๔. สมาธิ การเจริญสมาธิเรียกได้หลายแบบ เช่น เรียกว่า เจริญสมถกรรมฐาน หรือ เจริญสติ ก็ได้ การเจริญสมาธินั้น สำคัญมากต่อการพัฒนาจิตใจให้บรรลุมรรคผล ผู้ที่จิตไม่เป็นสมาธิเลย จะไม่สามารถบรรลุมรรคผล แม้แต่เพียงขั้นต้นได้
การเจริญสมาธิ หรือเจริญสตินี้ มีวิธีฝึกได้หลายแบบ เช่น อานาปานสติ การตั้งสติในการเคลื่อนไหวของกาย หรือการเพ่งกสิณ เช่นเพ่งลูกแก้ว เป็นต้น แต่วิธีที่แพร่หลายที่สุด คือ อานาปานสติ ฉะนั้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอานาปานสติพอเป็นสังเขป ท่านที่ต้องการรายละเอียดมากๆ กรุณาค้นคว้าจากหนังสือที่สอนเกี่ยวกับอานาปานสติ ซึ่งมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป
อานาปานสติ คือการกำหนดสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก ซึ่งจุดใหญ่อยู่ที่การกำหนดลมหายใจ ส่วนท่านใดจะเพิ่มคำบริกรรมใดๆ ขึ้นมา ก็แล้วแต่ความพอใจคำบริกรรม เช่น พุทโธ นั้นไม่ต้องมีก็ได้ แต่ถ้าใครชอบก็แล้วแต่ความพอใจของคนนั้น
การปฏิบัติในอานาปานสติ ให้นั่งในท่าที่สบาย จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งห้อยขากับเก้าอี้ก็ได้ แล้วตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก กำหนดสติให้รู้ที่ลมหายใจกระทบ เวลาหายใจออกก็มีสติรู้อยู่ว่าหายใจออก ผู้ฝึกใหม่ตอนแรกพยายามนั่งให้ได้สัก ๑๐ นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จนนั่งได้สักวันละ ๓๐ นาทีทุกวัน ใหม่ๆ จิตจะฟุ้งซ่านไปบ้างก็ช่างมัน ฝึกไปเรื่อยๆ จิตจะค่อยสงบลงทุกทีเอง
และเพื่อประโยชน์แก่ความเจริญของสมาธิ ทุกเวลาที่ว่าง ควรจะเอาสติมากำหนดลมหายใจอยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้จิตคิดในเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เช่น เวลาคอยรถเมล์ หรือยืนอยู่บนรถเมล์ จงอย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยการคิดเรื่องไร้สาระ ให้เอาสติมากำหนดลมหายใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหลับตาก็ได้ เว้นไว้แต่เวลาเรานั่งอยู่ในห้องของเรา เป็นกิจจะลักษณะค่อยหลับตา แต่ถ้าหลับตาแล้วง่วงก็ให้ลืมตา
การเจริญสมาธิหรือการเจริญสตินี้ มีความจำเป็นมากในการที่จะพัฒนาจิตใจให้บรรลุมรรคผล ฉะนั้นท่านผู้ปรารถนาที่จะเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน จงอย่าประมาทในการเจริญสมาธิ หรือการเจริญสตินี้เลย