๕. ปัญญา หรือจะเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนากรรมฐาน ก็ได้ คือการพินิจพิจารณาสังขารทั้งหลาย ให้เห็นแจ้งไปตามความเป็นจริง ซึ่งสิ่งทั้งปวงล้วนแล้วแต่มีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ
ทีนี้ทำอย่างไรล่ะ จึงจะเกิดปัญญาขึ้นมา ในทางภาคปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะบังเกิดปัญญา เห็นแจ้งขึ้นมาด้วยการเจริญกรรมฐาน ๒ อย่างคือ
๕.๑ มรณานุสสติ คือการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
๕.๒ การพิจารณาร่างกาย สำหรับการพิจารณาร่างกาย จะแบ่งไปได้อีกคือ
๑) การพิจารณาร่างกายแยกส่วนเป็นอาการ ๓๒ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้เล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง น้ำดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ ปัสสาวะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของสกปรกโสโครกทั้งสิ้น
๒) การพิจารณาร่างกายแยกให้เห็นเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ไม่มีตัวเราของเรา เป็นเพียงธาตุของโลกประกอบกันขึ้นมาเท่านั้น
๓) การพิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นซากศพ
สำหรับกรรมฐานที่กล่าวมาข้างต้น จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ ท่านผู้ใดต้องการศึกษารายละเอียด ให้หาหนังสือมาอ่านเอาเอง ในที่นี้จะสอนวิธีการปลงสังขารตามบทกลอน ซึ่งก็มีกรรมฐานข้างต้นอยู่เหมือนเดิม
บทปลงสังขารที่อยู่ท้ายเรื่องนี้ ขอให้นักปฏิบัติได้สวดก่อนนอนทุกวัน เวลาสวดให้พิจารณาให้เห็นแจ้งไปตามคำสวดด้วยปัญญาด้วย ขอให้สวดให้ได้ทุกวัน ต่อไปปัญญาจะเกิดขึ้น แล้วจะเห็นแจ้งในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเอง