ธรรมภาษิต ตอน "กระท่อมดำในถ้ำเขียว"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๙ พ.ค. ๒๕๓๗ - ๒๖ มิ.ย. ๒๕๓๗

ธรรมภาษิตเหล่านี้ ผุดขึ้นมาในจิตขณะปฏิบัติธรรม ขอให้ถือว่าธรรมเหล่านี้เป็นสมบัติกลางของธรรมชาติ ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บันทึกเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่สงวนลิขสิทธิ์

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๑)

  • จงเข้าใจตัวเองก็พอแล้ว อย่าต้องการให้ใครมาเข้าใจในตัวเราอีก
  • คำว่า ดีชั่ว ถูกผิด ของโลก ไม่สามารถนำมาเป็นมาตราสำหรับประเมินค่าของผู้หลุดพ้นได้
  • จิตที่อิงอาศัยขันธ์ ๕ เป็นจิตที่ช่างคับแคบเหลือประมาณ
  • กายย่อมนำมาซึ่งอาพาธ จิตย่อมนำมาซึ่งอาพาธ เราหมดอาลัยตายอยากต่อกาย เราหมดอาลัยตายอยากต่อจิต
  • กายก็เป็นสมมุติ จิตก็เป็นสมมุติ เมื่อบุคคลมาติดสมมุติ จะพบวิมุติได้อย่างไร
  • จิตที่รู้สึกว่าตัวเองสูง เป็นจิตต่ำช้า
  • สังขารการปรุงแต่งของจิตจะกลับกลายเป็นอุทธัจจะความฟุ้งซ่านก็ต่อเมื่อจิตหลงใหลในภาพมายาของการปรุงแต่ง สังขารก็จะสักว่าเป็นสังขาร จะกลายเป็นความฟุ้งซ่านไม่ได้ ถ้าหากจิตไม่หลงใหลในภาพมายาของการปรุงแต่ง โดยเข้าใจแจ่มแจ้งในสภาวะของความไม่เที่ยง และในสภาวะของความกลวงเปล่า ไม่มีแก่นสารของการปรุงแต่งนั้นๆ
  • การลำเอียงเข้าข้างตัวเองเป็นเบรคห้ามความเจริญของมนุษย์
  • การตัดสินใจที่ผิดพลาดขนานใหญ่จำนวนนับครั้งไม่ถ้วนของมนุษย์แต่ละคนนั้น ก่อกำเนิดมาจากความลำเอียงเข้าข้างตัวเองทั้งสิ้น
  • ที่แหลมมากจะหักก่อน ที่คมมากจะบิ่นก่อน ส่วนที่ทู่อยู่ได้นาน ส่วนที่ทื่อไม่บิ่นทันควัน ปทุมที่ชูช่อจะถูกเด็ดไปก่อน อุบลใต้ใบอยู่ได้จนบาน ผู้ที่โดดเด่นตั้งแต่หนุ่มจะถูกเด็ดไปในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่อยากจะอยู่ทน จงอย่าแหลมให้มาก อย่าคมให้มาก อย่าชูช่อให้มาก รู้จักเซ่อในกาละและเทศะอันสมควร จะสามารถอยู่ได้นานอย่างมั่นคง ชอบอวดฉลาดจะเสียผล แกล้งโง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก แกล้งบ้าไม่เป็น ทำงานใหญ่ไม่ได้ มั่นใจในตัวเองมากเกินไป จะฉิบหายในเวลาอันรวดเร็ว เรือจะออกทะเลยังต้องดูทิศทางลม ยังไม่ถึงเวลาอันสมควรอย่าแสดงความสามารถให้ปรากฏ
  • การยึดมั่นถือมั่นในอัตตาที่แม้จะเป็นอัตตาที่ดีงามเพียงใด แม้จะเป็นอัตตาที่ประเสริฐเพียงใด ก็ต้องทุกข์เดือดร้อนอยู่วันยังค่ำ
  • ความขาวสะอาดเป็นที่ตั้งแห่งความแปดเปื้อน ความผุดผ่องหมดจดบริสุทธิ์เป็นที่หยั่งลงแห่งมลทินราคี
  • ของบริสุทธิ์ ๑๐๐% หาไม่ได้ในโลก
  • กามวิตก ความคิดคำนึงอันเนื่องด้วยกามก็ดี พยาบาทวิตก ความคิดคำนึงอันเนื่องด้วยพยาบาทก็ดี วิหิงสาวิตก ความคิดคำนึงอันเนื่องด้วยความเบียดเบียนก็ดี ทั้ง ๓ นี้คือ เส้นทางในการขยายใหญ่ของอัตตา อุปาทานขันธ์ ผู้ที่จะละอุปาทานในขันธ์ จะต้องตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงทั้ง ๓ นี้ ให้เด็ดขาด
  • การแก้เงื่อนใจในปัจจุบันง่ายดายนิดเดียว ที่ยากก็เพราะปล่อยสายใจให้ไปเกาะเกี่ยวกับปมอดีตอนาคต จนพันกันยุ่งนุงนังไปหมด
  • บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมเป็นผู้อาภัพใน ๓ ทาง คือ
    • เป็นผู้อาภัพในอันที่จะเสวยเวทนาอันเนื่องด้วยกาม
    • เป็นผู้อาภัพในอันที่จะผูกพยาบาทอาฆาตเคียดแค้นตอบโต้
    • เป็นผู้อาภัพในอันที่จะเบียดเบียนผู้อื่น บัณฑิตทั้งหลายย่อมอาภัพดังนี้
  • อย่าหิวโหยในความปล่อยวาง อย่ากระหายในการบรรลุ
  • เราเพียงมีหน้าที่ในการปฏิบัติธรรม ส่วนการบรรลุธรรมไม่ใช่หน้าที่ของเรา จงอย่าก้าวก่ายหน้าที่อย่างเด็ดขาด
  • จงอย่ามีตัณหา แม้แต่ฐานันดรทางธรรม
  • ความไม่ต้องการไม่อยากได้ คือความเอิบอิ่มพรั่งพร้อม ความอยากได้อยากเป็นอยากถึง คือความหิวโหยขาดแคลน

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๒)

  • ปล่อยให้จิตเปลี่ยนสถานะไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องคอยไปช่วยลุ้นด้วยความกระหาย
  • ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น ต้องให้ทุกข์เป็นผู้สอน เพราะฉะนั้นบุคคลผู้หลบหลีกหนีทุกข์ จะไม่สามารถถอดถอน กิเลส ตัณหา อุปาทานได้
  • จิตที่ขวนขวายพยายามสร้างเหตุโดยไม่หมกมุ่นห่วงกังวลผลลัพท์ที่จะออกมา เป็นจิตที่สงบบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
  • ถ้าสามารถลืมตัวในขณะมีสติได้ ก็เรียกว่าเข้าสู่ปัญญาญาณขั้นสูง
  • จงระวัง การปล่อยวางอย่างไร้สติ จะทำให้จิตหลงทางหาทางกลับไม่เจอ วิธีแก้ เวลาจิตหลงทางให้ดึงจิตมากำหนดสติในอารมณ์กรรมฐานที่หยาบที่เราเคยชำนาญมาก่อน อย่าไปกำหนดอารมณ์ที่ละเอียด จะทำให้จิตหลงทางหนักเข้าไปอีก
  • ในสภาวการณ์ที่ทุกข์เข็ญ จะช่วยดัดนิสัยของคนได้ดี
  • เมื่อสังขารไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางดี หรือทางเจริญ เรามักจะเผลอเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา ด้วยความโลภเป็นนายหน้าชักนำเสมอ ฉะนั้นมนุษย์จึงมักประมาทเวลาได้ดี เผลอเรอเวลาพบสุข ถือตัวถือตนเวลาเจริญรุ่งเรืองทุกคราวไป
  • จงเอาจิตเข้ามากำหนดหยั่งรู้ที่กายและจิตให้มากๆ จากนั้นก็จะเข้าใจสภาพธรรมชาติความเป็นไปของกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็ให้ถอนความยึดมั่นที่สวนทางกับธรรมชาติความเป็นจริงของกายและจิตออกไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่รู้ชัดแจ้งในสภาพธรรมดาของความเป็นไปของกายและจิตแล้ว เลิกยึดมั่นในทิศทางที่สวนกับความเป็นจริงได้ ก็หมดทุกข์
  • ผู้ที่หลงรูปตนเอง จะหลงรูปผู้อื่นด้วย
  • สิ่งที่จำเป็นต้องรู้ให้ชัดแจ้งชัดเจนที่สุด ก็คือ กายและจิตของตนนั่นเอง
  • งานชิ้นสุดท้าย คือ การถอนความรู้สึกว่ามีตัวเราออกให้หมดให้ได้
  • จงขับเน้นให้ความรู้สึกที่ว่าไม่มีตัวเราของเราซึมลึกไปจนถึงกระดูกดำ ซึมลึกไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ ซึมลึกไปจนถึงรากเหง้าแห่งขันธสันดาน
  • จงเสพคุ้นกับความรู้สึกที่ว่าไม่มีตัวเราของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วรากเหง้าของอวิชชาจะถูกริดรอนจนขาดสะบั้นลงไปในที่สุด
  • แม้แต่ผู้ปล่อยวางก็ไม่มีตัวไม่มีตน ผู้หลุดพ้นก็ไม่มีตัวไม่มีตน ผู้บรรลุนิพพานก็ไม่มีตัวไม่มีตน
  • ตราบใดที่ยังมีผู้บรรลุนิพพาน ตราบนั้นจะยังไม่ถึงนิพพาน
  • เวทนามี แต่หาผู้เสวยเวทนาไม่เจอ ทุกข์มี แต่หาผู้รับทุกข์ไม่ได้
  • ละขันธ์ ๕ ได้ ก็หายเดือดร้อน
  • ความยึดถือ คือความหนักอึ้ง ความปล่อยวาง คือความเบาสบาย
  • ต้องทนทุกข์ทรมานมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว เพราะไปยึดมั่นในสังขารอันแสนทุกข์
  • โลกไม่มีความผิด ผิดที่เข้าไปเสวยและยึดมั่นมันเอง

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๓)

  • บุคคลผู้มีธรรมจักษุจึงจะมองเห็นว่าสิ่งที่ยึดเอาไว้นั้น ไม่มีสิ่งที่ทำให้สุขเลย มีแต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์เดือดร้อนทั้งสิ้น
  • การแผ่เมตตาเป็นการให้อภัยทาน เป็นจาคะการสละชนิดหนึ่ง เป็นการให้ชนิดหนึ่ง เป็นทานชนิดหนึ่ง เป็นทานที่สามารถให้ได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ข้าพเจ้ายอมแพ้แล้ว ข้าพเจ้ายอมอยู่อย่างไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่ครอบครองอะไร และไม่บรรลุอะไร
  • จิตที่ต้องยึดมั่นหอบแบกความมีตัวมีตนเป็นจิตหิว เป็นจิตอ่อนแอ เป็นจิตไร้สมรรถภาพในการพึ่งตนเอง
  • การรอคอยกับการหิวโหยเป็นสิ่งเดียวกัน
  • ผู้บรรลุธรรมจะทำงานและทำหน้าที่โดยไม่หวังผล
  • คิดจะทำงานใหญ่ ต้องทำงานเล็กให้สำเร็จเสียก่อน คิดจะสอนผู้อื่นต้องสอนตัวเองให้ดีเสียก่อน คิดจะควบคุมผู้อื่นต้องควบคุมตัวเองให้ได้เสียก่อน
  • ในสังโยชน์เบื้องสูงนั้น อวิชชากับอุทธัจจะเนื่องกันอยู่ดังนี้ คือ อวิชชาคือความไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในสภาพธรรมชาติอันถ่องแท้อันเป็นจริงของอารมณ์ ก่อให้เกิดสภาวะของอุทธัจจะก็คือ การอาลัยในอารมณ์ การไม่เห็นโทษในการกอดรัดอารมณ์ การสละอารมณ์ไม่จริง การทิ้งอารมณ์ไม่ขาด อาการเหล่านี้รวมเรียกสั้นๆ ว่าความฟุ้งซ่าน ซึ่งก็เป็นอาการของอุทธัจจะนั่นเอง
  • ความไม่ยึดมั่นถือมั่น และความปล่อยวาง เป็นยาแก้อาการของอุทธัจจะเป็นอย่างดี
  • ความสละอย่างไม่อาลัยเป็นทหารเอกในการฟาดฟันกับข้าศึกคือ กิเลสทุกขั้นตอน ทุกลำดับชั้น
  • ยิ่งปฏิบัติธรรมสู่สภาพธรรมที่ละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งหาคนที่จะเข้าใจเรายากขึ้นทุกที
  • จะขนรูปธรรมและนามธรรมไปนิพพานด้วยไม่ได้
  • ไม่ใช่ว่าไม่มีทุกข์ เพียงแต่ว่าไม่ไปยึดมันเท่านั้น
  • ธรรมจักษุ จะมองเห็นมนุษย์สมบัติและสวรรค์สมบัติเป็นภาพมายาทั้งสิ้น
  • ตัวไร้อุปาทาน คือ แก่นของธรรม
  • ทุกข์มันบีบให้เราไปนิพพานนั่นเอง
  • ถ้ายึดแล้วมันได้อย่างใจยึด ก็อยากจะยึดหรอก
  • จงปล่อยวางให้ได้ แม้แต่ความปล่อยวาง
  • การหลงมายาว่าเป็นจริง เป็นสิ่งที่น่าสงสารที่สุด
  • หลอกใครไม่หลอก ดันไปหลอกตัวเอง โกหกใครไม่โกหก ดันไปโกหกตัวเอง

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๔)

  • ไม่ต้องไปตามรักษาจิตในอดีต และไม่ต้องไปคอยรักษาจิตในอนาคต รักษาจิตขณะเดียวในปัจจุบันขณะก็พอ เป็นอันว่ารักษาได้ทุกกาลแล้ว
  • ตราบใดที่จิตยังมีอุปาทานอยู่ ก็เปรียบประดุจว่าหัวใจยังมีหนามทิ่มแทงปักคาอยู่ จะเป็นสุขไปได้อย่างไร
  • ถ้ายังถอนอุปาทานในขันธ์ออกไปให้หมดไม่ได้ละก้อ ตราบนั้นก็ยังนอนใจวางใจไม่ได้เด็ดขาด
  • วิถีชีวิตที่ราบเรียบสะดวกสบายไร้อุปสรรค ก็ประดุจหอยที่อยู่ในเปลือก อ่อนแอนุ่มนิ่ม ไม่ทนทานต่อการกระทบ
  • อุปสรรคที่มาทำให้คนโง่ท้อถอยนั้น เป็นยาชูกำลังอย่างวิเศษของคนฉลาดทีเดียว
  • ความมืดบอดแห่งจิตเป็นสาเหตุแห่งความกระหายแห่งจิต ความกระหายแห่งจิตเป็นสาเหตุแห่งความมืดบอดแห่งจิต อวิชชาและตัณหาเป็นเหตุปัจจัยให้แก่กันและกัน
  • ถ้าหากยังมีกายเรา ถ้าหากยังมีจิตเรา ก็จะต้องมีภพมีชาติสืบต่อเวียนว่ายตายเกิดไปไม่รู้จักสิ้นสุด
  • จิตที่ไม่กล้าเผชิญทุกข์จะนำความเสื่อมอย่างใหญ่หลวงมาสู่ผู้ปฏิบัติธรรม
  • ถ้าอยากประสบความฉิบหาย ก็ขอให้บำรุงรักษาความตระหนี่และความริษยาในใจเอาไว้ให้ดี
  • การแสดงออกซึ่งความอ่อนน้อมถ่อมตัว เป็นจริยาวัตรอันยิ่งใหญ่ของมหาบุรุษทั้งหลายทั้งปวง
  • ขอให้เธอจงเลิกยึดมั่นถือดีในความมีตัวตน
  • มีแต่ขันธ์ ๕ เปล่าๆ โดยไร้อุปาทานไม่ได้หรือไง
  • เมื่อละความรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราในกายและในจิตไปเสียแล้ว จะแสวงหาการบรรลุธรรมเพื่อใครอีกล่ะ จะแสวงหาการสิ้นกิเลสเพื่อใครอีกล่ะ จะแสวงหาอรหัตผลเพื่อใครอีกล่ะ
  • การบรรลุอรหันต์นั้นก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิศดารเลย เพียงแค่เข้าใจธรรมชาติความจริงถึงที่สุดเท่านั้นเอง
  • ความจริงแล้ว พระอรหันต์ก็ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย เป็นคนธรรมดาธรรมดานี่เอง เพียงแต่ว่าคนนอกนั้นมันโง่กันหมดทุกคน นั่นคือยังมีอวิชชานั่นเอง
  • วาสนาของเราคือ 'การสละ'
  • จะไปห้ามคนอื่นไม่ให้ดื้อยังไง ใจเราเองยังดื้อเลย
  • พูดได้ไม่ยากหรอก นิ่งได้ซิยากกว่า
  • เมื่อเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติธรรมดา ความปีติและศรัทธาจะดับหายไป สิ่งทั้งหลายก็จะกลายเป็น 'เช่นนั้นเอง' หรือ 'ตถตา' คือ ไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่บริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง ไม่บุญ ไม่บาป ไม่สะอาด ไม่สกปรก ไม่น่ารัก ไม่น่าเกลียด เพราะว่ามันเป็น 'ตถตา' คือ 'เช่นนั้นเอง' โดยประการทั้งปวง
  • เมื่อจิตเข้าถึงความเป็น 'ตถตา' 'ปัจจุบันขณะ' ก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางและเส้นชัยของจิต และแล้วจิตก็ไม่รู้จักคำว่า 'คะนึงหา' และ 'รอคอย' อีกต่อไป
  • นัตถิ ขันธะ สะมา ทุกขา ทุกข์เสมอด้วยขันธ์ไม่มี

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๕)

  • ช่วงเวลาที่เป็นกำไรชีวิตก็คือ ช่วงเวลาที่มาทราบความจริงว่า โลกนี้เป็นทุกข์
  • จงถอนความยึดมั่นถือมั่นในภาษามนุษย์ออกเสียให้สิ้น
  • การถอนความยึดมั่นถือมั่นในภาษามนุษย์ก็คือการกำหนดหยั่งรู้ใน 'วจีสังขาร' ซึ่งก็คือ 'วิตกและวิจาร' และอยู่อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น ใน 'วจีสังขาร' สามารถปล่อยจิตให้อยู่ในสมาธิที่มี 'วิตกและวิจาร' หรือในสมาธิที่ไร้ 'วิตกและวิจาร' ได้อย่างเสรี ในกาลทุกเมื่อ
  • เราอยากจะเจอของจริงหรืออยากจะเจอของปลอม ? โลกนี้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ เพราะฉะนั้น การที่เจอความทุกข์ก็คือการเจอของจริง ส่วนการเจอความสุขเป็นของปลอมทั้งสิ้น
  • ผู้ที่ยอมรับว่ากายไม่เที่ยง จึงจะสามารถอยู่กับกายได้อย่างไร้ปัญหา ผู้ที่ยอมรับว่าเวทนาไม่เที่ยง จึงจะสามารถอยู่กับเวทนาได้อย่างไร้ปัญหา ผู้ที่ยอมรับว่าจิตไม่เที่ยง จึงจะสามารถอยู่กับจิตได้อย่างไร้ปัญหา
  • มายาคือของที่ไม่มีอยู่จริง แต่อวิชชาคือความหลงและบ้าเข้าไปเห็นมายาว่ามีอยู่จริง จึงยึดมั่นถือมั่นในความมีอยู่แห่งมายา คือยึดมั่นในความมีอยู่ของกาย ยึดมั่นในความมีอยู่ของเวทนา และยึดมั่นในความมีอยู่ของจิต สิ่งเหล่านี้เป็นมายาทั้งสิ้น
  • ในเวลาจะละกิเลส ความใจเด็ดต้องถูกเรียกมาใช้ทุกครั้ง ตั้งแต่กิเลสขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด จนไปถึงขั้นละเอียดสุดคืออวิชชา ถ้าไม่มีความใจเด็ด ละกิเลสไม่ขาดเลย
  • ถ้าจะนำสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ มาเทียบกับอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็พอที่จะเทียบกันได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้
    รูปราคะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในรูปขันธ์
    อรูปราคะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในเวทนาขันธ์
    มานะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในสัญญาขันธ์
    อุทธัจจะสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในสังขารขันธ์
    อวิชชาสังโยชน์ เทียบได้กับอุปาทานความยึดมั่นในวิญญาณขันธ์

  • บุคคลผู้จะปฏิบัติเข้าสู่อรหัตมรรค อรหัตผล จะต้องละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ และอุปาทานในขันธ์ทั้ง ๕ ประการเหล่านี้ อย่างถอนรากถอนโคนกันเลยทีเดียว
  • ขั้นตอนสุดท้ายก็คือมาถอนอุปาทานจากสิ่งที่เราไว้วางใจมากที่สุด มาถอนอุปาทานจากสิ่งที่เราไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด นั่นคือ อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย
  • ถึงเวลาแล้วที่ 'ตัวละ' จะเข้าไปแทนที่ 'ตัวยึด'
  • จิตที่ยึดมั่นอุปาทานในขันธ์ ๕ คือ เป้านิ่งให้ทุกข์ทั้งหลายระดมยิง
  • ตราบใดที่ยังต้องทรงกายที่ทุกข์เดือดร้อนปานนี้ ถึงจะสมหวังเรื่องใดก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะว่าความผิดหวังที่ยิ่งใหญ่ก็คือ การต้องทรงกายที่ทุกข์เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสนี่เอง
  • อวิชชาตัวสุดท้าย คือ ตัวยึดมั่นในความมีอยู่แห่งตัวตน ยึดมั่นในความทรงอยู่แห่งตัวตน ยึดมั่นในความตั้งอยู่แห่งตัวตน วิธีการถอนคือ ให้เห็นมายาของความมีอยู่ มายาของความทรงอยู่ มายาของความตั้งอยู่ ให้เห็นว่า มีอยู่ก็ได้ ไม่มีอยู่ก็ได้ ทรงอยู่ก็ได้ ไม่ทรงอยู่ก็ได้ ตั้งอยู่ก็ได้ ไม่ตั้งอยู่ก็ได้ เมื่อเห็นดังนี้แล้วก็จะสามารถถอนความยึดมั่น ในความมีอยู่ ในความทรงอยู่ ในความตั้งอยู่ ก็จะสามารถถอนความยึดมั่นในอัตตาอุปาทานทุกชนิดได้ ในขณะนั้น อวิชชาจะถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมาในขณะนั้นเอง
  • กายเป็นสิ่งที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาให้อยู่ในโลกเพียงชั่วขณะ จิตเป็นสิ่งที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาให้อยู่ในโลกเพียงชั่วขณะ ความเข้าใจผิดว่ามีกายมีจิตมีตัวมีตนตั้งอยู่เป็นจริงเป็นจังเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนทั้งมวล
  • จิตที่ไร้อวิชชา ก็สักแต่ว่าเป็นจิตธรรมดา ไม่มีอะไรวิเศษวิโสวิจิตรพิศดาร
  • ไม่ต้องไปเข้าอกเข้าใจอะไรให้มันมากเลย มาเข้าใจกายและจิตให้ถ่องแท้ก็พอแล้วสำหรับการที่จะพ้นจากทุกข์
  • การปฏิบัติธรรมคือ การเรียนรู้และการลองผิดลองถูก ต้องผิดพลาดในบางครั้ง หลงในบางคราว เข้าใจผิดในบางเวลา ล้มลุกคลุกคลานในบางโอกาส ผิดแล้วผิดอีกในบางขณะ แต่ถ้าหากพยายามประคองความเพียร ความอดทนบากบั่นอย่างตั้งมั่นแน่วแน่ ก็จะต้องพบความสำเร็จสมดังใจปรารถนาสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน
  • ถ้าหากไม่เคยผิดพลาด จะฉลาดขึ้นมาไม่ได้
  • จิตที่ไร้อวิชชามองเห็นสิ่งที่ชาวโลกหลงเป็นจริงเป็นจังว่าเป็นของสมมุติทั้งสิ้น

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๖)

  • บุคคลที่มีมานะมากๆ สืบเนื่องมาจากความรู้สึกว่า ตัวเองสามารถแสวงหาความสุขเวทนามาเสวยได้ตามต้องการ ตัวเองสามารถธำรงสุขเวทนาให้ยั่งยืนได้ตามปรารถนา และตัวเองสามารถกำจัดทุกขเวทนาให้หายไปได้ตามอารมณ์ ซึ่งความจริงแล้วเวทนาทั้งหลายเป็นมายาทั้งสิ้น
  • ตัวหลุดพ้นที่แท้จริง คือ ตัวหมดอาลัยตายอยากและตัวยอมพ่ายแพ้ที่จะไปควบคุมบงการธรรมชาติของรูปธรรมนามธรรม ไม่ใช่ตัวบรรลุผลสมปรารถนา ไม่ใช่ตัวสำเร็จได้ดั่งใจนึก
  • งานของเรานี่ช่างง่ายเหลือเกิน คือว่าไม่ต้องไปตามรักษาของในอดีตที่ไกลแสนไกล และไม่ต้องไปคอยรักษาของในอนาคตที่ยาวสุดลูกหูลูกตา เพียงแต่คอยรักษาของ คือจิตในปัจจุบันขณะขณะเดียวก็พอแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญเพียงใดเลย
  • การบรรลุธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัว ห้ามไปบอกใครเด็ดขาดว่าเราบรรลุขั้นไหน เพราะว่าถ้าหากไปบอกผู้อื่น จิตจะเสื่อมทันที
  • พระอรหันต์ทั้งหลาย จะบังเกิดความไม่กล้าเผยอตัวอวดอ้างถือตัวว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์เลย เนื่องเพราะความถ่อมตัวและความไม่ประมาท
  • สิ่งใดเป็นทุกข์ ก็จงอย่ายึดสิ่งนั้น
  • หนักนัก วางเสีย ทุกข์นัก วางเสีย ร้อนนัก วางเสีย
  • จิตที่ไร้อุปาทานนั้นแล จึงเป็นจิตที่พ้นทุกข์ ไม่ใช่จิตดีจิตนิ่งหรือจิตสงบเลย
  • จงเลิกประกาศความเป็นเจ้าของในรูปธรรม นามธรรมเสียที
  • จงสละขันธ์ ๕ ให้อย่างเด็ดขาดเถอะ จะได้ดีแน่
  • จงละให้เกลี้ยง จงทิ้งให้หมด จงสลัดคืนอย่างถอนรากถอนโคน
  • มีเหมือนไม่มี เพราะไม่ยึดมั่นในความมี เป็นเหมือนไม่เป็น เพราะไม่ยึดมั่นในความเป็น
  • การสละอย่างไม่อาลัย คือหัวใจของมรรคผลทุกขั้น
  • อย่ารอจนถึงเวลาที่ทุกข์บีบเค้น จึงเห็นคุณค่าของการปล่อยวาง
  • ความมีตัวมีตนเป็นมายาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้


จบธรรมภาษิต ตอน "กระท่อมดำในถ้ำเขียว"

บันทึกโดย พระชุมพล พลปญฺโ

ช่วงเวลาที่บันทึก ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ถึง ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๗

สถานที่บันทึก เชียงใหม่

ความดีของบันทึกชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณของท่านพระมหาศิริ กนฺตสิริ สำนักปฏิบัติธรรมศิริธรรม (ถ้ำชี) ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี (๗๖๐๐๐) พระอาจารย์ผู้เป็นอนาลโยต่อคน สัตว์ และสังขารทั้งปวง ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง


พระชุมพล พลปญฺโ