ธรรมภาษิต ตอน "เขียนในป่าช้าแขก"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ.๒๕๓๕

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๑)

  • ความเป็นหญิง เป็นชาย เป็นสมบัติของกามภพ ตราบใดที่ยังรู้สึกเป็นหญิง เป็นชาย ตราบนั้นพ้นจากกามภพไม่ได้
  • อวิชชา โมหะ มันผลักดันให้เราเสพเสวยโลก จึงไม่พ้นจากความเดือดร้อนไปได้
  • เราเห็นกายนี้เป็นลูกจ้างหรือเจ้านาย เราให้เบี้ยเลี้ยงลูกจ้างหรือบำรุงบำเรอปรนเปรอเจ้านาย
  • สิ่งที่แน่นอนเสียยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ กายนี้ไม่ใช่ของเรา
  • เรื่องรักใครเกลียดใคร ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราคือการสำรวมจิตเท่านั้น
  • ถ้าไม่ละความยินดีในปมเขื่อง จะไม่สามารถละกิเลสขั้นละเอียดได้
  • เรื่องการเสวยสุขเวทนาทางลิ้น เป็นเรื่องของสัตว์ในกามภพเท่านั้น
  • การเสพเสวยโลกก็คือ หมาแทะกระดูกนั่นเอง แทะเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม
  • พอมีความรู้สึกว่าตัวเราขึ้นมาอย่างเดียว เรื่องยุ่งยากหัวใจอย่างอื่นก็ตามมาเป็นพรวนทีเดียว
  • เราไม่สามารถบังคับสิ่งใดได้ จนกระทั่งแม้แต่ใจและกายอันนี้
  • ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันก็มีของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะรู้มันหรือไม่ก็ตาม การรู้โลกจึงเป็นมายา ฉะนั้น ผู้ใดหลงในการรู้โลกจึงเป็นคนโง่ โดยเฉพาะผู้ใดหลงในการเสวยโลก จะต้องเป็นคนโง่อย่างที่สุด นั่นคือ ผู้ใดหลงในวิญญาณขันธ์ ผู้นั้นเป็นคนโง่ ส่วนผู้ใดหลงในเวทนาขันธ์ ผู้นั้นเป็นคนโง่อย่างที่สุด
  • วิญญาณัง อนัตตา เวทนา อนัตตา
    วิญญาณัง สุญญตา เวทนา สุญญตา
  • โลกนี้ ไม่มีสิ่งที่น่าอาลัยสำหรับเรา
  • ตราบใดที่ยังยินดีในความสงบ ตราบนั้นย่อมหนีไม่พ้นความวุ่นวาย
  • ถ้าเราตั้งจิตไว้ตรงที่มีผู้หญิง ผู้ชาย ก็แสดงว่า ตั้งจิตไว้ผิดแล้ว
  • เราจะต้องรู้จักขอบเขตของความรับผิดชอบกับขอบเขตของอุปาทาน จงทำหน้าที่ต่อกายและจิตให้อยู่ภายในขอบเขตของความรับผิดชอบเท่านั้น อย่าล่วงเลยไปถึงขอบเขตของความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน
  • ถ้าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นก็หวังผลมาก ถ้าทำตามหน้าที่ ก็สักแต่ว่าสร้างเหตุไปอย่างปล่อยวาง
  • ในโลกนี้ คนที่เคยทำมาแต่ความดีอย่างเดียวจะมีหรือ การได้เคยทำความดีบ้างชั่วบ้าง ผิดบ้างถูกบ้าง ก็คือธรรมชาติอันธรรมดาของคน แล้วเราจะไปทุกข์กับความชั่วในอดีตทำไม
  • ปากกับก้น สกปรกเท่ากัน
  • อย่าเป็นทุกข์เมื่องานมี อย่ายินดีเมื่องานเสร็จ

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๒)

  • สัตว์ทั้งหลายไม่ได้มีความต้องการกาม แต่ต้องการสุขเวทนาโดยอาศัยกามเป็นเครื่องมือ ซึ่งถ้าหากเราสามารถหาความสุขได้โดยไม่ต้องอาศัยกามแล้ว กามจะมีค่าอะไรแก่เรา
  • เวลาหายื้อแย่งกันแทบเป็นแทบตาย เวลาได้มาก็ไม่เห็นได้ใช้
  • ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอะไร แต่ขึ้นอยู่กับการพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่
  • อุทธัจจะสังโยชน์ (ความฟุ้งซ่าน) นั้น คือตัวการร้ายที่สำคัญมาก สิ่งที่ดับไปแล้วมันมาหลอกว่ายังมีอยู่ สิ่งที่ยังไม่เกิดมันว่าเกิดแล้ว สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มันว่าเป็นไปได้
  • ตราบใดที่ยังยินดีในปมเขื่อง ก็จะต้องเป็นทุกข์กับปมด้อยอยู่ตราบนั้น
  • ทำอย่างไร เราจึงจะไม่เอาความหลุดพ้นมาเป็นปมเขื่อง
  • จงหลุดพ้นจากความหลุดพ้นซะที
  • อย่ามีตัวกูในความหลุดพ้น
  • เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องนั่นเอง จึงกลัวคนอื่นจะว่าเราโง่
  • เวลาเข้าสมาธิ อย่าเอาตัวเราเข้าไปด้วย
  • ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามวาสนา จะแข่งกันทำไม
  • เรื่องบุญ เรื่องฤทธิ์ เรื่องศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องนิพพาน
  • เราไม่รู้สึกว่าเรารู้ธรรมะอะไรเลย
  • เราต้องการให้คนอื่นยอมรับเราเพื่ออะไร
  • ตราบใดที่ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีบุญวาสนา ตราบนั้นไปนิพพานไม่ได้
  • ยิ่งเราอ่อนน้อมถ่อมตัวมากขึ้นเท่าไร ความทุกข์ยิ่งลดลงเท่านั้น
  • ความอัศจรรย์ทั้งหลายไม่ใช่ธรรมะ ธรรมะเป็นเรื่องธรรมดา
  • ผู้มีปัญญาไปนิพพานไม่ได้ มีฤทธิ์ก็ไปนิพพานไม่ได้ มันต้องถึงขั้นที่ว่า ไม่มีใครมีปัญญา ไม่มีใครมีฤทธิ์ จึงจะไปนิพพานได้
  • อวิชชาสร้างตัวละครขึ้นมา
    อุทธัจจะเข้าไปเขียนและปรุงแต่งบทบาท
    มานะให้ตำแหน่งฐานะ
    ราคะโทสะคือตัวเข้าไปกำกับการแสดงให้สวมบทบาทอย่างสมจริงสมจัง
    สักกายทิฏฐิคือสัญญาว่าจ้างที่บังคับให้ต้องแสดงละครเรื่องแล้วเรื่องเล่า ไม่สามารถจะเลิกไปได้
    ภพทั้ง ๓๑ เป็นฉากให้สัตว์ผู้โง่เขลางมงายทั้งหลายวนเวียนกันมาแสดงบทบาทโศกเศร้าเคล้า น้ำตาอย่างไม่รู้จักสิ้นสุดยุติ
  • อย่าเอาตัวเราเข้าไปแสดงในละครชีวิตเรื่องนี้ด้วย

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๓)

  • เอาสติไว้ในกายโดยอย่าไปยึดเหตุปัจจัยทั้งหลายเป็นตัวเราของเรา แค่นี้ก็ไม่มีผู้แสดงละครแล้ว
  • น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ นั้นยังน้อย น้ำตาของสัตว์ผู้โง่เขลาที่พากันมาเวียนเกิดเวียนตายยังมากมายกว่านัก
  • เราอยากเกิดอีกหรือหนอ
  • ยึดเอาไว้ตั้งนาน ความจริงไม่มีอะไรเลย
  • รโชหรณัง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีข้อบกพร่องทั้งสิ้น
  • สัจธรรมที่แท้จริงคือทุกสิ่งว่างเปล่า แล้วเราจะไปหลงกับความเป็นความมีทำไม
  • เราจะไปนิพพานหรือมีฤทธิ์อยู่ในโลก
  • การเข้าใจผิดความจริง มันเป็นทุกข์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
  • ความมานะเย่อหยิ่งในยศในเกียรติตำแหน่งในปัจจุบันก็บ้าพออยู่แล้ว ยิ่งไปปรุงแต่งยศเกียรติตำแหน่งที่ยังไม่มี ยังไม่เกิด เอามาเย่อหยิ่งถือดี ก็เรียกว่าความมานะเย่อหยิ่งที่บ้าอย่างร้ายกาจ
  • กายเราถูกสาปโดยสัจธรรมแล้วว่าไม่เที่ยง
  • แม้แต่กายนี้ยังเป็นสมมุติ แล้วยศเกียรติตำแหน่งไม่ยิ่งสมมุติเข้าไปใหญ่หรือ
  • เจ้าโง่หอบฟาง เจ้าบ้าหอบสมมุติ
  • ความใฝ่สูง มันเป็นทุกข์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
  • นิพพานคือการทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก
  • เค้าวัดความดีกันตรงที่ทิ้งได้เท่าไหร่ ไม่ใช่มีเท่าไหร่
  • ผู้มุ่งต่อสันติพึงละโลกามิสเสีย
  • ที่เรารู้สึกว่าเสียหน้า เพราะอยากได้หน้านั่นเอง
  • ทำไมไม่ปล่อยวางเสียทีหนอ
  • เมื่อไร เราจะเห็นแจ้งว่า ปีติไม่มีค่าอะไรแก่เราเลย
  • จิตที่ต้องการสิ่งมาเร้ามากระตุ้นให้ตื่นเต้นลิงโลด เป็นจิตทุกข์เดือดร้อน

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๔)

  • ถ้ายังคิดถึงอนาคต ก็จะไม่สามารถตัดกิเลสขั้นละเอียดได้
  • ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องละความยินดีในปมเขื่องทั้งปวง เพราะมันเป็นทุกข์มาก
  • ในเมื่อกายนี้ไม่ใช่ของเราแล้ว สุขทุกข์อุเบกขาจะเป็นของใคร ศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลายจะเป็นของใคร การปรุงแต่งดีชั่วบุญบาปจะเป็นของใคร การรับรู้ต่อผัสสะทั้งปวงจะเป็นของใคร
  • ความทุกข์มีอยู่ แต่ความทุกข์ของเราไม่มี ความสุขมีอยู่ แต่ความสุขของเราไม่มี อุเบกขามีอยู่ แต่อุเบกขาของเราไม่มี ความเศร้าหมองมีอยู่ แต่ความเศร้าหมองของเราไม่มี ความผ่องแผ้วมีอยู่ แต่ความผ่องแผ้วของเราไม่มี ความหลุดพ้นมีอยู่ แต่ความหลุดพ้นของเราไม่มี
  • มายาว่ามีคนและสัตว์ มายาว่ามีหญิงและชาย มายาว่ามีได้และเสีย มายาว่ามีเจริญและเสื่อม
  • ตราบใดที่เรายังเห็นมาตราเงินของโลก เรื่องถูก เรื่องแพง เรื่องมูลค่า เรื่องราคา เป็นจริงเป็นจัง ตราบนั้นไปนิพพานไม่ได้
  • ลาภสักการะ ปัญญา ฤทธิ์ เป็นสิ่งที่ทำให้เราหลงเพลินกับสนามแข่ง ไม่ยอมเข้าเส้นชัย
  • การเข้าเส้นชัยคือการถอนอุปาทาน โดยละความยึดมั่นว่าเป็นตัวเราในทุกสิ่งทุกอย่าง
  • ที่เราอยากช่วยคนเพราะอยากเป็นฮีโร่หรือเพราะความกรุณา
  • จงทำใจให้เป็นบุคคลผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนนอแรด
  • เราอยากจะได้แสดงบทบาทที่ดี ในละครชีวิตเรื่องนี้แล้วยึดติดความดีเอาไว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา
  • ทำทุกสิ่งทุกอย่างไปตามวาสนา โดยเอาสติเป็นไปในกาย ให้ใจจับความว่างเป็นอารมณ์ อย่ายึดมั่นถือมั่น ยินดียินร้ายในรูปธรรม นามธรรม ทั้งสิ้นทั้งปวง
  • ถ้ายินดีเมื่อเราวางอุเบกขาได้ ก็คือการทำลายอุเบกขาอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
  • จงถอนความยึดมั่นในอุเบกขาเสียด้วย จึงจะละความยินดียินร้ายต่อโลกได้เด็ดขาด
  • ความอยากบรรลุธรรม ทำให้ยินดีในอุเบกขา ซึ่งเป็นเครื่องขวางทางก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติ
  • ที่เราเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ เพราะเรายึดเอาไว้ว่าเราเป็นผู้รู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรม ปฏิบัติธรรม และบรรลุธรรม
  • การยึดธรรมะ ก่อให้เกิดกิเลสมานะขั้นละเอียด
  • สำหรับการที่จะเข้านิพพานนั้น แม้ฌาน ปัญญา ฤทธิ์ อภิญญา ปฏิสัมภิทา ก็ต้องละ
  • ไม่มีใครเลยที่เป็นคนผิด นอกเสียจากเราไม่รู้จักปล่อยวางและให้อภัย
  • ถ้าใจร้อนจะไม่สามารถละกิเลสได้

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๕)

  • ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทวนกระแสกิเลสทุกอย่าง
  • มนุษย์ถึงจะมีฤทธิ์อย่างไร ก็สู้ฤทธิ์ของเทวดาไม่ได้ การยินดีในฤทธิ์ ก็ชื่อว่ายินดีในสมบัติ ที่ยังด้อยกว่า เลวกว่า สวรรค์สมบัตินั่นเอง
  • การศึกษาธรรมะก็ศึกษาไปตามหน้าที่ อย่าติดในปัญญา อย่าติดในธรรมะ การศึกษาเรื่องศักดิ์สิทธิ์ก็ศึกษาไปตามหน้าที่ อย่าติดในฤทธิ์ อย่าติดในศักดิ์สิทธิ์
  • คนอื่นไม่มีประโยชน์อะไรแก่เราเลย เอาจิตไว้ในกายดีกว่า
  • ถ้าไม่มีจาคะอย่างแรงกล้า จะไม่สามารถละกิเลสได้
  • ความปรารถนาสูงสุดของเราคือการหมดกิเลสมิใช่หรือ แล้วเราจะมาติดในโลกามิสทำไม
  • เมื่อไหร่หนอ เราจะเลิกไปอยากรู้เรื่องคนอื่นเสียที
  • ยิ่งรู้เรื่องคนอื่นมาก ยิ่งโง่มาก
  • การจะช่วยคนอื่นก็ช่วยไปตามหน้าที่ ช่วยไปตามวาสนา ช่วยไปตามเหตุปัจจัย ช่วยไปตามกรรม ช่วยไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า การที่ไปปรุงแต่งอยากช่วยคนโน้น อยากช่วยคนนี้ เป็นเรื่องของการยุ่งไม่เข้าเรื่อง
  • สัตว์ทั้งหลายมีกรรมที่ต้องเสวยอันเป็นของเฉพาะตน การที่เราจะช่วยใครได้ ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของกรรมเท่านั้น ไม่ใช่จะสามารถไปยุ่งเรื่องของเขาไปได้ทุกเรื่อง
  • บัณฑิตคือผู้วางอุเบกขาต่อโลกได้
  • อย่าเอาความชั่วของผู้อื่นมานึกคิดให้จิตของเราเศร้าหมอง
  • ทำอย่างไรเราจึงจะพูดไปตามหน้าที่ โดยไม่หวังให้ใครมาเชื่อฟังคำพูดของเรา
  • ผู้จะไปนิพพาน แม้แต่ความเป็นอรหันต์ก็ขนไปไม่ได้
  • พึงสละความเป็นอรหันต์เพื่อความสิ้นกิเลส
  • ผู้หมดกิเลสย่อมไม่กำหนดหมายตัวเองว่าเป็นอรหันต์
  • บัณฑิตทั้งหลาย คือผู้ที่ไปเจอสิ่งต่างๆ พบสิ่งต่างๆ โดยไม่ยึดสิ่งใด โดยไม่เอาสิ่งใดเลย
  • ความมานะที่มีมากของเรานั้น ก่อตัวมาจากความรู้สึกที่ว่า เรารู้ดี รู้มาก รู้ทุกอย่างนั่นเอง ฉะนั้น การที่เราไม่รู้สิ่งใดก็เป็นการดีแล้ว จะได้ลดมานะลงเสียบ้าง
  • ถึงคนอื่นจะทำอะไรไม่ดีแก่เรา ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เพราะเราไม่ได้หวังอะไรจากคนอื่นอยู่แล้วมิใช่หรือ
  • ชีวิตที่ประเสริฐที่สุด คือชีวิตของผู้โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่คนเดียว ไม่หวังอะไรจากใคร

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๖)

  • ลาภสักการะ และการกราบไหว้บูชาของญาติโยม จะช่วยอะไรเราได้ จะเป็นประโยชน์อันใดแก่เรา
  • พระศาสดาทรงสรรเสริญ บุคคลผู้ไม่มีอาลัย ไม่ใช่ผู้มากด้วยอาลัย
  • อุปสรรค คือรั้วสำหรับให้เรากระโดดข้าม มารคือสิ่งที่มาคอยกระตุ้นไม่ให้เราประมาท สิ่งที่มาทำร้ายเราคือสิ่งที่มาสอนให้เราละโทสะ สิ่งที่มาทำให้เรารักคือสิ่งที่มาสอนให้เราละราคะ สิ่งที่มาทำให้เราติดยึดคือสิ่งที่มาสอนให้เราจาคะ สิ่งที่มาทำให้เราทุกข์คือสิ่งที่มาสอนให้เราพ้นทุกข์ ฉะนั้น จงอย่ากลัวสิ่งใดในโลก อย่ารังเกียจสิ่งใดในโลก
  • สิ่งดีนั่นแหละซ่อนอยู่ในสิ่งไม่ดี สิ่งไม่ดีนั่นแหละซ่อนอยู่ในสิ่งดี
  • เราจะไปนิพพานหรือจะอยู่ร่วมวงยื้อแย่งโลกามิสกับเค้าด้วย
  • โลกามิสทั้งหลาย ใครอยากได้ก็เอาไปเถิด
  • อย่าไปจริงจังกับอะไรในโลก เพราะทุกสิ่งในโลกไม่มีอะไรจริงจัง
  • ถ้าอยากจะพ้นโลก จะต้องละความขี้เกียจให้หมดสิ้น
  • ตราบใดที่ยังมีความขี้เกียจ ก็ถือว่ายังประมาทอยู่ ย่อมจะไม่พ้นจากอุ้งมือมารไปได้
  • เราจะทำเพื่อพ้นทุกข์ หรือจะทำเพื่ออวดคน
  • วิสัยที่ชอบทำอะไรอวดคน เป็นวิสัยของเด็ก ๓ ขวบ
  • ไม่มีอะไรในโลกที่จะยึดเอาไว้ได้เลย
  • ยึดเอาไว้ไม่ได้ก็ทิ้งไปเสีย ง่ายนิดเดียว ไปฝืนมันทำไม
  • คนทุกคนล้วนแต่เป็นทุกข์ตรงที่ฝืน ถ้าไม่ฝืนไม่ทุกข์เลย
  • ไปฝืนกฎเกณฑ์ธรรมดาของธรรมชาติ ไม่โง่ก็บ้า
  • งานรีบด่วนของเราคือถอนอุปาทานจากกายนี้ให้ได้
  • เราจะมีจรรยาบรรณต่อผู้อื่นโดยไม่หวังให้ผู้อื่นมามีจรรยาบรรณต่อเรา
  • ความใจร้อนคือการแสดงตัวให้ปรากฏของตัณหาอุปาทาน
  • ที่เราอยากรู้อนาคตเพราะใจร้อน ถ้าไม่ใจร้อนไม่อยากรู้อนาคตเลย
  • จะหมดกิเลสได้ต้องใจเย็นถึงที่สุด โดยตั้งจิตไว้ว่าอะไรจะเป็นก็ปล่อยให้มันเป็น

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๗)

  • ความเจริญของจิตก็อย่าไปยึดเป็นจริงเป็นจัง ความเสื่อมของจิตก็อย่าไปยึดเป็นจริงเป็นจัง ความเปลี่ยนแปลงของจิตก็อย่าไปยึดเป็นจริงเป็นจัง
  • เราทำความดีเพื่อเป็นปัจจัยแก่ความหลุดพ้น ไม่ใช่เพื่อเอาไปเป็นวัตถุใช้เปรียบเทียบว่ายอดเยี่ยมกว่าใคร เหนือกว่าใคร ประเสริฐกว่าใคร สูงส่งกว่าใคร
  • จงอย่าหิวลูกศิษย์
  • ทรัพย์ก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ สมาธิก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ เครื่องรางของขลังก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ สิ่งเหล่านี้พึ่งได้ก็แค่เพียงสักแต่ว่าอาศัยเท่านั้น ถ้าเข้าไปยึดมั่นถือมั่นละก้อ ถูกกัดทันที
  • จงถอนตัณหา ๓ คือ อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป
  • ถึงเวลาที่จะละทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
  • ความโง่ของเราคือ เรายึดเอาไว้ว่าเราจะต้องยอดเยี่ยมในทุกเรื่อง ยอดเยี่ยมในทุกอย่าง
  • ที่เรายังมีความกลัว เพราะเรายังห่วงตัวเองอยู่
  • เพราะเราอยากจะเป็นอาจารย์คนนั่นเอง จึงเป็นทุกข์เมื่อสอนเค้าไม่เชื่อ
  • ความกำหนดทุกข์มันเป็นปัญญาในตัวของมันอยู่แล้ว จะต้องไปหาปัญญาที่ไหนอีก
  • อย่าเอาคำทำนายทั้งหลายมายึดไว้ให้เป็นอุปาทาน
  • คนโง่จึงเอาคำทำนายมากำหนดชีวิตตัวเอง
  • ความสนุกสนานไม่ได้มีประโยชน์อะไรแก่การดับทุกข์ของเราเลย
  • เรามาเกิดในโลกมนุษย์ครั้งนี้ ก็เพื่อจะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีกเลย
  • เกียรติยศชื่อเสียง ล้วนแต่เป็นสมบัติของโลกมนุษย์ ถ้าไม่อยากมาเกิดในโลกนี้อีก จะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านี้ให้เด็ดขาดสิ้นเชิง
  • ตราบใดที่ยังรู้สึกว่าจะมีใครมาช่วยเราได้ ตราบนั้นจะไม่สามารถพ้นทุกข์
  • ความทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มยินดีแล้ว ถ้าหากต้องการพ้นทุกข์ ต้องละความยินดีจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
  • น้ำตา มันหยดตั้งแต่เริ่มเผยอยิ้มแล้ว
  • นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่งแล้วหนอ

จบธรรมภาษิตตอน "เขียนในป่าช้าแขก"

บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ระหว่างการเฟ้นธรรมปฏิบัติ ณ ป่าช้าแขกแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดกระบี่

ความดีและบุญกุศลของธรรมะชุดนี้ ขอถวายบูชาคุณของครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าที่ผ่านมาทุกภพทุกชาติ ส่วนข้อบกพร่อง ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ขอพระรัตนตรัยโปรดเมตตาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดชั่วชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ

จากพระชุมพล พลปญฺโ