อยนัก หยุดพักเสียที ตัณหานี้วิ่งตามเท่าไรก็ไม่รู้จักจบเลย ถ้าหากละตัณหาเสียได้ก็สบายอุรา ไม่ต้องวิ่งไปมาไล่คว้าเงา วิ่งไล่แต่เช้าจรดเย็นก็เห็นจะหมดแรงเสียเปล่า วิ่งตามสนองตัณหากับการไล่คว้าเงา ก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรกันเลย
  • เราเจ็บปวดเดือดร้อนก็เพราะว่ามีอวิชชา หลงใหลในความมีอยู่ เป็นอยู่ ตั้งอยู่ หลงใหลในความมีคน มีสัตว์ มีหญิง มีชาย พอมานะมาเสริมก็ช่วยเพิ่มเปลือกเพิ่มเรื่องให้มากขึ้นไปอีกด้วยความยึดความติด พออุทธัจจะมาผสมโรงก็ยิ่งตีกวนให้เรื่องวุ่นวาย แส่ไปเอาอดีต อนาคต มาร่วมวงไพบูลย์
  • สรุปแล้ว อุทธัจจะ มานะ อวิชชา ก็พาให้เราบ้า พาให้เราประสาท พาให้เราเจ็บปวดเดือดร้อนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง
  • ความรู้ ถ้าหากว่ามีมากมายแต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร กับไอ้ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
  • ชีวิตของเราจมปลักอยู่กับความโง่บอด มืดมน อนธกาลมาตลอด จนกระทั่งได้มาเจอกับพุทธธรรม
  • ปีติ ไม่สามารถช่วยเราดับทุกข์หรอก ต้องอุเบกขาจึงจะช่วยได้
  • ความจริงสัญลักษณ์ของเพศชาย เพศหญิง ก็เป็นของธรรมชาติธรรมดาที่ไม่หยาบคาย แต่เพราะมีตัณหาอุปาทานอันแรงกล้าเข้าไปผสมโรง เลยทำให้สิ่งเหล่านี้พลอยหยาบคายไป
  • สิ่งชั่วร้ายในโลกนี้ ก็มีอยู่ตรงที่ตัณหา อุปาทาน เท่านั้น นอกจากนี้ออกไปก็ไม่มีแล้ว
  • นิพพานไม่อาศัยเหตุปัจจัย แต่ว่าการบรรลุนิพพานต้องอาศัยเหตุปัจจัย มีการบรรลุโดยลำดับ เจริญขึ้นโดยลำดับ ผู้ใดพยายามเจริญมงคลทั้ง ๓๘ ข้อ นั่นย่อมเป็นเหตุปัจจัยให้ไปสู่การบรรลุนิพพานโดยแท้
  • การได้สิ่งมีค่าใดๆ ในโลก ก็ไม่ทรงคุณค่าเท่ากับการได้รู้แจ้งอริยสัจ
  • สภาวเหตุการณ์ทั้งหลายเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา เมื่อไม่มีตัณหา เรื่องก็จบ
  • การละตัณหา ก็คือ การอยู่ที่นี่ ไม่หนี ไม่สู้
  • การได้พบตัณหา ได้เห็นตัณหา ได้ทราบอาการปรากฏและอาการดับของตัณหา ก็ชื่อว่าได้เดินมาครึ่งทางแล้ว เมื่อใดที่ญาณปัญญาแหลมคมจนสามารถละตัณหาได้ ก็ถึงสุดทาง

ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๒)

  • วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือการป้องกัน
  • ผู้ที่จะประสบความยั่งยืนในชีวิตพรหมจรรย์ คือผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในความยินดีในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
  • อย่าไปหวังอะไรจากสิ่งใด ทุกสิ่งผ่านมาผ่านไป เกิดดับ เกิดดับ
  • สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งรูปธรรม นามธรรม ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย มิได้เป็นไปตามความทะยานอยากของใคร
    ฉะนั้น บุคคลผู้ฉลาด ผู้มีปัญญา เมื่อต้องการประสบความเจริญรุ่งเรืองในกรณีใดก็ตาม ย่อมจะพากเพียรพยายามที่จะสร้างเหตุปัจจัยให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องให้ความทะยานอยากมามีส่วน เรียกว่า สักแต่สร้างเหตุปัจจัยโดยไร้ตัณหา
    ฉะนั้น พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้จะสิ้นตัณหาก็ยังสามารถสร้างเหตุปัจจัยแห่งความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้
  • ผู้ที่มีความสามารถที่แท้จริงต้องสามารถควบคุมอารมณ์ของตนให้ปราศจากความเครียดและความวิตกกังวล
    ผู้ใดที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนให้ปราศจากความเครียดและความวิตกกังวล ต่อให้เขาสามารถควบคุมบัญชาคนอื่นได้ นับพัน นับหมื่นคน ก็ชื่อว่าเป็นผู้อ่อนแอไร้ความสามารถอยู่ตราบนั้น

  • พระอรหันต์ท่านย่อมไม่กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา เนื่องจากท่านปราศจากตัณหา
  • อยู่ให้เค้าชมเชยมากๆ ก็ฮึกเหิมเปล่าๆ โดนเค้าดูถูกเหยียดหยามนั่นดีแล้ว มันเจียมตัวดี
  • การกระทำกิจการต่างๆ อย่างไม่มีความหวังผล ช่วยให้ชีวิตปลอดโปร่งโล่งเบาเป็นที่ยิ่ง
  • จะกลับคืนสู่ที่ใดก็ไม่สู้กลับคืนสู่ตัวเอง
  • การไร้อุปาทานคือรู้สึกว่าสิ่งทั้งปวงเป็นมายา
  • ของดีจริง ไม่ต้องอวด ไม่ต้องโม้ ไม่ต้องโฆษณา
  • ระดับของความสิ้นไปแห่งตัณหาคือระดับความสูงขึ้นของจิต
  • สิ่งดีสิ่งชั่วของโลก ก็เป็นเพียงธรรมชาติธรรมดาอันสักแต่เพียงว่ารู้ สักแต่เพียงว่าสัมผัส ของผู้ไร้ตัณหา
  • อาการเข้าไปกอดรัดในสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ด้วยจิตที่ร่านทะยานอยาก ด้วยตัณหาอุปาทานคือการก่อกองไฟเผาตัวเอง
  • พระอรหันต์ท่านก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไปในทุกกรณี ยกเว้นแต่ว่าท่านไร้ตัณหา
  • สรรพทุกข์ทั้งหลาย ย่อมรุมกินโต๊ะอยู่บนหัวของผู้ประมาทในธรรมเป็นนิจ
  • ผู้ไม่ประมาทในธรรมคือผู้เห็นโทษอันยิ่งในบาป แม้มีปริมาณน้อย และเห็นคุณอันยิ่งในบุญ แม้มีปริมาณน้อย
  • ผู้ประมาทในธรรมคือผู้ไร้ค่า ในอันที่จะยังประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม
  • อยากให้มันจบเท่าไหร่มันก็ไม่จบ พอเลิกอยากให้มันจบ มันก็จบตรงนั้นเอง เพราะเรื่องราวทั้งมวลมันจบลงตรงที่หมดความอยาก
  • ถ้าไม่โง่เสียก่อน จะฉลาดได้อย่างไร ถ้าไม่หลงติดมาก่อน จะหลุดพ้นได้ที่ไหน

ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๓)

  • นิยายเรื่องนี้เริ่มต้นตอนไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่เพียงว่าจะจบอวสานในตอนที่ถอนตัณหาอวิชชาได้กระทั่งรากนั่นแหละ
  • สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นมายาตรงที่ว่ามันไม่เที่ยง
  • เบื่อความมีตัวตนเหลือเกิน
  • จิตที่ราบเรียบเป็นสุขกว่าจิตที่รื่นเริง
  • อย่าไปติดโลกตรงที่เปลือกของโลก เปลือกของโลกคือความมีความเป็น
  • เรามาสัมผัสโลกเพื่อจะรู้โลก เมื่อรู้แล้วก็ทิ้งไป อย่าแบกเอาไว้
  • แค่ความยึดไว้เป็นตัวเป็นตนก็ทุกข์พออยู่แล้ว ยิ่งไปยึดมั่นผูกพันไว้ด้วยอำนาจของกามอีก ก็ยิ่งทุกข์หนักทวีคูณเข้าไปใหญ่
  • หลังจากเสียเวลาขวนขวายหาของมาตบแต่ง ในที่สุดเราก็ค้นพบว่าความเรียบง่ายสวยงามที่สุด
  • จิตที่มากด้วยความยึดมั่นถือมั่นก็ไม่รู้จักที่ที่จะสงบลงได้ จิตที่ไร้ความยึดมั่นถือมั่นก็ไม่รู้จักที่ที่จะฟุ้งซ่านขึ้นได้
  • สัตว์ที่ลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ย่อมมีวิบากเป็นผู้กำกับให้เป็นไปตามกรรมที่ตัวเองได้เคยสร้างไว้ สัตว์บางพวกวิบากส่งอิตถินทรีย์ให้มากำกับดูแล ก็จะสมมุติเรียกกันว่าผู้หญิง สัตว์บางพวกวิบากส่งปุริสินทรีย์ให้มากำกับดูแล ก็จะสมมุติเรียกกันว่าผู้ชาย ผู้หญิงที่ไปรักผู้ชายเพราะถูกอิตถินทรีย์ของตนหลอกว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งต้องหาผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ ผู้ชายที่ไปรักผู้หญิงเพราะถูกปุริสินทรีย์ของตนหลอก ว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่งต้องหาผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นคู่ ซึ่งโดยปรมัตถ์แล้ว อิตถินทรีย์ก็เป็นสมมุติ ปุริสินทรีย์ก็เป็นสมมุติ เพศหญิงก็เป็นสมมุติ เพศชายก็เป็นสมมุติ ร่างกายของทั้งชายและหญิงก็สักแต่ว่าเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มาผสมกัน ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย สภาวธรรมทั้งหลาย ทั้งรูปธรรม นามธรรม ก็สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่มีความวุ่นวาย แต่เนื่องจากสรรพสัตว์ทั้งหลายประกอบติดอยู่ด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ฉะนั้น โลกนี้จึงถูกปั้นแต่งให้วุ่นวาย แต่ท่านที่ไร้อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ท่านย่อมไม่มีความวุ่นวาย อยู่ในบ้านก็ไม่วุ่นวาย อยู่ในป่าก็ไม่วุ่นวาย อยู่ในหมู่ชนก็ไม่วุ่นวาย อยู่ในที่สงัดก็ไม่วุ่นวาย อวิชชา ตัณหา อุปาทานนั่นแหละคือตัววุ่นวาย หาใช่รูปธรรม นามธรรมไม่
  • เมื่อเทียบกิเลสกับการล่อเป้าแล้ว อวิชชาคือการตั้งเป้าไว้ให้ทุกข์ระดมยิง มานะคือการทำให้เป้ามันใหญ่ขึ้นเพื่อให้ทุกข์ยิงถูกง่าย อุทธัจจะคือการเพิ่มเป้าให้มากขึ้นทำให้การพลาดเป้ามีน้อยลงไปอีก รูปราคะและอรูปราคะคือการเลื่อนเป้าเข้ามาใกล้ทุกข์ให้มันยิงง่ายขึ้นไปอีก ถ้ากิเลสมีมากก็ทุกข์มาก กิเลสน้อยทุกข์น้อย ไร้กิเลสไร้ทุกข์


จบธรรมภาษิต ตอน "ตัณหาอยู่หนใด" บันทึกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙

คุณความดีของธรรมะชุดนี้ขอถวายบูชาพระคุณของพระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏฺโ วัดถ้ำเสือ อ.เมือง จ.กระบี่ พระอาจารย์ผู้มากไปด้วยเมตตาและจาคะ ด้วยความเคารพอย่างสูง

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์จงมีส่วนในการดื่มด่ำธรรมรสเถิด


พระชุมพล พลปญฺโ