๓. ศีล

๓. ศีล คือการสำรวมทางกายและวาจา ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นและเบียดเบียนสติสัมปชัญญะของตนเอง ผู้ที่จะเข้าสู่มรรคผลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จะต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ ชนิดที่ว่ายอมตัวตายดีกว่าศีลขาด ไม่ว่าจะเป็นพระ เณร เถร ชี อะไรก็ตาม ก่อนที่เราจะไปภูมิใจสำคัญตนว่าเรามีศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นั้น ขอให้สำรวจศีล ๕ ของตนก่อน แล้วจึงค่อยไปดูศีลในภูมิของตน เพราะศีล ๕ เป็นศีลพื้นฐาน ถ้าหากศีล ๕ ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ท่านจะไม่สามารถบรรลุคุณธรรมความดีเบื้องสูงกว่านี้ได้เลย

ฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมทุกท่านจะต้องสมาทานศีล ๕ ให้เคร่งครัด ให้บริสุทธิ์ ชนิดที่ว่ายอมตัวตายดีกว่าศีลขาด ขอให้พยายามฝึกไป ใหม่ๆ อาจเผลอทำให้ขาดบ้างก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ พยายามรักษาไป ต่อไปจะเคยชินเป็นอัตโนมัติ

คือว่า เจตนาที่คิดจะล่วงศีลไม่มีเลย จนเป็นปกตินิสัย ทีนี้มีปัญหาที่ถามกันอยู่บ่อยๆ ว่า สมมุติว่าเราเดินไปเหยียบมดตาย โดยไม่มีเจตนานี้ศีลจะขาดไหม ก็ขอตอบว่า การที่ศีลจะขาดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าหากเราไม่มีเจตนาที่จะทำให้สัตว์ตาย บังเอิญไปทำให้มันตายโดยไม่ตั้งใจ ศีลก็ไม่ขาด ในที่นี้จะขอกล่าวศีลทั้ง ๕ ข้อขึ้นมาด้วยคือ

    ๑) ห้ามฆ่าสัตว์

    ๒) ห้ามถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้

    ๓) ห้ามล่วงประเวณี ในสตรีหรือบุรุษที่มีเจ้าของหวง เช่นภรรยาเขา หรือลูกหลานบริวารที่ผู้ปกครองเขายังไม่ได้อนุญาตให้เราไปล่วงเกินได้

    ๔) ห้ามพูดเท็จ โกหก หรือพูดไปให้ผู้อื่นไม่สบายใจ

    ๕) ห้ามดื่มสุรา เมรัย หรือของเสพติด อันเป็นเหตุให้ขาดสติ

สำหรับท่านที่รักษาศีลนั้น ขอแนะนำให้เจริญสีลานุสสติ ด้วย คำว่า สีลานุสสติ แปลว่า การระลึกถึงศีลของตน วิธีปฏิบัติให้เราท่องก่อนนอนทุกวันว่า

“โอหนอ ศีลทั้งหลายของเรา เป็นศีลไม่ขาด เป็นศีลไม่ทะลุ เป็นศีลไม่ด่าง เป็นศีลไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นไท เป็นศีลอันผู้รู้สรรเสริญ เป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง เป็นศีลที่ยังสมาธิให้บังเกิดได้”

สำหรับพระโสดาบันแล้ว การล่วงละเมิดศีล ๕ จะไม่มีเลย ศีลจะบริสุทธิ์เป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเอาใจคอยระวัง จะบริสุทธิ์ชนิดที่ว่า ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด เช่น สมมุติว่าถ้ามีใครมาเงื้อดาบบังคับให้พระโสดาบันฆ่ามดสักตัวหนึ่ง มิฉะนั้นจะฟันให้ตาย พระโสดาบันย่อมจะไม่มีจิตที่จะกล้าฆ่ามดตัวนั้นเลย รังแต่จะยอมตายโดยแท้

ด้วยเหตุที่ศีลบริสุทธิ์ถึงขนาดนี้เอง พระโสดาบันทั้งหลาย จึงจะย่อมพบสิ่งอันอัศจรรย์ในใจขึ้นมาว่า “โอหนอเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เรารักษาศีลแล้ว แต่กลายเป็นศีลรักษาเราโดยแท้เทียว”

ฉะนั้นท่านผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติ จงอย่าประมาท จงพากันรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะทำให้ท่านเข้าสู่มรรคผล นิพพาน ได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว