๑. ศรัทธา

๑. ศรัทธา จะต้องปลูกศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส อันมีประมาณยิ่ง ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งคำว่า พระสงฆ์ ในที่นี้ หมายถึงพระอริยบุคคล ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์ จะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ได้

ให้สาบานตนว่าจะยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ที่เคารพบูชาเหนือสิ่งอื่นใด ให้ถือตนว่าเป็นข้าทาสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไม่ล่วงละเมิดเด็ดขาด พยายามสวดมนต์กราบไหว้บูชาพระรัตนตรัยทุกวัน ไม่ได้มากก็เอาน้อย หรืออย่างน้อยในแต่ละวันก่อนนอนให้ท่อง นะโม ๓ จบ แล้วเปล่งวาจาว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธว่าเป็นสรณะ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ

พยายามจัดหิ้งพระให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้รกรุงรังด้วยหยากไย่ ฝุ่นผง เพราะถือว่าหิ้งพระนี้เป็นที่สถิตของพระพุทธรูป อันเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า ซึ่งถึงแม้ว่าพระองค์จะเสด็จปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม แต่พุทธบารมีของพระองค์ยังปกป้องคุ้มครองให้พุทธบริษัทมีความชุ่มเย็นอยู่ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจะสัมผัสพระบารมีของพระองค์ได้ แต่จะสัมผัสได้มากหรือน้อยนั้น แล้วแต่ความเข้มข้นของการปฏิบัติ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้ดีว่า พุทธบารมีของพระศาสดายังปกป้องคุ้มครองรักษาตนเช่นไร และพยายามหาดอกไม้มาประดับหิ้งพระอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ทุกวันก็อาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดปีละครั้งในวันวิสาขบูชาก็ยังดี

สำหรับพระโสดาบันนั้น จะมีความเห็นว่า “เมื่อพิจารณาโดยถี่ถ้วนด้วยปัญญาแล้ว เราจึงพบว่านอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่จะมีสาระแก่นสารเลย” สำหรับท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจงจำคำนี้ไปก่อน เมื่อใดที่ท่านได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุภูมิขั้นโสดาบันแล้ว ท่านจะซาบซึ้งในข้อความเหล่านี้เอง