นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบ ได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ ขอแสดงความเคารพต่อพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาล เจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา
วันนี้ก็จะพูดเรื่องอริยสัจ อริยสัจเป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ท่านจะตรัสรู้อริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ความจริงที่บุคคลรู้แล้วทำให้ไกลจากกิเลส ความจริงที่เมื่อบุคคลรู้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ความจริงอันประเสริฐข้อแรกก็คือ ทุกข์ ความทนยาก ทนลำบาก ทนไม่ได้ ทนเหนื่อยทนเหน็ดลำบากยากเข็ญที่จะทน ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไร รำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรัก การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
สรุปแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านแยกแยะทุกข์ให้ละเอียดละออ ให้บุคคลผู้จะปฏิบัติธรรมได้รับรู้เป็นสิ่งแรกนั้น ก็เพราะ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เพราะถ้าไม่กำหนดรู้ทุกข์ ย่อมไม่เข้าใจความเป็นจริง ย่อมไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ เหมือนบุคคลที่นอนอยู่ในถ้ำที่มีเสือ นั่งอยู่ในบ้านที่ถูกไฟไหม้ บุคคลเหล่านั้นถ้าหากยังไม่รู้ว่าในถ้ำที่ตัวเองนั่งอยู่มีเสือแล้ว ก็จะไม่เกิดความเพียรขวนขวาย ที่จะออกจากถ้ำนั้นไป ถ้าหากยังไม่รู้ว่าบ้านที่เรานอนเอกเขนกอยู่นี้กำลังถูกไฟไหม้ ก็คงไม่มีใครคิดจะขยับขยายรีบขวนขวายออกไป
เพราะฉะนั้นทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ การแยกแยะทุกข์ ให้ฟังมาก ๆ เพื่อบุคคลที่มีปัญญายังหยาบอยู่จะได้รู้จักขวนขวายมามีความเพียรในการปฏิบัติธรรม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกข์ที่จะเจอกับนักปฏิบัติธรรมในเวทีที่จะต่อสู้กับกิเลส ทุกข์นั้นก็คือ ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ คือความมีอุปาทานในขันธ์ ๕ ยึดถือว่า ขันธ์ ๕ นี้เป็นตัวเราเป็นของเรา เราเป็นขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นเรา เรามีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีในเรา อันนี้การที่เราจะไปถอนอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็ต้องเห็นขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ นี่มันอยู่ที่ไหน ขันธ์ ๕ อยู่ในป่าสงวน อยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรืออยู่ในเจดีย์ อยู่ที่ไหน เราต้องทำความเข้าใจก่อน ความจริงขันธ์ ๕ ก็คือกายและใจเรานี่เอง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในขณะที่อายตนะกระทบอารมณ์ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับธรรมารมณ์ ขันธ์ ๕ เกิดดับตรงนั้น ขันธ์ ๕ มันไม่ได้ตั้งอยู่ทน เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ขันธ์ ๕ เกิดขึ้น ขันธ์ ๕ ก็เกิดขึ้น เหตุปัจจัยพร้อมให้ขันธ์ ๕ ตั้งอยู่ ขันธ์ ๕ ก็ตั้งอยู่ เหตุปัจจัยหมด ขันธ์ ๕ ก็ดับลง อันนี้ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปที่ไหน มันก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามทวารทั้ง ๖ นั่นเอง ในภาคปฏิบัติที่เราจะมาหยั่งรู้ขันธ์ ๕ การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไปของขันธ์ ๕ เราก็ต้องมีเครื่องมือ มีเครื่องมือก็คือเราต้องมีสติ มาหยั่งรู้ในปัจจุบันขณะ ขณะกระทบอารมณ์ เมื่อสติเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอาศัยในการกำหนดขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้นสติจึงเป็นสิ่งที่จะต้องฝึก
พระเดชพระคุณท่านจะเน้นเสมอให้ลูกศิษย์ขวนขวายอบรมเฟ้นธรรมในการเจริญสติ ท่านจะบอกลูกศิษย์ว่าถ้าเราเป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน ต้องไม่ใช่เป็นวิปัสสนาไก่แจ้ คำคำนี้นี่ตั้งแต่ผมมาวัดไทรงามใหม่ ๆ ผมรู้สึกประทับใจกับคำนี้มาก หลวงพ่อท่านอธิบายให้ฟังว่า ไก่แจ้มันป้อไปป้อมาท่าสวย แต่ว่าเวลาชนกันจริง ๆ แล้วไม่นานมันก็เลิก มันได้แต่ป้อไปป้อมา ไก่ชนมันจิกจนเลือดแดงทั้งตัวมันก็ยังจิกกันต่อ หลวงพ่อท่านในอดีตท่านเคยเลี้ยงไก่ไว้มาก ท่านเข้าใจเอามาเปรียบเทียบให้เราฟังท่านมักจะพูดให้ลูกศิษย์ฟังเสมอว่าเป็นวิปัสสนาให้เป็นวิปัสสนาไก่ชน อย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ คือต้องทำตัวในให้เกิดให้มี ตัวในที่เราจะสร้างอันดับแรก แรกเริ่มเลยก็ อาตาปี สัมปชาโน สติมา พึงมีความเพียรมีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อมและมีสติพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ คือเริ่มต้นที่เราจะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักวิปัสสนา สิ่งแรกที่ต้องอาศัยมาก ๆ ก็คือความเพียร มีในพระสูตรท่านกล่าวไว้แค่ความเพียร แต่ในความเพียรในความหมายอันลึกซึ้งมันก็จะมีความอดทนอยู่ด้วย เพราะบุคคลใดไม่มีความอดทน ความเพียรก็จะเกิดไม่ได้ เริ่มต้นนี่ปฏิบัติไม่ได้อะไรหรอก ปีติมันไม่เกิด ตัวหล่อเลี้ยงใจ ความชุ่มชื่นมันไม่มี ปฏิบัติไปก็แห้งแล้ง มันไม่มีปีติหล่อเลี้ยงใจเป็นรางวัลแก่นักปฏิบัติใหม่ ๆ
ฉะนั้นความเพียรต้องคู่กับขันติ มีความอดทน ต้องประกอบด้วยศรัทธาว่าถ้าเราไม่เห็นภายใน ดูภายนอกไว้ก่อน ดูภายนอกดูง่าย ๆ ว่าถ้าหลวงพ่อใหญ่ท่านไม่ดีจริงลูกศิษย์ลูกหาคงไม่เต็มประเทศไทย หรือเราจะคิดไปว่าถ้าหลวงพ่อใหญ่ท่านโกหกเขา ก็คงไม่มีคนมาอยู่ด้วยนานๆเยอะแยะ หรือเราจะคิดว่าถ้าหลวงพ่อใหญ่ไม่ดีจริงคงสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างวัดใหญ่ ๆ อย่างนี้ไม่ได้ เราก็คาดเดาไว้ก่อนว่าของที่ทนต่อการพิสูจน์ในระยะเวลานานแสดงว่าเป็นของแท้ เราคิดอย่างนี้เราก็เกิดศรัทธา เดี๋ยวนี้ก็พระเดชพระคุณไม่ค่อยได้มาให้อารมณ์…ก็แต่ว่ามีโอกาสได้เห็นลูกศิษย์รุ่นพี่หลายองค์หลายท่าน ท่านมากล่าวธรรมะชักจูง เราก็เกิดศรัทธาขึ้นมาบ้าง อันนี้ศรัทธาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ มันทำให้ชุ่มชื่นอยู่ได้ ปฏิบัติใหม่ ๆ มันยังไม่มีปีติ เราก็เอาศรัทธาไว้ก่อน มีศรัทธาอย่างเดียวไม่พอ ศรัทธามาก ๆ ไม่มีปัญญาเลยก็ไม่ดี
อันนี้ปัญญาเราจะเห็นอะไร ปัญญานี่ถ้าเราจะพูดสั้น ๆ ก็คือ ปัญญาเห็นความเกิดดับเป็นเบื้องต้น การเกิดดับมีหลายระดับ เมื่อเรายังปฏิบัติใหม่ ๆ สติเรายังหยาบ ปัญญาเรายังหยาบ เราจะไปเห็นความเกิดดับลึกซึ้งของการเกิดขันธ์ ๕ ในขณะกระทบอารมณ์ตามทวารต่าง ๆ เรายังไม่เห็นถึงขั้นนั้น เราก็ต้องคิดไปถึงเรื่องความเกิดดับที่เห็นด้วยตาเปล่าก่อน ความเกิดดับที่เห็นด้วยตาเปล่าก็คือความตาย คนเราเกิดมาเอาความตายมาด้วย เกิดร้อยก็ตายร้อย เกิดพันก็ตายพัน ความเกิดกับความตายก็คืออันเดียวกัน ความเกิดเป็นเจ้าของความตาย ความตายเป็นเจ้าของความเกิด เห็ดที่ขึ้นพ้นดินมาย่อมพาดินติดมาด้วยฉันใด บุคคลผู้เกิดมาในโลกนี้ย่อมพาความตายติดตัวมาด้วยฉันนั้น น้ำที่ไหลจากที่สูงย่อมไหลลงต่ำถ่ายเดียวไม่ย้อนกลับ ก็เหมือนชีวิตของเรา นับวันบ่ายหน้าเข้าสู่ความตายทุกวัน ไม่เคยเบรคไม่เคยย้อนกลับ มีแต่จะบ่ายหน้าเข้าหาความตาย
เวลาเราตายเราจะเอาอะไรไป ทรัพย์สมบัติเงินทองกองท่วมหัวไม่ได้ไปเลยสักบาทเดียว ไร่นาสาโทร้อยไร่พันไร่ไม่ได้ขนไปเลยแม้แต่ตารางวาเดียว ถ้าเราเอาโฉนดเก่า ๆ มาดูเราจะรู้สึกสังเวช โฉนดเก่า ๆ เขาจะจารึกชื่อของผู้ครอบครองที่ดินมาหลายชั่วอายุคน บางชื่อสมัยยังเรียกว่าอำแดงนั่นเลย ไม่รู้กี่คนที่ครอบครองแผ่นดินอันนี้มา เวลาตายไปที่ดินก็เหลือเท่าเก่า แสดงว่าบุคคลก็ไม่สามารถเอาที่ดินไปเมืองผีได้ แม้แต่เงินใส่ปากที่อยากให้พ่อให้แม่ติดไปเมืองผี เงินใส่ปากส่วนใหญ่จะบำรุงลงขวดเหล้าซะมาก สัปเหร่อเอาไปซื้อเหล้ากิน ผมเคยเจอสัปเหร่อบางคนเขาเล่าให้ฟังว่า เวลาเขาจะเผาผี บางทีลูกหลานเอาแบงก์ร้อยใส่ปากมา เวลาเขาจะเผา ใจจริงสัปเหร่ออยากให้อยู่ในปากต่อไป แต่ทีนี้มันก็เห็นแน่ ๆ ว่าไหม้ไฟท่าเดียวอยู่แล้ว มันก็จำเป็นต้องดึงเอาออกจากปากเอาไปซื้อเหล้ากิน เขาก็ทำด้วยจำใจ ความจริงแล้วบุคคลทั้งหลายตายไปไม่ได้เอาสมบัติไป อันนี้สิ่งไหนที่ตายแล้วเอาไปได้ สิ่งที่ตายแล้วเอาไปได้ก็คือบุญและบาปบุคคลที่เกิดมาในโลก บุคคลผู้ประมาทในวันเวลากับบุคคลที่ไม่ประมาทในวันเวลามันคิดต่างกัน บุคคลผู้ประมาทก็คือบุคคลไม่รู้จักคิดกำไรขาดทุน
คำว่ากำไรขาดทุนหมายถึงว่าวันนี้เราทำชั่วไปเท่าไหร่ ทำดีไปเท่าไหร่ เราเกิดมาเราทำดีมากน้อยแค่ไหน ทำชั่วมากน้อยแค่ไหน ตายไปเราจะเดือดร้อนในปรโลกหรือเราจะไปสบาย บุคคลผู้ประมาทย่อมไม่คิดเรื่องนี้ คิดแต่สนุกไปวัน ๆ เต้นแร้งเต้นกาในปากมัจจุราช สนุกสนานในบ่วงมาร บุคคลทั้งหลายที่เดินไปไหนมาไหน ถึงเขาจะบ่ายหน้าไปทางทิศเหนือก็ตาม ทิศใต้ก็ตามทิศตะวันออก ทิศตะวันตกก็ตาม แต่ทุกคนไปที่เดียวกันคือไปป่าช้า เส้นทางการเดินทางของทุกคนอาจบ่ายหน้าไปทางเหนือบ้าง ใต้บ้าง ตะวันออกบ้าง ตะวันตกบ้าง แต่จุดหมายของทุกคนไปที่เดียวคือไปป่าช้ากันหมดไม่มีใครเหลือสักคน เวลาเราไปไหนให้นึกถึงว่าความตายตามเราไปทุกย่างก้าว เหมือนกับมีเพชฌฆาตถือดาบเงื้อตามหลังเราอยู่ พร้อมที่จะฟันทุกเมื่อ เพราะสาเหตุแห่งความตายมีมากมายเหลือเกิน ชีวิตเป็นอยู่ด้วยความยากลำบาก อยู่ได้แต่ละวันต้องมีเหตุปัจจัยมากมายเหลือเกิน ต้องมีปัจจัย ๔ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และจิปาถะ ยิ่งยุคนี้ยิ่งมากต้องมีพัดลม ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ มีอะไรอีกเยอะแยะ เหตุปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตมันมีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นแสดงว่าการดำรงชีวิตมันเป็นไปได้ยาก แต่ความตายมันง่าย หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว
ร่างกายของเราเป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรคและแมลงต่าง ๆ อยู่เสมอ ให้เราสลดใจเถอะว่าร่างกายไม่ใช่ของเราจริง เป็นที่อยู่เป็นที่อาศัย เป็นที่สาธารณะแห่งหมู่หนอนและเชื้อโรคทั้งหลาย เราไม่สามารถจะปิดประตูกันมันได้เลย เขาถึงบอกว่าโรคอยู่ในกายใช้ประโยชน์ไม่ได้ ยาอยู่ในป่าตั้งไกลใช้ประโยชน์ได้ คือร่างกายเป็นสาธารณะ พยาธิในตัวเรามันก็ว่าร่างกายเราเป็นของมันด้วย เป็นที่กิน ที่ขี้ ที่เยี่ยว ที่ผสมพันธุ์ ที่ตาย เป็นป่าช้าเป็นอะไรของมันเสร็จ เป็นที่ออกลูกออกหลานเผ่าพันธุ์ ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง เมื่อเราเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นของเราจริง เราต้องมาคิดคำนวณกำไรขาดทุน อะไรที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ต้องนึกถึงให้น้อย ๆ ลงหน่อย อะไรที่ตายแล้วเอาไปได้ให้นึกถึงให้มาก ๆ ขึ้นมาหน่อย อะไรที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ผัว ลูก บ้านช่อง ทรัพย์สมบัติ เงินทอง แก้วแหวน ที่นา รถ พวกนี้ตายแล้วเอาไปไม่ได้หมดเลย อะไรที่ตายแล้วเอาไปได้ มรรค ผล นิพพาน บุญกุศล อันนี้เมื่อเราเห็นว่าชีวิตที่เกิดมามันมีแต่ทุกข์ แต่โทษ เขาไม่ได้ให้ความโสภามาอย่างเดียว เขาให้มาล่อเหยื่อเท่านั้นเอง เหมือนกับให้ไส้เดือนมาเพื่อให้ปลามาติดเบ็ด เขาให้ความสาวแก่พวกเรามาเพื่อมาแก่ภายหลัง ต้องมาอกหักเพราะความสาว ให้ความหนุ่มมาก็มาแก่ภายหลังต้องมาอกหักเพราะความหนุ่ม ให้ความแข็งแรงมาต้องมาแก่ชราภายหลัง ต้องมาอกหักเพราะความแข็งแรง
สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อบุคคลใดเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง บุคคลนั้นย่อมอกหัก เพราะไปหวังจากสิ่งที่เขาไม่ให้เราหวัง เราจะไปหวังอะไรจากสิ่งที่ไม่ให้เราหวัง เราจะไปหวังอะไรจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา สังขารธรรมคือร่างกายและจิตใจมันเป็นสังขาร สังขารมันแปลว่าความปรุงแต่ง มันปรุงแต่งจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มาผสมกัน มันไม่มีของเราจริง ความสุขของโลกก็ให้มาเป็นเหยื่อล่อทั้งนั้น ปลาทั้งหลายเวลาจะกินเบ็ดไม่มีปลาตัวไหนที่ตั้งใจจะกินเบ็ด ปลามันตั้งใจกินไส้เดือน แต่พอกินไส้เดือนแล้วติดเบ็ด เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะละเบ็ดเราต้องตัดใจจากไส้เดือนด้วย เมื่อเราเห็นทุกข์เห็นโทษว่าโลกนี้เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภัย แต่ทำไมเรายังติดอยู่ล่ะ ที่ยังติดอยู่เพราะมันมีเหยื่อล่อเอาไว้ สุขเวทนาคือเหยื่อล่อให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความสุขที่แหละเป็นเหยื่อล่อให้บุคคลต้องไปทนทุกข์ ไส้เดือนนี่แหละเป็นเหยื่อล่อให้ปลาถูกเบ็ดเกี่ยว
เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นทุกข์เห็นโทษในโลกนี้ เราต้องสร้างกำลังใจ สร้างกำลังใจที่จะละเหยื่อของโลก เหยื่อของโลกก็คือ สิ่งใดที่ทำให้เกิดสุขเวทนานั้นเป็นเหยื่อของโลก เมื่อเรากำหนดหยั่งรู้ทุกข์เวทนา เวทนาคือทุกข์ เราจะเห็นโทษ เมื่อเห็นโทษในทุกข์ ต้องมาละตรงสุข วางอุเบกขา อย่าไปเสวยความสุข ต้องสร้างจิตใจให้เข็มแข็งขึ้น จิตใจที่จะละความสุขได้ต้องมีสติปัฏฐาน จิตของคนทั่วไปถ้าไม่ได้รับการพัฒนา กำลังใจจะเข้มแข็งไม่พอที่จะละความสุข เมื่อเราเห็นเห็นโทษของโลก อันนี้ก็เกิดความเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายเป็นพลังให้เราเกิดความเพียร แต่ความเบื่อหน่ายนี่ไม่ใช่ธรรมะนะ ตราบใดที่ยังมีความเบื่อหน่ายแสดงว่าเรายังมีความอยากอยู่ คือเรายังตัดความอยากไม่ได้ เรารู้สึกว่ามันเป็นโทษแต่เราตัดไม่ได้ เราจึงท้อแท้อาลัยเบื่อหน่าย ธรรมะตัวแท้คือตัวอุเบกขาไม่ใช่ตัวเบื่อหน่าย แต่ตัวเบื่อหน่ายเป็นเบื้องต้นให้บุคคลอดทนทำความเพียรเพื่อพ้นทุกข์ แต่จะพ้นทุกข์จริง ๆ ต้องด้วยตัวอุเบกขา อุเบกขาไม่เข้าไปเสวยสุข แล้วต้องถอนความมีตัวมีตนในอุเบกขาเสียด้วย ไม่มีตัวเราของเรา อุปาทานขันธ์ คือความยึดมั่นในตัวตน เมื่อมีตัวตนเป็นผู้รับ มันก็ต้องยินดียินร้ายอยู่วันยังค่ำ จะละความยินดียินร้ายให้ฝึกละอุปาทาน
ทางสายเอกนี้คือ สติปัฎฐาน ๔ เอกายนมรรค ทางเส้นเดียว ไปในที่แห่งเดียวคือ พระนิพพาน เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดจากทุกข์ เป็นไปเพื่อคลายความเดือดร้อน เป็นไปเพื่อความสิ้นสุดความเวียนว่ายตายเกิด ในขั้นต้นเรายังไม่มีปัญญาเห็นทุกข์ที่ละเอียด เราก็ดูทุกข์หยาบ ๆ ไปก่อน อย่างที่บรรยายมาให้ฟัง เห็นความตายบ้าง เห็นความแก่บ้าง เห็นคนอื่นแก่ ไม่สู้เห็นตัวเองแก่ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองแก่ อะไร ๆ ก็คงไม่อยากได้เหมือนเมื่อก่อนละมั๊ง เพราะฉะนั้น บุคคลที่ฉลาด เวลาเห็นทุกข์เห็นโทษต้องน้อมเข้ามาสู่ตนให้มาก น้อมเข้ามาสู่ตนว่าบุคคลที่เป็นทุกข์มาให้เราเห็น ไม่ใช่แต่เป็นแต่เขาหนา เมื่อถึงคราว เราก็จะเป็นทุกข์อย่างนั้นเหมือนกัน ความแก่และโรคภัยสารพัดอย่าง เราก็รับสมบัติเขาไว้เหมือนกัน
ตอนผมเด็ก ๆ เวลาดูโทรทัศน์ได้เห็นเขาโฆษณา โฆษณาขายยาลดกรดในกระเพาะ ผมก็ยังนึกขำอยู่ตอนเด็ก ๆ ยาลดกรดในกระเพาะจะทำมาขายใคร ใครจะไปกิน ยาลดกรดในกระเพาะ จะไปขายใครได้ ใครจะไปกิน ? ตอนเด็ก ๆ ผมคิดอย่างนั้น ปรากฏว่าพอเราอายุ ๒๐ กว่า ๆ เป็นโรคกระเพาะ ต้องมานั่งกินยาลดกรดอยู่หลายปี อ้อ เขาทำมาขายเรานั่นเอง ผู้ใหญ่รุ่นก่อนเขาเป็นโรคกระเพาะ เขาผ่านกาลเวลาไป เขาก็ไม่เอาไปไหนเขาก็ฝากให้รุ่นต่อ ๆ มา ตอนเด็ก ๆ อีกเหมือนกัน เวลาผมได้ดูโฆษณายาขมน้ำเต้าทอง เราเห็นเขาโฆษณาขายยาขมน้ำเต้าทองเราก็หัวเราะในใจ ว่าของขม ๆ จะทำมาขายใคร ใครจะไปซื้อกิน มันขม ๆ คนจะขายยามันโง่นะ แทนที่มันจะโกหกว่ายาหวานมันไม่โกหก มันไปบอกเขาว่ายาขม ใครจะไปซื้อกิน ตอนเด็ก ๆ เราก็คิดอย่างนี้ พอเราโตขึ้นมา แหมมีอยู่ช่วงหนึ่งมันไม่รู้เป็นอะไรเป็นโรคร้อนในอยู่เป็นปี ๆ ต้องไปซื้อยาขมน้ำเต้าทองมาต้ม ซื้อมาทีเป็นโหลๆ ต้มฉันทุกวัน ตอนนั้นเป็นพระแล้ว อ้อเราก็เพิ่งมารู้ เขาทำมาขายเราเอง เรานี่เองโง่ซื้อ ของขม ๆ เราก็ต้องโง่ซื้อมากิน
เรานี่เองที่โง่ ที่โง่ก็คือเรายังเกิดอยู่ ที่โง่ พอเกิดมาแล้วเนี่ย มรดกความเจ็บไข้ความป่วยโรคร้อยแปดพันเก้าที่รุ่นพ่อรุ่นปู่ผ่านไปแล้วเขาไม่ได้เอาไปด้วย เขามอบไว้ให้เราหมด เราก็โง่มาเกิด โง่มาเกิดแล้วก็ยังยินดีในโลกนี้อีก ยังเพลิดเพลินกับเหยื่อของโลกอีก เห็นอะไรสวยก็อยากอยู่สักร้อยปีพันปี เพราะมันโง่ เราเห็นโทษแล้วเราก็ต้องรู้จักฉลาดมาบ้าง เมื่อเราเกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยงความเกิดดับขึ้นมา เราก็ต้องมีศรัทธามีความเพียรในการเจริญกรรมฐาน
ผมเข้ามาวัดไทรงามนี่เป็นหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง เหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง เลว สุด ๆ แล้ว ไปไหนไม่รอดแล้ว หมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง มันไม่มีขนเลย เข้ามาถึงก็พระเดชพระคุณท่านสอนเช้าสอนเย็น เหมือนกับท่านจับหมาขี้เรื้อนไปขัดสีฉวีวรรณโดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย อยู่ที่นี่ ๕ ปี ออกจากที่นี่ไป ลูบข้างตัว พอมีขนขึ้นมาบ้าง ไปไหนก็ไม่เคยลืมบุญคุณของพระอาจารย์ แต่เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่มีโอกาสมาแนะนำ อายุมากสังขารเสื่อม เทปท่านก็พูดไว้มาก พระอาจารย์น่ะ ท่านจะไม่ค่อยบรรยายอะไรให้ฟังมาก ท่านจะเน้นให้เราสร้างเหตุสร้างตัวใน ตัวในคือตัวสติ เมื่อบุคคลมีสติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบจะเป็นปัญญาแก่ผู้นั้นทั้งหมด เป็นจริงๆ ขอให้มีสติถึงพร้อมเถิด ความผิดพลาดทั้งปวงก็เกิดปัญญา ความผิดพลาดก็เป็นครู ไม่รู้สึกว่าความผิดพลาดเป็นตราบาป เจอความผิดพลาดก็รู้สึกหน้าชื่นตาบานแจ่มใส ไม่เครียด ไม่เดือดร้อน สติตัวเดียวเป็นได้ เป็นเหมือนกับท่อไอเสียรถยนต์ เป็นที่ระบายความเดือดร้อนที่เรามาเผชิญอารมณ์ของโลกได้หมด ธรรมะเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแก่บุคคลที่เกิดมาในโลก และความตายจะกรายเข้ามา เวลาตายมีธรรมะเท่านั้น ธรรมะสุดยอดต้องกรรมฐาน กำหนดหยั่งรู้สติพร้อม จึงไปกำหนดหยั่งรู้ทุกข์เวทนา เวลาจะตายนั้นเราก็ไม่รู้เวลาตายมันจะทุกข์แค่ไหนเราก็เตรียมเอาไว้
พระเดชพระคุณท่านจะเน้นเหตุซะมาก คือต้องการให้ลูกศิษย์มีตัวใน มีตัวในและสามารถแก้อารมณ์ให้แก่ตัวเอง เมื่อเราฝึกสติใหม่ ๆ สติยังไม่ทันอารมณ์ เวลาเจอปัญหาติดขัดอารมณ์ มันก็จำเป็นเหมือนกันที่ต้องเที่ยวหาคนโน้นมาแก้อารมณ์ คนนั้นมาแก้อารมณ์ ใหม่ ๆ มันก็เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีใครมาแก้อารมณ์ ก็รู้สึกเดือดร้อน แต่เมื่อเราปฏิบัติเก่าเข้า ชำนาญเข้า สติเรามั่นคงเข้า เราก็ไม่ต้องหาใครมาแก้อารมณ์ให้ เพราะว่าอารมณ์ทั้งปวงคือความเกิดดับ อารมณ์ทั้งปวงมันเป็นแค่ขณะจิตเดียว การหยั่งรู้อารมณ์ก็หยั่งรู้ขณะจิตเดียว การต่อสู้อารมณ์ก็ต่อสู้ขณะจิตเดียว การได้ผลสู้สำเร็จก็ขณะจิตเดียว อย่าไปแบกความสำเร็จเอาไว้ ถ้าแบกความสำเร็จแล้วมันจะเกิดความมานะ เย่อหยิ่งถือดี ตัวมานะเย่อหยิ่งถือดีเป็นเบรคห้ามล้อความเจริญของนักปฏิบัติธรรม บุคคลใดผู้มีความเย่อหยิ่งถือดีมาก ๆ ปฏิบัติได้ช้ามาก ปฏิบัติให้ได้ดี ต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวให้มาก ปฏิบัติที่ผ้าขี้ริ้วได้ผลเร็วกว่าปฏิบัติบนหิ้ง
เวลาเราซักผ้า ถ้าคนซักผ้าที่ฉลาดซักไปดูแต่ตรงไหนสกปรกเท่านั้นพอแล้ว ตรงไหนสะอาดแล้วไม่ต้องไปดูก็ได้ ถ้าเราไปดูตรงโน้นสะอาดแล้วตรงนี้สะอาดแล้วเดี๋ยวมันเลิกซักกัน ตรงสะอาดแล้วเราไม่ต้องไปดูหรอก เราดูแต่ตรงไหนสกปรกบ้าง เราดูแล้วเราก็เห็นตรงไหนสกปรกเราก็ขยี้แต่ตรงนั้น ขยี้ไปแล้วเดี๋ยวมันก็สะอาดเองไม่ต้องไปแบกความสะอาด ไม่ต้องไปแบกความว่าง อย่าเข้าไปในความว่างเดี่ยวมันจะเป็นความไม่ว่าง ถ้าเราเข้าไปในความว่างก็คือการทำลายความว่าง ถ้าเราเอาตัวตนไปเสวยในความว่างก็คือเราไปทำลายความว่าง เหมือนกับห้องห้องหนึ่งมันว่าง เราเดินเข้าไปในห้องที่มันว่าง เราก็ไปชื่นชมยินดี ห้องนี้มันว่างจริง ๆ อะไร ๆ ก็ไม่มี โต๊ะก็ไม่มี เตียงก็ไม่มี มันว่างจริง ๆ แต่เราลืมไปถนัดเลยว่าเราเข้าไปในห้องทำให้ห้องไม่ว่าง เราจะให้ห้องมันว่างเราต้องออกมาใส่กุญแจปิดมันเสีย อย่าเข้าไปดูความว่าง อย่าเข้าไปเห็นความว่าง อย่าเข้าไปครอบครองความว่าง เมื่อเราวางอุเบกขาได้ อย่าไปยินดีว่าเราวางอุเบกขาได้ เพราะมันจะทำลายตัวอุเบกขา เมื่อเราวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ อย่าไปยึดถือในความยินดีว่าเราวางได้แล้ว มันจะกลายเป็นตัวตนซ้อนอีก
ผู้ปฏิบัติถ้าฉลาดจะเจียมตัวเสมอเพราะมันเป็นเครื่องกันพลาด การปฏิบัติมันต้องมีเครื่องกันพลาดเยอะๆ อย่าถือว่าตัวเองเก่งแล้ว ดีแล้ว ทุกปีที่ผ่านไปคือการเรียนรู้ ความผิดพลาดทั้งปวงมันช่วยให้เราฉลาดขึ้น มารก็มาช่วยให้บารมีเราสูงขึ้น อุปสรรคก็มาสอนให้เรากระโดดข้าม ถ้าเรามีปัญญาแล้วอะไรก็ดีหมดในสายตาของเรา แต่เราต้องฝึกสติไปก่อน ปัญญาที่ขาดสติมันฟุ้ง มีสติแต่ขาดปัญญา ยังดีกว่ามีปัญญาที่ขาดสติ เพราะมีสติมันจะฉลาดในตัวเอง มีปัญญาที่ขาดสติมันไปรู้เรื่องคนอื่นซะมาก
สติปัฏฐานเป็นเรื่องในกายเราในใจเราหมดเลย บางทีต่อให้เราโง่แสนโง่ ขอให้เรามีสติเถอะ ก็พอแล้ว เราโง่ในเรื่องข้างนอกแต่เราฉลาดภายใน ความฉลาดภายในไม่ต้องให้ใครมาตั้งดีกรี ไม่ต้องให้ใครมาให้ประกาศนียบัตร นักธรรมตรีโทเอกไม่ต้องมี เรื่องความบริสุทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องคนอื่นมายอมรับและรับรู้ด้วยกับเรา ความบริสุทธิ์ความหมดกิเลส ความหมดทุกข์ของเรา ต้องให้ความทุกข์มารับรอง การเผชิญทุกข์มารับรอง คือเราเจอทุกข์แต่เราวางได้ อย่าไปให้คนอื่นมารับรอง เห็นคนอื่นมาพินอบพิเทามาก ๆ สำคัญว่าเราเป็นเทวดาแล้ว เป็นการไม่ฉลาดสำหรับนักปฏิบัติ เวลามีลาภ มียศ มีสรรเสริญ สุข บางทีเราดูตัวเองยังไม่ออก ต้องเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ จึงจะรู้ว่าเราปล่อยวางได้จริงหรือเปล่า การบรรลุธรรมจะดูว่าบรรลุในมุ้งไม่ได้ เรานั่งอยู่ในมุ้งคนเดียวเนี่ย จะเข้าใจว่าเราบรรลุขั้นนั้นขั้นนี้ยังไม่ได้ เราจะดูว่าเราบรรลุธรรมต้องขณะกระทบอารมณ์ ขณะกระทบอารมณ์ตามอายตนะทั้ง ๖
เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติเมื่อปฏิบัติเข้าไปจริงๆ จะไม่หนีอารมณ์ เพราะอายตนะมันเป็นวิปัสสนาภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งวิปัสสนา ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ การงานของผู้เจริญสติก็คือไปวางอุเบกขาให้ได้ขณะกระทบอารมณ์ อันนี้การวางได้ก็เป็นขั้นเป็นตอนไป
เมื่อวันก่อนพูดถึงพระสูตร ที่ตอนท้ายสติปัฏฐานสูตร ที่ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้เจริญสติปัฏฐานหวังได้ว่าจะเป็นพระอนาคามี คือวันนั้นก็ไม่พูดเรื่องโสดา สกิทาคา มีบางคนสงสัยว่าทำไมถึงข้ามไป ทำไมพระพุทธเจ้าถึงข้ามไป ผมคิดว่า เมื่อบุคคลมาเจริญสติปัฏฐานแล้วมันเป็นของสูง เหมือนกับเข้าโรงเรียนนายร้อย เลยไม่ได้มาลำดับยศ พลทหาร สิบตรี สิบโท แสดงว่าพระพุทธเจ้าท่านให้คุณค่าของสติปัฏฐานสูตรไว้มาก บุคคลใดมาเจริญสติปัฏฐาน ท่านนับให้เป็นนักเรียนนายร้อย พอเข้ารับราชการปุ๊บได้ร้อยตรีเลย ท่านเลยไม่ได้กล่าว โสดา สกิทาคาไว้ตอนท้ายสูตร นั่นก็คือพระพุทธเจ้าท่านเห็นคุณค่าของสติปัฏฐาน เห็นมาก ว่าบุคคลที่เจริญสติปัฏฐานมันเข้าใกล้นิพพานจริง ๆ ท่านจะสรรเสริญมาก เมื่อเรารู้อานิสงส์ของสติปัฏฐานแล้ว ฉะนั้นเราก็ควรมีความเพียร มีความอดทน มีความบากบั่น มั่นคงในสติปัฏฐานให้มาก อย่าทอดธุระ
เป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน คำคำนี้ติดตัวผมไปตลอด ไม่ว่าผมไปไหน ไปไหน เดินทางออกจากวัดไทรงาม ผมไปไหน คำนี้ที่พระเดชพระคุณพูดไว้ติดอยู่ในหัวผมไปตลอด คอยเตือนใจว่า เป็นวิปัสสนาอย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้นะ ต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน คืออย่าเป็นพวกท่าสวยแต่ไม่เอาถ่าน อันนี้นี่จะติดหัวผมไปมากมากเลย ไปไหนคำนี้ก็คอยมาเตือนสติ ว่าเราต้องเอาให้จริงหน่อย เหมือนกับครูบาอาจารย์ตามเราไปด้วย คำสั่งสอนหรือคำด่าของครูบาอาจารย์ไพเราะมาก สำหรับลูกศิษย์แล้วคำด่าของครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะด่าแรงแค่ไหน ใช้คำแรงแค่ไหน เราต้องถือว่าไพเราะมาก เพราะว่าเราฟังแล้วเราได้ดี
เมื่อตอนที่ผมจะไปกราบลาหลวงพ่อออกจากวัดเมื่อปี ๓๔ ผมคิดว่าผมจะไปแถวสกลนคร อุดรธานี ผมก็ไม่ได้บอกท่าน ปกติผมก็ไม่ค่อยได้เข้าใกล้ท่าน วันนั้นก็ไปกราบลา ไปกราบลาว่า หลวงพ่อครับ ผมลาจะออกจากวัดไปครับ หลวงพ่อท่านเงยหน้ามา ท่านก็ถามว่าจะไปอีสานเหนือหรือ เรายังไม่ได้บอกท่านเลย ท่านรู้มาได้ เราก็ตกใจว่าเอ๊ะเรายังไม่ได้บอกจะไปไหน แต่รู้ว่าเราจะไปอีสานเหนือ เราก็รับว่าครับ พอรับว่าครับเสร็จ หลวงพ่อท่านแทนที่จะให้พร โอ้ ท่านด่าเราเป็นชุดเลย เราเลวเรื่องไหน ท่านรู้ไปทุกอย่าง แล้วท่านก็ด่าตั้งนาน ตอนนั้นเราก็ไม่พอใจ ทำไมเราจะไปหลวงพ่อถึงด่า แทนที่จะให้พร แหม เมื่อเราออกจากวัดไปแล้วคำด่าของท่านมาคอยเตือนสติเราตลอด มันรู้สึกว่าคำด่าของครูบาอาจารย์ไพเราะที่สุด เป็นคำที่ไพเราะมาก ไพเราะ ๆ ยิ่งกว่าพรใด ๆ เพราะว่าเป็นคำที่กระหนาบเราให้เราได้ดี เป็นคำที่ไพเราะเพราะพริ้งมาก เราพ้นนรกมาได้ก็เพราะคำด่าของท่านนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ศิษย์ที่ดีนี่ เราต้องเอาคำด่าของครูบาอาจารย์ไว้บนหัว รู้สึกว่าได้ผลมาก เพราะพระเดชพระคุณ ผมรู้สึกว่าท่านมีญาณวิเศษมาก แต่ว่าไม่ค่อยแสดง ท่านจะรู้อัธยาศัยของคน ท่านด่าผมไว้ รู้หมดว่าเราเลวเรื่องใด ท่านรู้หมดเลย ท่านด่าเป็นชุดเลย เราก็ได้รับคำด่าจากท่านไปขัดเกลาตัวเอง ไปปรับปรุงตัวเอง ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก ที่ได้มาเป็นศิษย์วัดไทรงาม แต่ว่าตอนนี้ผู้พูดผมนี้ก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ กำลังศึกษาอยู่ เวลาแต่ละปีที่ผ่านไปคือการเรียนรู้ อุปสรรคที่เข้ามาคือสิ่งที่สอนให้ฉลาดขึ้น ความผิดพลาดเป็นครู ตอนนี้ก็ยังไม่เก่งแต่มีศรัทธาที่จะเรียนรู้ เรียนรู้ในสายกรรมฐาน สายปฏิบัติในพรหมจรรย์นี้ไป
ณ เวลานี้ก็สมควรแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ ปุ๊บปับก็ได้มาพูด ไม่ได้ตั้งใจไว้ เลยพูดอะไรก็ส่งเดชไปอย่างนั้นเอง ก็ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงธรรม ได้บรรลุธรรมเข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ
พระชุมพล พลปฺโ
๓ มกราคม ๒๕๔๑