การแสวงหาความสุขของมนุษย์ (รวมเล่ม)

การแสวงหาความสุขของมนุษย์
เป็นการรวมบันทึกธรรมของหลวงพ่อชุมพล พลปญฺโ
ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๓ ถึงปี พ.ศ.๒๕๔๒

สามารถดาวน์โหลดได้ดังนี้

 

คำนำ

จุดประสงค์ของการบันทึกธรรมเหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาต้องการให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นบันทึกธรรมของปรมาจารย์ผู้รู ้แจ้ง เพราะว่าข้าพเจ้าหาได้เป็นปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งไม่

ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนสามัญธรรมดาที่มีกิเลสหนาปัญญาทราม เพียงแต่เกิดมีความสนใจ ศรัทธา ชอบศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติ วิเคราะห์ และบันทึก ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

ฉะนั้นความผิดพลาดในข้อเขียนทั้งหลายย่อมจะมีอยู่เป็นธรรมดา ข้าพเจ้าจึงไม่อยากจะให้ถือข้อเขียนของข้าพเจ้าเป็นตำราอ้างอิงที่มีแก่นสาร สาระ ขอให้ถือว่าเป็นหนังสืออ่านคลายอารมณ์แก้กลุ้มเล่นๆ เท่านั้น

บางข้อบางตอนจงใจเขียนให้สั้นๆ ห้วนๆ เพื่อให้ผู้อ่านฉงนแล้วนำไปขบคิด บางข้อบางตอนอาจเป็นการรำพึงเฉพาะตน แต่เผลอเขียนออกมาให้คนอื่นอ่าน

ฉะนั้น ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจทุกข้อทุกตอนในหนังสือเล่มนี้ ตอนใดไม่เข้าใจก็ขอให้อ่านผ่านไปอย่าซีเรียสจริงจังกับมัน

และเนื่องจากผู้เขียนมิใช่ปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริง เมื่อมีผู้รู้แจ้งเห็นจริงมาได้อ่านข้อเขียนของข้าพเจ้าเข้า ก็คงได้หัวเราะขบขันในความโง่เขลาของผู้เขียนอย่างมากมายเป็นแน่แท้

ซึ่งข้อผิดพลาดทั้งหลายที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าผู้เขียนขอน้อมรับผิดอย่างเต็มที่

ส่วนความดี ขอน้อมบูชาสักการะพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระอริยสงฆ์ พร้อมทั้งครูบาอาจารย์ ปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริง อีกทั้งผู้มีพระคุณบุญคุณต่อข้าพเจ้าทุกท่านด้วย

ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึกทั้งหมดไม่สงวนลิขสิทธิ์

สุดท้ายก็ขอขอบคุณผู้ลงทุนลงแรงทุกท่านที่ช่วยให้หนังสือเล่มนี้ปรากฏสู่ บรรณโลกได้ ขอให้ผู้มีส่วนในการพิมพ์หนังสือเล่มนี้จงเจริญรุ่งเรืองในทุกสิ่งที่ปรารถน า เทอญ

ก่อนเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าผู้เขียนเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ที่มีศรัทธาอยากศึกษาและปฏิบัติธรรมเท่านั้นเอง ไม่ใช่ผู้รู้แจ้งเห็นจริงแต่ประการใดเลย

ถ้ารู้อย่างนี้แล้วยังอยากจะอ่านอยู่ละก้อ เชิญเปิดเข้าไปอ่านได้

ขอให้เจริญธรรม

จาก พระชุมพล พลปฺโ
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒

การแสวงหาความสุขของมนุษย์

คนทุกคนที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการแสวงหาความสุขด้วยกันทั้งสิ้น คนฉลาดสามารถแสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่ฉลาด สามารถได้ความสุขกลับมาเป็นผลตอบแทนแห่งความพยายาม แต่คนโง่เมื่อแสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่โง่เขลา แทนที่จะได้ความสุขกลับมาเป็นผลตอบแทน กลับได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน ซึ่งก็น่าสงสารเป็นยิ่งนัก ถ้าเขาจะใช้วิธีการในการแสวงหาความสุขที่โง่เขลาแบบเดิม ทั้งยังเผยแพร่วิธีการนั้นให้แก่ผู้อื่นเอาไปใช้ด้วย

บัดนี้จะได้วิเคราะห์วิธีการแสวงหาความสุขในโลกนี้ว่ามีกี่วิธี วิธีใดเป็นวิธีที่ดี วิธีใดเป็นวิธีที่ไม่ดี และใครกำลังใช้วิธีนั้นอยู่

จะขอเริ่มต้นวิเคราะห์ด้วยการแสดงสมการของปัญหาของมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้เห็นกันได้ชัดเจน

สมการปัญหาของมนุษย์

จากสมการนี้ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าหากความต้องการมาก แต่สิ่งตอบสนองความต้องการน้อย จะเกิดปัญหามาก

ถ้าหากความต้องการน้อย แต่สิ่งตอบสนองความต้องการมาก จะเกิดปัญหาน้อย

ถ้าหากไม่มีความต้องการหรือความต้องการเป็นศูนย์ ไม่ว่าสิ่งตอบสนองความต้องการจะมีมากหรือน้อย ปัญหาก็ไม่มี

ฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการแสวงหาความสุข ถ้าดูจากสมการนี้ เราจะเห็นได้ว่า วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์จะแบ่งออกไปได้ ๒ วิธีคือ

  1. ๑. การเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุด
  2. ๒. การลดความต้องการลงมาให้เหลือน้อยที่สุด

๑. การเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุด

เรามาดูกันว่า แต่ละวิธีนั้นสามารถแก้ปัญหามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร

(๑) วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ด้วยการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้มากที่สุด นั้น มันช่างน่าเศร้าสำหรับวิธีการแก้ปัญหาอย่างนี้เหลือเกินที่จะขอบอกว่า ความต้องการของมนุษย์ปุถุชนนั้น มีลักษณะที่ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งเสพยิ่งอยาก ยิ่งตอบสนองความต้องการให้มาก ความต้องการจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เข้าทำนอง พอมี ๑๐ อยากได้ ๑๐๐ พอมี ๑๐๐ อยากได้ ๑,๐๐๐ พอมี ๑,๐๐๐ อยากได้ ๑๐,๐๐๐ ไม่รู้จักจบสิ้น

จริงอยู่ที่ว่า ในขณะที่สนองความต้องการหรือสนองความอยาก หรือในทางภาษาธรรมะเรียกว่าตัณหานั้น ความต้องการดูเหมือนจะหมดไป แต่สักระยะหนึ่งไม่นาน ความต้องการจะมีอีก และมีมากกว่าเดิมด้วย เปรียบเสมือนผู้ที่ก่อกองไฟ แล้วต้องการจะดับกองไฟนั้น ด้วยการเอาไม้ท่อนใส่ลงไปในกองไฟ จริงอยู่ขณะที่ใส่ไม้ลงไปในกองไฟใหม่ๆ ดูเหมือนกองไฟจะดับลง แต่ในไม่ช้าไม่นาน กองไฟจะกลับลุกขึ้นมาอีก และทีนี้จะโชติช่วงลุกโพลงกว่าเดิมด้วย ผู้นั้นดูเห็นดังนั้นแล้วก็ขนไม้ใส่ลงไปในกองไฟอีก ไฟกองนั้นเหมือนจะมอดลงอีกที แล้วก็กลับลุกโพลงขึ้นอีก คนโง่เขลาที่ปรารถนาจะดับกองไฟด้วยวิธีการโยนท่อนไม้ลงไปฉันใด บุคคลผู้คิดจะดับความต้องการด้วยการตอบสนองความอยาก ก็โง่เขลาอย่างนั้นเช่นเดียวกัน เพราะเขามิสามารถที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง หรือของมนุษย์หน้าไหนได้ด้วยวิธีการเช่นนั้นเลย

ความคิดที่ว่า มนุษย์จะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการแสวงหาสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มาก ที่สุดนี้ ได้นำมาซึ่งปัญหานานับประการ ทั้งปัญหาระดับปัจเจกชน ปัญหาระดับสังคม ปัญหาระดับประเทศและปัญหาระดับโลก

สำหรับปัญหาระดับปัจเจกชนก็คือ ความคิดนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัว คิดจะกอบโกยเข้าตัวท่าเดียว เพราะจำเป็นต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่ดีๆ มาตอบสนองความต้องการของตน ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เกิดความรู้สึกมือใครยาวสาวได้สาวเอา ขอให้กูสบายเท่านั้น ใครจะฉิบหายช่างมัน คนทุกคนต่างแก่งแย่งแข่งดีกัน ไม่มีใครช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ฯลฯ

สำหรับปัญหาระดับสังคมก็คือ ความคิดนี้ทำให้เกิดปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง การแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง มากกว่าเพื่อประเทศชาติ ใครมีโอกาสมากหน่อย สมบัติก็ไปกองพะเนินที่คนนั้น ผู้ไร้โอกาสก็ไม่มีจะกิน เกิดปัญหาการกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง เกิดปัญหาการอพยพเข้าเมืองหลวง ชุมชนแออัด ปัญหาจราจร ปัญหาโจรผู้ร้าย ปัญหายาเสพติด ฯลฯ

สำหรับปัญหาระดับประเทศก็คือ ประเทศต่างๆ ก็จะแก่งแย่งกอบโกยทรัพยากรเข้าประเทศของตน ประเทศใหญ่ๆ ก็ข่มเหงประเทศเล็ก ประเทศเล็กก็พยายามตอบโต้

เกิดปัญหาสงคราม ปัญหาการก่อการร้าย ลอบวางระเบิดในที่ต่างๆ จนผู้บริสุทธิ์ต้องตาย เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม ล่าอาณานิคมด้วยวิธีทั้งทางการทหารและวิธีทางการเศรษฐกิจ ฯลฯ

ปัญหาระดับโลกก็คือมนุษย์ได้ขนเอาทรัพยากรที่โลกได้สะสมไว้เป็นเวลานับ ล้านๆปี เอามาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ต้นไม้หมดป่า สัตว์สูญพันธุ์ ฝนแล้ง น้ำเสีย เกิดภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษอย่างหนัก ชั้นคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ชั้นของโอโซนในบรรยากาศบางลง เกิดภาวะเรือนกระจก (กรีนเฮาส์ เอฟเฟกท์) อากาศร้อนขึ้น น้ำจะท่วมโลก อากาศเป็นพิษ ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ มนุษย์จะอยู่อาศัยในโลกนี้อีกไม่ได้แล้ว

เพราะเหตุใดเล่าที่โลกยิ่งพัฒนาไปมากเท่าไร ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นทุกที ก็เพราะว่าโลกนี้ทั้งโลกได้พัฒนาไปภายใต้อุดมการณ์ที่ว่า ปัญหาของมนุษย์จะแก้ได้ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มาก ที่สุด วิชาการสมัยใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ ฯลฯ ล้วนแต่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวความคิดที่ว่า ปัญหาของมนุษย์จะแก้ได้ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มาก ที่สุด ซึ่งมันเป็นวิธีที่ผิดถนัด ฉะนั้น วัฒนาการของสังคมมนุษย์ในแนวทางของวิชาการสมัยใหม่ จึงมีปัญหาอย่างมากมายมหาศาลประมาณมิได้

วิชาการสมัยใหม่ ได้นำพาโลกไปในเส้นทางแห่งความหายนะ ไปสู่เส้นทางแห่งความพินาศฉิบหาย ไปสู่เส้นทางที่จะไปตกเหวตาย ฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั้งหลายไม่ว่าฉลาดเพียงใดก็นับว่าฉลาด ในเรื่องโง่ๆ ปัญญาชนทั้งหลายที่ได้รับการอบรมขึ้นมาให้เก่งกล้าในวิชาการสมัยใหม่ ก็ได้ชื่อว่าได้รับการอบรมมาให้ฉลาดในเรื่องโง่ๆ ได้รับการอบรมมาให้ฉลาดในเรื่องที่ไม่สามารถจะแก้ปัญหาแม้แก่ตัวเองได้ แล้วจะไปช่วยแก้ปัญหาแก่สังคมได้อย่างไร เหมือนกับได้ถูกฝึกสอน ให้เชี่ยวชาญฉลาดในการที่จะรีดนมจากวัวตัวผู้ ซึ่งมันไม่สามารถจะให้นมได้ ตัวคนรีดเองยังต้องหิว จะไปช่วยให้ใครหายหิวได้อย่างไร ในเมื่อล้วนแล้วแต่พากันหิวว่าทำอย่างไรฉันจึงจะได้เงินทองกองแก้ว ทำอย่างไรฉันจึงจะได้รถยนต์คันหรู ทำอย่างไรฉันจึงจะได้บ้านหลังใหญ่พร้อมที่ดิน ทำอย่างไรฉันจึงจะร่ำรวยล้นฟ้า ทำอย่างไรฉันจึงจะได้ไอ้นั่น ทำอย่างไรฉันจึงจะได้ไอ้นี่ การศึกษาสมัยใหม่ได้ผลิตเสือหิวให้ออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ในสังคมทั่วทุกตา รางเมตร แล้วอย่างนี้ ปัญหาสังคมจะหมดลงได้อย่างไร

ฉะนั้น จึงขอสรุปว่า วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้มากที่ สุดนั้นไม่สามารถแก้ได้ นำมาใช้ไม่ได้ผล เพราะยิ่งแก้ปัญหา ปัญหายิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

๒. การลดความต้องการลงมาให้เหลือน้อยที่สุด

(๒) ส่วนวิธีการแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์ด้วยวิธีการที่ ๒ ก็คือ พยายามลดความต้องการลงมา

ถ้าลดความต้องการได้น้อย ปัญหาก็ลดลงได้น้อย ความสุขก็บังเกิดน้อย ถ้าลดความต้องการได้มาก ปัญหาก็ลดลงได้มาก ความสุขก็บังเกิดมาก ถ้าลดความต้องการจนเหลือศูนย์ ปัญหาก็เป็นศูนย์ ความสุขก็บังเกิดอย่างไพบูลย์ นั่นก็คือชีวิตของพระอรหันต์ ผู้สิ้นตัณหา ผู้สิ้นความอยาก ไม่ต้องการกอบโกยสิ่งใดเข้ามาสู่ตน เพียงสักแต่ว่า อาศัยบริโภคปัจจัย ๔ เลี้ยงชีวิตเพื่อใช้ชีวิตทำประโยชน์แก่โลกไปวันๆ แต่เมื่อใดที่ไม่สามารถจะขวนขวายแสวงหาปัจจัย ๔ มาโดยบริสุทธิ์ได้ ท่านก็พร้อมจะปล่อยชีวิตนี้ให้ตายไป อย่างไม่ติดข้องสิ่งใด

เมื่อนำวิธีการแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์วิธีนี้มาใช้ ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นจะหมดไป ทั้งปัญหาส่วนบุคคล ปัญหาระดับสังคม และปัญหาระดับชาติ

ความจริงถ้าไม่มีปัญหาส่วนบุคคลเสียแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็จะหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคนเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ถ้าหากทุกคนพยายามลดความต้องการลงมา ทรัพยากรบางส่วนที่เหลือ ก็จะได้นำไปเจือจานแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้อดอยากขาดแคลนจะหมดไป เพราะทุกคนจะรู้จักพอตามฐานะอันสมควรแก่ตน

จริงอยู่ทรัพยากรนั้นก็ยังต้องทำการผลิตอยู่ แต่เราต้องจับประเด็นให้ถูกว่าปัญหาของมนุษย์นั้น เกิดจากความต้องการที่ไม่รู้จักอิ่มนี่เอง เพราะฉะนั้นจะไปแก้ปัญหาที่อื่นย่อมไม่สามารถแก้ได้ จะต้องมาควบคุมความต้องการของมนุษย์ให้อยู่ในขอบเขต พยายามลดลงมาให้อยู่ในขอบเขตอันดี ฉะนั้นการแก้ปัญหามนุษย์โดยวิธีการที่ ๒ นี้ จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากเหลือเกิน

อริยสัจ ๔

ความจริงวิธีนี้ไม่ใช่วิธีใหม่ เป็นวิธีการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้นั่นเอง สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นเรียกว่าอริยสัจ ๔ ซึ่งถ้าหากผู้อ่านต้องการรายละเอียดความรู้เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ๔ มากๆ ขอให้ไปศึกษาจากหนังสือพุทธธรรม ซึ่งเขียนโดย พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ต.บางระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๑๑๐ ส่วนในบทความนี้จะขออธิบายอริยสัจ ๔ พอเป็นสังเขป

อริยสัจ ๔ นั้นก็คือ

    ๑) ทุกข์ ซึ่งก็คือปัญหาของมนุษย์นั่นเอง

    ๒) สมุทัย แปลว่า สาเหตุของทุกข์ ซึ่งก็คือตัณหาความอยาก ความต้องการที่มีสภาพไม่รู้จักพอ ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งตอบสนองความต้องการ ความต้องการยิ่งเพิ่มมากขึ้น

    ๓) นิโรธ แปลว่าการดับทุกข์ การดับทุกข์ต้องไปดับที่ต้นเหตุของทุกข์ นั่นคือมาลด มาละ ตัณหา ความอยาก ความต้องการ

    ๔) มรรค แปลว่าวิธีการปฏิบัติเพื่อจะดับตัณหา นั่นก็คือ การปฏิบัติตามมรรคทั้ง ๘ องค์ ย่อลงมาเหลือได้ ๓ คือ ทาน ศีล และภาวนา

ท่านที่นำเอาทาน ศีล ภาวนา ไปปฏิบัติความทุกข์จะลดลงเรื่อยๆ แต่ต้องนำออกมาปฏิบัติจริงๆ นะ ไม่ใช่เพียงแค่ศึกษาวิธีการท่องจำได้ เหมือนกับคนเป็นโรค เพียงแต่ท่องชื่อตัวยา เมื่อไหร่โรคจะหาย จะต้องไปหาตัวยาชื่อนั้น ชื่อนั้น เอามาใส่หม้อ เอาไปต้มตามกรรมวิธีของยานั้นแล้วเอามากิน โรคจึงจะหายฉันใด ความทุกข์ก็ฉันนั้น จะดับได้ ต้องนำเอาทาน ศีล ภาวนา มาปฏิบัติอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย วันที่อ่านบทความนี้เลย แล้วทำต่อไปทุกวันจนเป็นกิจวัตร เพราะชีวิตใดที่ไม่มีทาน ศีล ภาวนา ชีวิตนั้นจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพียงแต่ว่ามันไม่แสดงให้เห็นทันทีทันใด ฉะนั้นคนไม่มีปัญญาจึงไม่เห็นคุณค่าของทาน ศีล ภาวนา เหมือนกับคนโง่ที่ไม่เห็นโทษของบุหรี่และยาเสพติดทั้งหลาย เพราะมันไม่ได้แสดงโทษในทันทีทันใดนั่นเอง แต่เมื่อใดที่เป็นโรคมะเร็งหรือโรคถุงลมโป่งพองแล้วละก็จึงจะรู้ซึ้งถึงโทษ ของบุหรี่ แต่ก็สายเสียแล้ว แก้ไม่ทันเสียแล้ว ช่างน่าสงสารคนโง่ทั้งหลายเสียเหลือเกิน

ฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจงรีบนำเอาทาน ศีล ภาวนา มาปฏิบัติเสียก่อนที่ทุกข์ของท่านจะสุกงอมกลายเป็นโรคประสาท โรคจิต บ้า วิปลาส ฆ่าตัวตาย ฯลฯ จงรีบปฏิบัติตามธรรมะ ธรรมะเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งของท่านได้ในเวลาที่ท่านจะตาย

ผู้ใดที่ไม่แสวงธรรมะมาเป็นที่พึ่ง เวลาป่วยเวลาตายจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แล้วก็ขอถามท่านผู้มีปัญญาว่า ท่านคิดหรือว่าท่านจะพ้นจากความตาย และก็อย่าคิดเลยว่าท่านจะตายเมื่ออายุได้ ๑๐๐ ปี เพราะความตายไม่แน่นอน ท่านอาจจะตายในวันนี้ก็ได้ อาจจะไม่มีโอกาสแก่ก็ได้ เพราะสาเหตุที่จะทำให้มนุษย์ตายโหงในสมัยนี้มีมากเหลือเกิน ขอบอกว่าความตายเหมือนเพชฌฆาตที่เงื้อดาบติดตามท่านไปทุกย่างก้าวตั้งแต่ เกิด พร้อมที่จะฟันลงทุกขณะ ความตายอยู่ที่ปลายจมูกของท่านนี่เอง และก็อย่านึกดีใจอุ่นใจว่าเรามีสมบัติเงินทองมาก มีญาติพี่น้องมาก อย่านึกฝันไปเลยว่าสิ่งนั้นจะเป็นที่พึ่งแก่ท่านได้

เศรษฐีบางคนมีเงินหลายพันล้าน แต่ต้องป่วยเป็นโรคมะเร็งลำคอ ไม่สามารถกินอะไรได้ ต้องอดอยากยิ่งกว่าขอทานข้างถนน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ท่านมีนั้น จะส่งท่านสุดแค่โรงพยาบาล ส่วนญาติพี่น้องจะไปส่งท่านแค่เมรุ หรือฌาปนสถาน สิ่งที่จะติดตามท่านไปนั้นคือพลังแห่งบุญและบาปเท่านั้น ฉะนั้นจงเตือนตนอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งใดที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ก็ให้นึกถึงให้น้อยๆ ลงหน่อยเถิด

สิ่งใดที่ตายแล้วเอาไปได้ ก็ขอให้นึกถึงให้มากๆ ขึ้นหน่อยเถิด สมบัติ ลาภ ยศ เกียรติทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้เป็นเหมือนของเล่นอันไร้สาระให้เด็กเล่นขายของเท่านั้น มันเป็นเพียงเงามายาภาพที่สมมุติมาหลอกคนโง่เท่านั้น ขอบอกว่าเบ็ดที่เกี่ยวไส้เดือนไว้นั้น ตกได้แต่ปลาโง่เท่านั้น ฉะนั้น ขอเชิญชวนท่านผู้โง่เขลางี่เง่าทั้งหลายจงพยายามแสวงหาสมบัติ ลาภ ยศ เกียรติ ของโลกมาแบกมาหาบให้มากๆ เถิด ส่วนท่านผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดทั้งหลาย จงพยายามแสวงหาบุญกุศล แสวงหาธรรมะ แสวงหาปัญญาในทางพระพุทธศาสนา อันจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงมาให้ได้ ให้มากที่สุดเถิด

ทาน ศีล ภาวนา

ต่อไปจะได้แนะนำเรื่องทาน ศีล ภาวนา ให้ท่านทั้งหลายนำไปปฏิบัติพอเป็นแนวทาง

    ๑. ทาน คือ การที่เราจะรู้จักลดความต้องการหรือลดตัณหา โดยวิธีที่จะรู้จักสละออกไปบ้าง แทนที่จะกอบโกยเข้าตัวฝ่ายเดียว การทำทานควรจะต้องทำให้เป็นกิจวัตร ถ้าหากสามารถใส่บาตรพระทุกวันได้จะดีมาก หรือถ้าหากไม่สามารถใส่บาตรทุกวันได้ก็ให้เจียดเงินเดือนทุกเดือน เดือนละเท่าไรก็ได้ ตั้งใจเอาไว้ว่าเงินจำนวนนี้เราจะไม่ใช้ เราจะนำเอาไปใช้ในการกุศล เมื่อเก็บได้จำนวนพอสมควรแล้วก็ให้เอาไปใช้ในกิจกรรมการกุศลใดก็ได้ที่เรา พอใจ

    ๒. ศีล คือการที่เราจะรู้จักจำกัดขอบเขตของการตอบสนองความต้องการของตน โดยที่จะไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนสติสัมปชัญญะของตัวเอง ทุกคนควรพยายามรักษาศีล ๕ ให้ได้ หรือถ้ายิ่งสามารถรักษาศีล ๘ ได้จะยิ่งดี

    ศีลทั้ง ๕ ข้อ คือความปกติของมนุษย์มีดังนี้

      ๒.๑ ไม่ฆ่าสัตว์

      ๒.๒ ไม่ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก ทรัพย์สินผู้อื่น

      ๒.๓ ไม่ล่วงละเมิดสตรี ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูกสาว หรือคนในปกครอง โดยที่ผู้ปกครองไม่อนุญาต หรือหวงห้ามเอาไว้ ตลอดจนของรักของผู้อื่น เราไม่ควรจาบจ้วงล่วงเกิน

      ๒.๔ ไม่โกหก หลอก ลวง ผู้อื่น

      ๒.๕ ไม่ดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของมึนเมา คือมัชชะ มี กระท่อม กัญชา ฝิ่น เฮโรอีน ทินเนอร์ ฯลฯ

    ๓. ภาวนา คือการฝึกจิตให้มีคุณภาพดีขึ้นจนสามารถดับความต้องการ หรือตัณหา ลงได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถดับได้เด็ดขาด ภาวนานั้นจะแยกได้เป็น ๒ ส่วน คือ

      ๓.๑ การเจริญสมาธิ ให้จิตสงบ หรือเรียกอีกอย่างว่า การเจริญสติ หรือการเจริญสมถกรรมฐาน วิธีที่ปฏิบัติมีหลายอย่าง แต่สรุปแล้วคือต้องการให้จิตสงบเพื่อจะได้เป็นปัจจัยแก่ปัญญา เพราะถ้าหากจิตไม่เป็นสมาธิ ปัญญาจะไม่สามารถดำเนินหน้าที่ของปัญญาได้ วิธีการที่เป็นที่นิยมเรียกว่า อานาปานสติ แปลว่าการกำหนดลมหายใจเข้าออก ท่านผู้ต้องการรายละเอียดมากๆ ให้ไปศึกษาจากที่อื่นอีก ในที่นี้จะขอแนะนำการปฏิบัติพอเป็นสังเขป เพื่อให้ท่านนำไปปฏิบัติได้ในวันนี้เลย วันที่อ่านบทความนี้เลย

      วิธีปฏิบัติในอานาปานสติให้นั่งในที่ที่สมควร จะนั่งขัดสมาธิ หรือใหม่ๆ จะนั่งที่โซฟาห้อยขาก็ได้ แล้วหลับตา แต่ถ้าหลับตาแล้วง่วงให้ลืมตา จากนั้นตั้งสติไว้ที่ปลายจมูก ให้ทำความรู้ตัวรู้สึกขณะหายใจเข้าและหายใจออก พยายามอย่าไปคิดเรื่องอื่น ให้คิดแต่ลมหายใจอย่างเดียว ใหม่ๆ ให้นั่งสัก ๕ นาที ต่อไปให้เพิ่มเวลาจนนั่งได้วันละ ๓๐ นาทีทุกวัน ยิ่งถ้านั่งได้วันละชั่วโมงจะเป็นประโยชน์มาก

      ๓.๒ การเจริญปัญญา หรือเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน หรือการพินิจพิจารณาให้เห็นความจริงของชีวิตว่า กายและใจนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา เพราะมิใช่ตัวเราของเรา จะขอแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุด จะได้นำไปปฏิบัติทุกวันคือ ขอให้ท่องก่อนนอนทุกวัน พร้อมทั้งตั้งจิต ตั้งสติ ตั้งปัญญา พินิจพิจารณาให้เห็นแจ้งว่า

        ๑) เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

        ๒) เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้

        ๓) เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้

        ๔) เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น

        ๕) เรามีกรรมเป็นของๆ ตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

      วิธีนี้เป็นการเจริญปัญญาในเบื้องต้น สำหรับท่านที่มีศรัทธาที่จะปฏิบัติให้ละเอียดยิ่งขึ้น ขอให้ไปแสวงหาความรู้ต่อไป

    สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว ควรจะแสวงหาทาน ศีล ภาวนา เข้ามาใส่ตัว อย่าให้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะแต่ละอย่างมีคุณค่าในการดับความทุกข์ให้แก่ตัวเองทั้งนั้น

พระพุทธศาสนา

เป็นเวลานานแล้ว ที่สังคมพยายามกีดกันพระพุทธศาสนาที่เคยให้ความสงบร่มเย็นแก่สังคมไทยมานับ พันปี โดยเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นส่วนเกิน จึงก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมอย่างมากมายมหาศาล จนปัจจุบันนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะมาแก้ไขได้เลย เว้นไว้แต่ว่าสังคมจะดึงพระพุทธศาสนากลับเข้ามาให้ความร่มเย็นแก่สังคมไทย อีกครั้ง โดยเปลี่ยนความคิดที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นส่วนเกินของสังคม เป็นว่า พระพุทธศาสนานี่เองที่สังคมยังขาดอยู่

ฉะนั้น ถ้าหากท่านผู้ใดปรารถนาจะให้เกิดความสงบร่มเย็นเกิดสันติแก่สังคมละก้อ ขอให้นำเอาทาน ศีล ภาวนา เข้ามาสู่จิตใจตนเองและคนรอบข้าง พยายามช่วยกันเผยแพร่พระพุทธศาสนา และสนับสนุนกิจกรรมในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาทุกกรณี ทั้งด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังทรัพย์ ตามความสามารถของตนที่จะทำได้ เมื่อใดที่ร่มธรรมได้เริ่มแผ่ขยายกว้างขึ้น กว้างขึ้น สังคมจะค่อยๆ สงบร่มเย็นมากขึ้นมากขึ้น สันติสุขจะแพร่หลายไปทุกหย่อมหญ้า รอยยิ้มจะปรากฏอยู่บนใบหน้าคนทุกชนชั้น การเบียดเบียนกันจะสาบสูญสิ้นไป เมื่อใดที่แผ่นดินเต็มไปด้วยธรรมะ ทองคำจะปรากฏอย่างเนืองนอง สมชื่อแผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม ดังนี้แล

อุทิศนา

สุดท้ายของบทความนี้ ขออัญเชิญ อาราธนาบทร้อยกรองของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ มาประดับบทความนี้ด้วย

ลอยธรรมะมาลัย ลงสู่โลกอันเบียฬบีฑ์
แผ่ธรรมะรังษี ตามพระพุทธทรงประสงค์
มั่นหมายจะเสริมศาสน์ สถาปน์โลกให้อยู่ยง
ปลอดภัยพินาศ, คง เป็นโลกศุขสถาพร
หากแล้งพระธรรมญาณ อันธพาลกลีบร
จะครองโลกเป็นอากร ให้เลวลู่สู่เดรัจฉาน
จะทุกข์ทนทั้งคืนวัน พิฆาตกันบ่มีประมาณ
ด้วยเหตุอหังการ เข้าครองโลกวิโยคธรรม
บรรษัทพระพุทธองค์จึ่งประสงค์ประกอบกรรม
ตามแนวพระธรรมนำให้โลกผองผ่องพ้นภัย
เผยแพร่พระธรรมทานให้ไพศาลพิชิตชัย
แปดหมื่นสี่พันนัยอุทิศทั่วทั้งปฐพี

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งอันสูงสุด ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สาธุ

การพัฒนาจิตเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน

เขียนโดย พระชุมพล พลปฺโ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เขียนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓
การพัฒนาจิตเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน

ปัจจุบันนี้ บุคคลทุกเพศ ทุกชั้น ทุกวรรณะ ได้หันมาสนใจการประพฤติปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนไม่น้อย ผู้เขียนจึงเกิดมีกุศลจิต คิดจะบรรยายวิธีการปฏิบัติธรรม เพื่อการบรรลุธรรม พ้นจากเขตของความเป็นปุถุชน เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในภาคปฏิบัติ ด้วยกำลังอันน้อยนิดเท่าที่มีอยู่

บุคคลผู้ที่จะพัฒนาจิตของตนให้เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน จำเป็นจะต้องพัฒนาคุณธรรม ๕ ประการ ให้บังเกิดขึ้นมาในจิตของตนให้ได้คือ

๑. ศรัทธา

๑. ศรัทธา จะต้องปลูกศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส อันมีประมาณยิ่ง ใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งคำว่า พระสงฆ์ ในที่นี้ หมายถึงพระอริยบุคคล ๔ ประเภท คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์ จะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ได้

ให้สาบานตนว่าจะยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ที่เคารพบูชาเหนือสิ่งอื่นใด ให้ถือตนว่าเป็นข้าทาสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไม่ล่วงละเมิดเด็ดขาด พยายามสวดมนต์กราบไหว้บูชาพระรัตนตรัยทุกวัน ไม่ได้มากก็เอาน้อย หรืออย่างน้อยในแต่ละวันก่อนนอนให้ท่อง นะโม ๓ จบ แล้วเปล่งวาจาว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธว่าเป็นสรณะ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ

พยายามจัดหิ้งพระให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้รกรุงรังด้วยหยากไย่ ฝุ่นผง เพราะถือว่าหิ้งพระนี้เป็นที่สถิตของพระพุทธรูป อันเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า ซึ่งถึงแม้ว่าพระองค์จะเสด็จปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม แต่พุทธบารมีของพระองค์ยังปกป้องคุ้มครองให้พุทธบริษัทมีความชุ่มเย็นอยู่ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจะสัมผัสพระบารมีของพระองค์ได้ แต่จะสัมผัสได้มากหรือน้อยนั้น แล้วแต่ความเข้มข้นของการปฏิบัติ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้ดีว่า พุทธบารมีของพระศาสดายังปกป้องคุ้มครองรักษาตนเช่นไร และพยายามหาดอกไม้มาประดับหิ้งพระอยู่เสมอ ถ้าไม่ได้ทุกวันก็อาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดปีละครั้งในวันวิสาขบูชาก็ยังดี

สำหรับพระโสดาบันนั้น จะมีความเห็นว่า “เมื่อพิจารณาโดยถี่ถ้วนด้วยปัญญาแล้ว เราจึงพบว่านอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่จะมีสาระแก่นสารเลย” สำหรับท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจงจำคำนี้ไปก่อน เมื่อใดที่ท่านได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุภูมิขั้นโสดาบันแล้ว ท่านจะซาบซึ้งในข้อความเหล่านี้เอง

๒. ทาน

๒. ทาน คือ การให้ คือ เราต้องปลูกฝังนิสัยในการเสียสละประโยชน์ของตนแก่ประโยชน์ของผู้อื่น ต้องทำให้เป็นนิสัยเป็นกิจวัตร ถ้าเป็นไปได้ควรให้ทานทุกวัน เช่น ใส่บาตรพระได้ทุกวันจะดีมาก สำหรับผู้ที่ไม่สามารถใส่บาตรได้ทุกวัน ให้เจียดเงินเดือนทุกเดือน เดือนละเท่าไหร่แล้วแต่ความพอใจ แล้วตั้งใจว่าเงินจำนวนนี้เราจะไม่ใช้ จะเอาไว้ทำบุญ แล้วเก็บรวบรวมเอาไว้ เมื่อมีจำนวนมากพอ ก็เอาไปบำเพ็ญสาธารณกุศลอันใดก็ได้ตามที่เราพอใจ

อีกประการหนึ่งให้เจริญ จาคานุสสติ ทุกวัน คำว่า จาคานุสสติ แปลว่าการระลึกถึงการบริจาคของตนเป็นอารมณ์ วิธีปฏิบัติให้ท่องก่อนนอนทุกวันว่า “ในเมื่อประชาชนถูกความตระหนี่และมลทินครอบงำอยู่ การที่เราเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินและความตระหนี่อยู่ เป็นผู้มีการเสียสละอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มีมืออันสะอาด เป็นผู้ยินดีในการบริจาค เป็นผู้ควรในการขอ เป็นผู้ยินดีในทานและการแบ่งปันนั้น นับว่าเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ”

จาคานุสสติ นี้มีอานิสงส์มาก ท่านผู้ใดที่ให้ทานเป็นประจำและเจริญจาคานุสสติทุกวัน จะเข้าสู่มรรคผลได้ง่ายมาก เพราะอารมณ์การละกิเลสทุกประเภท ก็คืออารมณ์ของการเสียสละนั่นเอง ฉะนั้นท่านผู้ปรารถนาการเข้าสู่มรรคผลทั้งหลาย จงอย่าทิ้งการให้ ทาน และการเจริญจาคานุสสติ

และการให้ทานทุกครั้ง เราควรจะจดบันทึกเอาไว้ จะมีประโยชน์มากว่า วันไหนได้ให้อะไร ควรมีสมุดไว้ ๑ เล่ม เอาไว้จดโดยเฉพาะ จะมีประโยชน์มาก เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ถ้าเราเอาสมุดเล่มนี้มาอ่าน จะทำให้เกิดความปีติ ร่าเริง เป็นส่วนช่วยในการเจริญจาคานุสสติด้วย

และวันใดที่เราเกิดมีทุกข์กลุ้มอกกลุ้มใจ ให้เอาสมุดเล่มนี้มาอ่าน จะเกิดความสุขสบายใจขึ้นมาทันที บางทียังไม่ได้อ่านข้างใน แค่เห็นหน้าปก ก็เกิดความสุขใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่ยังไม่เคยหัดในการให้ทาน จงอย่าดูถูกดูแคลนการให้ทาน เพราะความสุขเวลาที่เราให้นั้น เป็นความสุขที่ละเมียดละไมมากกว่าความสุขตอนเรารับมากนัก

ให้สังเกตดูว่าเวลาใดที่จิตเราคิดจะให้ ความสุขจะบังเกิดเต็มหัวใจทันที แต่เมื่อใดเราคิดอยากจะได้ จะเกิดความกระวนกระวายใจ สิ่งเหล่านี้สังเกตได้จากใจของตนเองก็จะรู้ดี

ท่านจึงกล่าวเอาไว้ว่า “จิตคิดจะให้สบายมากกว่าจิตคิดจะรับ” ฉะนั้นบางท่านที่ไม่เคยฝึกการให้ทาน บางทีจึงรู้สึกแปลกใจ ในคนบางคนที่ว่าทำไมเขาชอบทำบุญนัก อยู่ดีๆ เงินมีไม่ใช้เอง เอาไปให้คนอื่นเสีย ซึ่งถ้าหากท่านลองฝึกหัดการให้ทานให้เป็นนิสัย ท่านจะไม่แปลกใจเลย เพราะว่าการให้ทานนำความสุขใจตอบแทนคุ้มค่ากับสิ่งของที่เสียไปอย่างเหลือ เกิน

ทีนี้ถ้าหากมีคำถามว่า การให้ทาน จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งของเท่านั้นหรือไม่

ขอตอบว่า ไม่จำเป็น เพราะจุดใหญ่ใจความของการให้ทานก็คือ การเสียสละประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ผู้เขียนจะขอแบ่งทานประเภทต่างๆ ตามความรู้สึกของผู้เขียนไว้ดังนี้

สำหรับพระโสดาบันนั้น ความคิดต้องการบริจาค จะมีอยู่ตลอดเวลา ความตระหนี่ถี่เหนียวไม่มี มีแต่ความคิดที่จะบริจาค คิดแต่จะสร้างกุศล จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างไม่มีประมาณ

ซึ่งในที่นี้ถ้าจะมีปัญหาถามว่า ถ้าอย่างนี้พอเป็นพระโสดาบันแล้ว มิต้องอดตายกันหรือ ก็ขอตอบว่า ในทางตรงกันข้าม เมื่อได้บรรลุคุณธรรมชั้นพระโสดาบันแล้ว กลับมีฐานะดีกว่าเก่า ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส ถ้าเป็นพระ หลังจากได้โสดาบันแล้ว จะรู้สึกว่าลาภสักการะไหลมาเทมา ผิดกับเมื่อเป็นปุถุชน สำหรับฆราวาสก็จะรู้สึกว่า มีเงินทองจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือ ทั้งที่เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว จะทำบุญหนักกว่าตอนเป็นปุถุชนก็ตาม แต่กลับมีเงินเหลือเก็บยิ่งกว่าตอนเป็นปุถุชน

คำเหล่านี้ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเชื่อ ขอให้ท่านจงพยายามพิสูจน์ด้วยการทำตนเป็นพระโสดาบัน แล้วจะรู้ได้เองว่าจริงหรือไม่ ท่านจะซาบซึ้งกับคำที่ว่า ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เอง โดยไม่ต้องฟังจากใคร จึงขอให้ท่านผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรมทั้งหลายจงพยายามบำเพ็ญทานและเจริญ จาคานุสสติให้ดีเถิด ท่านจะได้รับผลอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว

๓. ศีล

๓. ศีล คือการสำรวมทางกายและวาจา ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นและเบียดเบียนสติสัมปชัญญะของตนเอง ผู้ที่จะเข้าสู่มรรคผลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จะต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ ชนิดที่ว่ายอมตัวตายดีกว่าศีลขาด ไม่ว่าจะเป็นพระ เณร เถร ชี อะไรก็ตาม ก่อนที่เราจะไปภูมิใจสำคัญตนว่าเรามีศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นั้น ขอให้สำรวจศีล ๕ ของตนก่อน แล้วจึงค่อยไปดูศีลในภูมิของตน เพราะศีล ๕ เป็นศีลพื้นฐาน ถ้าหากศีล ๕ ไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ท่านจะไม่สามารถบรรลุคุณธรรมความดีเบื้องสูงกว่านี้ได้เลย

ฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมทุกท่านจะต้องสมาทานศีล ๕ ให้เคร่งครัด ให้บริสุทธิ์ ชนิดที่ว่ายอมตัวตายดีกว่าศีลขาด ขอให้พยายามฝึกไป ใหม่ๆ อาจเผลอทำให้ขาดบ้างก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ พยายามรักษาไป ต่อไปจะเคยชินเป็นอัตโนมัติ

คือว่า เจตนาที่คิดจะล่วงศีลไม่มีเลย จนเป็นปกตินิสัย ทีนี้มีปัญหาที่ถามกันอยู่บ่อยๆ ว่า สมมุติว่าเราเดินไปเหยียบมดตาย โดยไม่มีเจตนานี้ศีลจะขาดไหม ก็ขอตอบว่า การที่ศีลจะขาดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจตนา ถ้าหากเราไม่มีเจตนาที่จะทำให้สัตว์ตาย บังเอิญไปทำให้มันตายโดยไม่ตั้งใจ ศีลก็ไม่ขาด ในที่นี้จะขอกล่าวศีลทั้ง ๕ ข้อขึ้นมาด้วยคือ

สำหรับท่านที่รักษาศีลนั้น ขอแนะนำให้เจริญสีลานุสสติ ด้วย คำว่า สีลานุสสติ แปลว่า การระลึกถึงศีลของตน วิธีปฏิบัติให้เราท่องก่อนนอนทุกวันว่า

“โอหนอ ศีลทั้งหลายของเรา เป็นศีลไม่ขาด เป็นศีลไม่ทะลุ เป็นศีลไม่ด่าง เป็นศีลไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นไท เป็นศีลอันผู้รู้สรรเสริญ เป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง เป็นศีลที่ยังสมาธิให้บังเกิดได้”

สำหรับพระโสดาบันแล้ว การล่วงละเมิดศีล ๕ จะไม่มีเลย ศีลจะบริสุทธิ์เป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเอาใจคอยระวัง จะบริสุทธิ์ชนิดที่ว่า ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด เช่น สมมุติว่าถ้ามีใครมาเงื้อดาบบังคับให้พระโสดาบันฆ่ามดสักตัวหนึ่ง มิฉะนั้นจะฟันให้ตาย พระโสดาบันย่อมจะไม่มีจิตที่จะกล้าฆ่ามดตัวนั้นเลย รังแต่จะยอมตายโดยแท้

ด้วยเหตุที่ศีลบริสุทธิ์ถึงขนาดนี้เอง พระโสดาบันทั้งหลาย จึงจะย่อมพบสิ่งอันอัศจรรย์ในใจขึ้นมาว่า “โอหนอเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เรารักษาศีลแล้ว แต่กลายเป็นศีลรักษาเราโดยแท้เทียว”

ฉะนั้นท่านผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติ จงอย่าประมาท จงพากันรักษาศีลให้บริสุทธิ์ จะทำให้ท่านเข้าสู่มรรคผล นิพพาน ได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

๔. สมาธิ

๔. สมาธิ การเจริญสมาธิเรียกได้หลายแบบ เช่น เรียกว่า เจริญสมถกรรมฐาน หรือ เจริญสติ ก็ได้ การเจริญสมาธินั้น สำคัญมากต่อการพัฒนาจิตใจให้บรรลุมรรคผล ผู้ที่จิตไม่เป็นสมาธิเลย จะไม่สามารถบรรลุมรรคผล แม้แต่เพียงขั้นต้นได้

การเจริญสมาธิ หรือเจริญสตินี้ มีวิธีฝึกได้หลายแบบ เช่น อานาปานสติ การตั้งสติในการเคลื่อนไหวของกาย หรือการเพ่งกสิณ เช่นเพ่งลูกแก้ว เป็นต้น แต่วิธีที่แพร่หลายที่สุด คือ อานาปานสติ ฉะนั้น ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอานาปานสติพอเป็นสังเขป ท่านที่ต้องการรายละเอียดมากๆ กรุณาค้นคว้าจากหนังสือที่สอนเกี่ยวกับอานาปานสติ ซึ่งมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป

อานาปานสติ คือการกำหนดสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก ซึ่งจุดใหญ่อยู่ที่การกำหนดลมหายใจ ส่วนท่านใดจะเพิ่มคำบริกรรมใดๆ ขึ้นมา ก็แล้วแต่ความพอใจคำบริกรรม เช่น พุทโธ นั้นไม่ต้องมีก็ได้ แต่ถ้าใครชอบก็แล้วแต่ความพอใจของคนนั้น

การปฏิบัติในอานาปานสติ ให้นั่งในท่าที่สบาย จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งห้อยขากับเก้าอี้ก็ได้ แล้วตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก กำหนดสติให้รู้ที่ลมหายใจกระทบ เวลาหายใจออกก็มีสติรู้อยู่ว่าหายใจออก ผู้ฝึกใหม่ตอนแรกพยายามนั่งให้ได้สัก ๑๐ นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จนนั่งได้สักวันละ ๓๐ นาทีทุกวัน ใหม่ๆ จิตจะฟุ้งซ่านไปบ้างก็ช่างมัน ฝึกไปเรื่อยๆ จิตจะค่อยสงบลงทุกทีเอง

และเพื่อประโยชน์แก่ความเจริญของสมาธิ ทุกเวลาที่ว่าง ควรจะเอาสติมากำหนดลมหายใจอยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้จิตคิดในเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เช่น เวลาคอยรถเมล์ หรือยืนอยู่บนรถเมล์ จงอย่าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยการคิดเรื่องไร้สาระ ให้เอาสติมากำหนดลมหายใจ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหลับตาก็ได้ เว้นไว้แต่เวลาเรานั่งอยู่ในห้องของเรา เป็นกิจจะลักษณะค่อยหลับตา แต่ถ้าหลับตาแล้วง่วงก็ให้ลืมตา

การเจริญสมาธิหรือการเจริญสตินี้ มีความจำเป็นมากในการที่จะพัฒนาจิตใจให้บรรลุมรรคผล ฉะนั้นท่านผู้ปรารถนาที่จะเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน จงอย่าประมาทในการเจริญสมาธิ หรือการเจริญสตินี้เลย

๕. ปัญญา

๕. ปัญญา หรือจะเรียกอีกอย่างว่า วิปัสสนากรรมฐาน ก็ได้ คือการพินิจพิจารณาสังขารทั้งหลาย ให้เห็นแจ้งไปตามความเป็นจริง ซึ่งสิ่งทั้งปวงล้วนแล้วแต่มีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ

ทีนี้ทำอย่างไรล่ะ จึงจะเกิดปัญญาขึ้นมา ในทางภาคปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะบังเกิดปัญญา เห็นแจ้งขึ้นมาด้วยการเจริญกรรมฐาน ๒ อย่างคือ

สำหรับกรรมฐานที่กล่าวมาข้างต้น จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ ท่านผู้ใดต้องการศึกษารายละเอียด ให้หาหนังสือมาอ่านเอาเอง ในที่นี้จะสอนวิธีการปลงสังขารตามบทกลอน ซึ่งก็มีกรรมฐานข้างต้นอยู่เหมือนเดิม

บทปลงสังขารที่อยู่ท้ายเรื่องนี้ ขอให้นักปฏิบัติได้สวดก่อนนอนทุกวัน เวลาสวดให้พิจารณาให้เห็นแจ้งไปตามคำสวดด้วยปัญญาด้วย ขอให้สวดให้ได้ทุกวัน ต่อไปปัญญาจะเกิดขึ้น แล้วจะเห็นแจ้งในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเอง

เกร็ดการปฏิบัติธรรม

ต่อไปจะขอพูดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

ถ้ามีปัญหาถามว่า ความอยากเป็นพระอรหันต์ หรืออยากเป็นพระโสดาบันนี้ เป็นกิเลสหรือไม่

ก็จะขอตอบตามความรู้สึกของผู้เขียนว่า ความอยากชนิดนี้ไม่เป็นกิเลส ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นธรรมะข้อใหญ่มากทีเดียว เพราะความอยากชนิดนี้ ทำให้ยอมสลัดทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะมาขวางทางนิพพาน ทำให้ยอมทนต่ออุปสรรคความลำบากต่างๆ และทำให้เกิดความพากเพียรที่จะปฏิบัติธรรม มิให้เบื่อหน่ายท้อถอย ถ้าจะพูดไปตามภาษาธรรมะ ก็จะเรียกความอยากชนิดนี้เป็น อธิษฐานบารมี หรือถ้าจะจัดเป็นกรรมฐานกองหนึ่งก็ได้คือ อุปสมานุสสติ ซึ่งหมายถึง การระลึกถึงคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์

ฉะนั้น การตั้งอธิษฐานจิตนี้จึงสำคัญมากแก่ผู้ปฏิบัติธรรม จึงควรอธิษฐานก่อนนอนทุกวันหรือทุกครั้งที่ทำบุญว่า “ขอให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ขึ้นชื่อว่าการเกิดอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้าอีกเลย มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ปรากฏแก่ข้าพเจ้าประดุจหลุมถ่านเพลิง ตายจากชาตินี้ ขอไปนิพพาน”

ขอให้ท่านผู้ใฝ่ในธรรมปฏิบัติทั้งหลายจงอธิษฐานจิตดังนี้ จะช่วยสร้างกำลังใจให้เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยให้ได้มรรคผล นิพพาน อย่างที่คาดไม่ถึง

ฉะนั้นขอให้ท่านผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรม จงสำรวจคุณธรรมทั้ง ๕ ประการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า มีอยู่ในตนหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จงสร้างให้มี ถ้ามีแล้วก็จงบำรุงให้เจริญไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ช้าท่านก็จะได้บรรลุมรรคผลเอง

ซึ่งเรื่องมรรคผลนี้ยังไม่พ้นกาลพ้นสมัย ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว สมัยนี้จะไม่มีพระอริยบุคคล ความจริงมรรคผลนั้นไม่เลือกกาลเลือกสมัย เมื่อใดที่คุณธรรมของเราเจริญถึงขีด ก็จะได้บรรลุมรรคผลทุกเวลา ทุกโอกาส ทุกสถานที่ ทุกเพศ ทุกวัย มิเลือกว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต หญิงชายหนุ่มแก่ จงอย่าดูถูกว่าตนเองเป็นผู้ไม่มีบารมี ทุกท่านที่นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาเป็นผู้มีบารมีทั้งนั้น ขอเพียงแต่ให้ท่านจงพยายามปฏิบัติตามที่ได้แนะนำมาแต่เบื้องต้น คุณธรรมของท่านก็จะเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้น จนในที่สุดท่านก็จะได้บรรลุมรรคผลเอง

การที่ได้บรรลุมรรคผล แม้แต่เพียงขั้นต้น คือ พระโสดาบันนั้น จะมีคุณประโยชน์มากหลายอย่างนัก จะไม่ขอกล่าวโดยละเอียดในที่นี้ แต่ที่จะกล่าวก็คือท่านผู้ที่บรรลุจะเป็นผู้มีความสุขมาก ท่านจะอยู่อย่างสุขใจอย่างยิ่ง แม้โลกนี้จะวุ่นวายเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ท่านจะอยู่ท่ามกลางทุกข์ด้วยความสุขสบายใจ อยู่ท่ามกลางกองไฟได้อย่างเย็นชื่นบาน ซึ่งในความเป็นจริงจะเป็นเช่นไรนั้น ท่านผู้บรรลุจะพึงซาบซึ้งด้วยตนเอง

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

บทปลงสังขาร

มนุษย์เราเอ๋ย เกิดมาทำไม
นิพพานมีสุข อยู่ ใยมิไป
ตัณหาหน่วงหนัก หน่วงชักหน่วงไว้
ฉันไปมิได้ ตัณหาผูกพัน
ห่วงนั้นพันผูก ห่วงลูกห่วงหลาน
ห่วงทรัพย์สินศฤงคาร จงสละเสียเถิด
จะได้ไปนิพพาน ข้ามพ้นภพสาม
ยามหนุ่มสาวน้อย หน้าตาแช่มช้อย
งามแล้วทุกประการ แก่เฒ่าหนังยาน
แต่ล้วนเครื่องเหม็น เอ็นใหญ่เก้าร้อย
เอ็นน้อยเก้าพัน มันมาทำเข็ญใจ
ให้ร้อนให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว
ขนคิ้วก็ขาว นัยน์ตาก็มัว
เส้นผมบนหัว ดำแล้วกลับหงอก
หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี
จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย
เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร
จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา
พระอนิจจัง พระอนัตตา
เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย
ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน
เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป
ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก
เขาชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี
เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง
เขาหามเอาไป เขาวางลงไว้
เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา
อยู่แต่ผู้เดียว ป่าไม้ชายเขียว
เหลียวไม่เห็นใคร เห็นแต่ฝูงแร้ง
เห็นแต่ฝูงกา เห็นแต่ฝูงหมา
ยื้อแย่งกันกิน ดูน่าสมเพช
กระดูกกูเอ๋ย เรี่ยรายแผ่นดิน
แร้งกาหมากิน เอาเป็นอาหาร
เที่ยงคืนสงัด ตื่นขึ้นมินาน
ไม่เห็นลูกหลาน พี่น้องเผ่าพันธุ์
เห็นแต่นกเค้า จับเจ่าเรียงกัน
เห็นแต่นกแสก ร้องแรกแหกขวัญ
เห็นแต่ฝูงผี ร้องไห้หากัน
มนุษย์เราเอ๋ย อย่าหลงนักเลย
ไม่มีแก่นสาร อุตส่าห์ทำบุญ
ค้ำจุนเอาไว้ จะได้ไปสวรรค์
จะได้ทันพระพุทธเจ้า จะได้เข้านิพพาน

อหํ วนฺทามิ สพฺพโส
อหํ วนฺทามิ นิพฺพานปจฺจโย โหตุ

ธรรมภาษิต ตอน "เขียนในป่าช้าจีน"

โดยพระชุมพล พลปฺโ
พ.ศ.๒๕๓๔
 

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๒)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๓)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๔)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๕)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๖)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๗)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๘)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๙)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๐)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๑)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๒)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๓)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๔)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๕)

ป่าช้าจีน (ต่อ ๑๖)

จบธรรมภาษิตตอน "เขียนในป่าช้าจีน"

บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ณ ป่าช้าจีนแห่งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต ความดีและบุญกุศลของธรรมะชุดนี้ ขอถวายบูชาบุพพการีชนของข้าพเจ้าที่ผ่านมาทุกภพทุกชาติ ส่วนข้อบกพร่อง ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมดไม่สงวนลิขสิทธิ์

ด้วยความนับถือ
จาก พระชุมพล พลปญฺโ

ธรรมภาษิต ตอน "เขียนในป่าช้าแขก"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ.๒๕๓๕

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๑)

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๒)

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๓)

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๔)

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๕)

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๖)

เขียนในป่าช้าแขก (ต่อ ๗)

จบธรรมภาษิตตอน "เขียนในป่าช้าแขก"

บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ระหว่างการเฟ้นธรรมปฏิบัติ ณ ป่าช้าแขกแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดกระบี่

ความดีและบุญกุศลของธรรมะชุดนี้ ขอถวายบูชาคุณของครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าที่ผ่านมาทุกภพทุกชาติ ส่วนข้อบกพร่อง ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ขอพระรัตนตรัยโปรดเมตตาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดชั่วชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ

จากพระชุมพล พลปญฺโ

บันทึกธรรม เรื่อง "สิ่งที่น่ากลัวที่สุด"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ.๒๕๓๖

บุคคลผู้อิ่มอาหารอย่างมาก ไม่ว่าใครจะนำอาหารไม่ว่าชนิดดีชนิดแพงแค่ไหนมาล่อก็ไม่สนใจ ส่วนบุคคลผู้หิวอาหารอยู่นั้น แม้แต่เห็นข้าวคลุกน้ำปลาก็ตาลุก น้ำลายสอ เสียแล้ว ฉะนั้น เมื่อมาคิดดังนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่า บุคคลผู้มีจิตอิ่มแล้ว ไม่ว่าใครจะเอาอะไรมาล่อลวงก็ไม่สนใจ เพราะจิตอิ่มแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดมาเป็นมารได้ ส่วนบุคคลผู้มีจิตหิวอยู่ ไม่ว่าสิ่งใดมาผ่านหน้า ก็เข้าไปติดเข้าไปยึดทันที ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านหน้า จึงเป็นมารแก่บุคคลผู้มีจิตหิว

ฉะนั้น มารของเราก็คือ จิตเรา ที่ยังหิวอยู่

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจของเราเอง


๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๖





๑๓ กันยายน ๒๕๓๖

บันทึกธรรมเกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๑๒ ก.ย. ๒๕๓๖

สติปัฏฐาน ๔ นั้นคือ ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ที่แยกเป็น ๔ ฐานนั้น แยกไปตามความละเอียดละออ แยกไปตามประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติ ส่วนเราซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติใหม่อย่าเพิ่งไปดัดจริตแยกตามท่าน เพราะเรายังไม่ชำนาญอย่างท่าน การรู้มาตามตำรานั้นก็ดีอยู่ แต่ให้เราเจียมตัวอยู่ตลอดเวลาว่า มันยังเป็นเพียงความรู้ คือแค่รู้ ยังไม่เห็น ในความจริงแล้วมันต้อง know แล้ว practise แล้วจึงเกิด experience การปฏิบัติเราอย่าไปติดตำรามาก เพราะมันจะไม่เห็นของจริง ตำราเรียนรู้พอเป็นแนวทาง แต่ที่จะรู้จริงๆ ต้องเข้าไปเห็นเอง

สติปัฏฐานนั้นมี ๔ ฐานก็จริง แต่มันก็รวมอยู่ในกายกับใจเท่านั้น คือการกำหนดกายกับใจของเราให้รู้แจ้งแทงตลอดเท่านั้น ฉะนั้นก็ให้กำหนดที่กายกับใจนั่นแหละ ทีนี้จะกำหนดใจอย่างไร ก็ใจมันอยู่กับกาย เรากำหนดที่กายนั้นแหละจะพบใจด้วย เพราะว่ากายมันเป็นของหยาบกำหนดง่าย ใจเป็นของละเอียดกำหนดยาก แต่เมื่อกำหนดที่กายไปแหละ จะพบกับใจด้วย เพราะกายกับใจมันเนื่องกัน เหมือนกับผู้ตกปลาไม่ต้องจับที่สายเบ็ดก็ได้ จับที่คันเบ็ดนั่นแหละ เมื่อยกคันเบ็ดมา สายเบ็ดมันจะติดมาด้วยเอง เพราะมันเนื่องกัน ให้จับที่คันเบ็ดก่อน จะเข้าใจเรื่องสายเบ็ดเอง ให้กำหนดที่กายก่อน จะเข้าใจเรื่องใจเอง ถ้าไปกำหนดใจก่อนมันจะมั่ว เพราะมันเป็นของละเอียด ผู้ปฏิบัติใหม่ต้องกำหนดของหยาบก่อน เมื่อชำนาญในของหยาบแล้วจะนำไปสู่ของละเอียดเอง ถ้าไปกำหนดของละเอียดก่อนละก้อ เจ๊งทุกรายไป ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม ฉะนั้นขอให้กำหนดฐานกายในกายก่อน เมื่อเรากำหนดฐานกายในกายไปเรื่อยๆ ก็จะปล่อยวางร่างกาย จะถอนความยึดมั่นไปเรื่อยๆ แล้วต่อไป เวทนากับจิต จะปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นชัดได้ เหมือนบ่อน้ำที่มีแหนอยู่เต็ม เมื่อตักแหนขึ้นก็จะแลเห็นน้ำเอง แต่ตอนแรกต้องค้นที่แหน แล้วเปิดแหนออกจึงจะเห็นน้ำ

ขอให้ปฏิบัติในกายให้มากๆ แล้วจะดีเอง อานาปานสติควรจะใช้มาก เพราะเป็นกรรมฐานดับความฟุ้งซ่าน และการกำหนดสติในการเคลื่อนไหวกายก็จำเป็นเพื่อช่วยให้สติสมบูรณ์ จะฝึกหัดยกมืออย่างหลวงพ่อธมฺมธโร วัดไทรงาม ต.ดอนมะสังข์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี หรือหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ บ้างก็ได้

ส่วนฐานธรรมในธรรมนั้นเป็นของละเอียดขึ้นไปอีก เมื่อเราชำนาญในฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต แล้วมันจะลามเข้าไปเอง บางทีลามเข้าไปโดยไม่รู้ตัว คือ บางทีเราปฏิบัติอยู่โดยไม่รู้ว่าเรากำลังอยู่ฐานธรรมในธรรม

การปฏิบัติธรรมนั้นควรให้ทุกข์เป็นครู ทุกข์นั้นแหละมันจะนำเราไปสู่ฐานต่างๆ เราอย่าไปเอง ให้ทุกข์มันนำไป คือหมายความว่า เมื่อทุกข์เกิดเราก็ค้นคว้าหาวิธีแก้ไปเรื่อยๆ ทีนี้ ถ้าหากเราไปแก้ภายนอกก็ไม่จบและแก้ไม่ได้ แต่ถ้าหากเรามาแก้ภายในก็ต้องมาถอนความยึดมั่นในสิ่งที่เรายึด มันก็จะมารวมสู่สมรภูมิ ๔ อัน คือ เราจะต้องมาถอนความยึดมั่นที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ต้องมาเห็นแจ้งอนัตตาด้วยสติปัญญาที่เราจะต้องฝึกให้เป็นให้มี เพื่อให้เข้าไปเห็นเข้าไปแจ้งแล้วปล่อยวางไป ละไป ถอนความยึดมั่นไป ด้วยญาณปัญญาที่เราปฏิบัติเจริญให้แก่กล้าขึ้นมาด้วยตัวเราเอง

ฉะนั้น จึงไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีใครให้ใครได้ ต้องทำเอาเอง ฝึกเอาเอง หัดเอาเอง ถึงจะลำบากเท่าไร ทุกข์เท่าไร ต้องทวนกระแสเท่าไรก็ต้องทน เพราะเราเหมือนสุนัขจนตรอกแล้ว ทางข้างหน้าก็เห็นแต่จะมีไปตกเหวแห่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีสิ้นสุด ถ้าหากเราไม่หันหลังกลับมาฟัดกับกิเลส ก็ไม่รู้ว่าความทุกข์ทรมานแห่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ฉะนั้น จงพากเพียรเข้าไปเถิด อย่าประมาทในวัย ในความไม่มีโรค ในความมีชีวิตยืนยาวอยู่เลย เพราะพระยามัจจุราชท่านได้เงื้อดาบเดินตามหลังเราอยู่ตลอดเวลาโดยเราหามองเห็นตัวท่านไม่ ท่านจะฟันลงมาเมื่อใดได้ทุกเมื่อ เมื่อฟันลงมาแล้วก็ไม่เหลือ เห็นทีจะต้องสิ้นลมหายใจวายชีวาวาตม์

ฉะนั้น เธอจงอย่าประมาท รีบสร้างกุศลผลบุญทานแต่ป่านนี้ และก็ให้เร่งรีบเจริญกรรมฐานให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาญาณว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นของไร้ค่า เป็นของคู่โลกโลกา ไม่มีใครจะพาไปสู่สัมปรายภพได้ ให้ฝึกหัดตัดทิ้งทุกสิ่ง สิ้นความผูกพันจากใจไปเสียก่อนที่จะถึงวันชีพม้วย จงเป็นบุคคลผู้ร่ำรวยอริยทรัพย์ดีกว่าที่จะรวยเงินทอง เพราะว่าสมบัติอันเป็นมรดกของพระอริยเจ้า ก็คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตนั่นเอง ความบริสุทธิ์แห่งจิตนี่เองที่จะช่วยให้จิตหลุดพ้นจากทุกข์ หาใช่สิ่งอื่นไม่

จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง

จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้


พระชุมพล พลปญฺโ

บันทึกเมื่อ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๖

เธอเหงา

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๔ ก.ย. ๒๕๓๖

ผู้ไม่มีธรรมะ ถึงจะอยู่ท่ามกลาง หมู่ญาติพี่น้อง ก็ยังรู้สึกว้าเหว่ เพราะว่าจิตยังหิว ยังหาตัวเองไม่เจอ หาเจอแต่คนอื่น หาตัวเองไม่เจอ ก็เลยต้องว้าเหว่เงียบเหงาอยู่ท่ามกลางวงล้อมของหมู่ชน หรือต้องว้าเหว่เงียบเหงาอยู่ในอ้อมกอดของหมู่ชน

ส่วนผู้มีธรรมนั้น สามารถอยู่เป็นสุขได้ เพราะจิตไม่หิว จิตไม่หวัง ไม่ต้องการให้ใครมาเติมให้เต็ม เพราะค้นเข้าไปหาตัวเอง ไปพบตัวเอง ฉะนั้น ผู้มีธรรมะจึงรู้สึกอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย

ช่างน่าสงสารคนโง่ ที่รู้จักแต่การไปหาผู้อื่น ไม่รู้จักเข้ามาหาตัวเอง

เธอเหงา เพราะจิตเธอยังหิว

เธอว้าเหว่ เพราะคิดแต่จะไปหาคนอื่น ไม่รู้จักเข้าหาตัวเอง


พระชุมพล พลปฺโ

๒๔ กันยายน ๒๕๓๖

อัปปมาณา ธัมมา

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๘ ก.ย. ๒๕๓๖

วันหนึ่ง เราได้รำพึงถึงอดีตในครั้งฆราวาส เพราะเราได้ยินคนเค้าพูดถึงเรื่องที่ว่า คนเราเวลามีความรักนั้น วันไหนก็ตาม ถึงไม่ได้เห็นหน้าคนรัก ขอให้ได้เห็นหลังคาบ้านสาวก็ยังดี เราก็เลยนึกถึงตัวเราว่า ในอดีตนั้น ของเราไม่ต้องได้เห็นหน้าบ้านสาวหรอก ให้แค่เห็นปากซอยบ้านของผู้หญิงที่เรารักก็พอใจแล้ว พอมานึกถึงตรงนี้ มันก็เกิดปัญญาเห็นแจ้งลุกโพลงขึ้นมา ทำให้เข้าใจสภาพของอุปาทานว่าเป็นอย่างไร

หมายความว่า บุคคลผู้โง่มาก อุปาทานมันก็ยึดมั่นขยายวงยิ่งกว้างมากขึ้นยิ่งขึ้นทุกที เมื่อความโง่น้อยลง อุปาทานมันก็จะยึดในขอบเขตที่เล็กลง ปากซอยที่คนอื่นเห็นแล้วไม่รู้สึกอะไร แต่เวลาเราเห็นเกิดรู้สึกสดชื่น เพราะอุปาทานมาสมมุติขอบเขตให้ว่านี่เป็นปากซอยของบ้านคนที่เราชอบ นี่ถ้าเราโง่น้อยลง ขอบเขตมันต้องลดลงแค่ว่า เห็นปากซอยของบ้านเค้ายังไม่ตื่นเต้น ต้องเห็นบ้านเค้าจึงตื่นเต้น และถ้าเราโง่น้อยลงอีก เราต้องมายึดแค่กายเค้า ไม่สนใจบ้านเค้า และถ้าเราโง่น้อยลงอีก เราต้องมาเห็นว่ากายก็ไม่ใช่ของเค้า เป็นเพียงดิน น้ำ ไฟ ลม ของโลก และมายึดแค่ใจเค้าว่าเค้าเป็นคนใจดี มีความเรียบร้อย เป็นกุลสตรี มีคุณธรรม แต่ถ้าหากเราโง่น้อยลงไปอีก ก็จะต้องเห็นว่า แม้ใจเค้าก็ไม่เที่ยง เป็นสังขารธรรมที่เกิดจากการปรุงแต่ง เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ก็จะถึงสุญญตาความว่าง ไม่รู้จะยึดเอาอะไรอีกแล้ว คือต้องขาดอุปาทานอย่างสิ้นเชิงไปในสิ่งนั้น

ฉะนั้น เมื่อคิดมาถึงข้อนี้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่คนทั้งหลายหลง จึงไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงขอบเขตโดยสมมุติที่อุปาทานมันใส่มาให้เท่านั้น คนโง่มากขอบเขตก็ใหญ่มาก ต้องยึดมากทุกข์มากเดือดร้อนมาก ซึ่งก็เป็นเพียงถูกอวิชชา โมหะ อุปาทาน มันมาหลอกให้หลงเข้าไปยึดถือเท่านั้น ไม่มีอะไร

ฉะนั้น ถ้าหากเราจะละอวิชชาจริงๆ แล้ว จะต้องเพิกขอบเขต เขตแดนที่อวิชชา โมหะ อุปาทาน มันสมมุติมาให้ โดยทำลายให้แตกให้หมด โดยที่สุดแม้ขันธ์ ๕ คือกาย ใจ นี้ ก็ต้องถูกเพิกขอบเขตเขตแดนความยึดมั่น ถือมั่น เป็นตัวกูของกูออกให้สิ้นเชิง จึงจะพ้นจากความเดือดร้อนจากการถูกอุปาทานจูงจมูกให้ไปเดือดร้อนได้อย่างสิ้นเชิงทีเดียว สภาวะธรรมทั้งหลายจึงจะเข้าสู่โลกุตตระ เป็น อัปปมาณา ธัมมา ไร้เขต ไร้แดน ที่ต้องยึดถือ ที่ต้องแบ่งแยกอย่างสิ้นเชิงเลย

สมกับกลอนของ พระราชปริยัติสุธี วัดสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ที่ว่า

อาณาจักรของใจไร้ขอบเขต

อุปาทานเป็นเหตุแบ่งเขตขันธ์

จึงตื่นเต้นหวาดกลัวอยู่ทั่วกัน

ไม่ยึดมั่น ทุกข์ภัย ก็ไม่มี

บันทึกธรรม เรื่อง "อิง"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๒ ต.ค. ๒๕๓๖

จิตที่ไม่อิงอาศัยอะไรนั่นแหละ พ้นจากความทุกข์เดือดร้อน

ไม่อิงอาศัยความเป็นชาย ไม่อิงอาศัยความเป็นหญิง

ไม่อิงอาศัยตัวเรา ไม่อิงอาศัยผู้อื่น

ไม่อิงอาศัยกาย ไม่อิงอาศัยจิต

ไม่อิงอาศัยรูปธรรม ไม่อิงอาศัยนามธรรม


นั่นแหละ คือ จิตที่ไร้อุปาทาน

นั่นแหละ คือ จิตที่ไร้ขอบเขต

นั่นแหละ คือ นิโรธ

นั่นแหละ คือ วิมุติ

นั่นแหละ คือ วิสุทธิ์

นั่นแหละ คือ นิพพาน


พระชุมพล พลปฺโ

๒๒ ตุลาคม ๒๕๓๖

บันทึกธรรม เรื่อง "ไม่ไกลเกินฝัน"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๗ พ.ย. ๒๕๓๖

ผู้ที่จะริเริ่มกำจัดกิเลสได้นั้น ต้องเห็นกิเลสเสียก่อน การที่เรารู้สึกว่าเรามีกิเลสนั้นดีแล้ว เป็นปากทางที่จะนำไปสู่ความหมดกิเลส ในการซักผ้าทุกครั้ง เราต้องเห็นว่าผ้าสกปรกก่อน นั่นคือปากทางที่จะได้ซักผ้าให้สะอาดแล้ว ผู้ที่กิเลสหนาจริงๆ นั้น จะไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองมีกิเลสเลย จึงเป็นผู้ที่ทำผิดโดยไม่ยอมรับผิด การที่เรารู้สึกว่าเรามีกิเลสหนานั่น เพราะว่าจิตเราเริ่มมีหิริ โอตตัปปะ ดีแล้ว ค่อยๆ พัฒนาจิตไปจะดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครเป็นผู้บริสุทธิ์มาแต่ท้องพ่อท้องแม่ ขอให้เราปลูกฝัง ศรัทธา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน ในใจเราให้มาก แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่ไกลเกินฝัน การปฏิบัติธรรมให้ก้าวไปเรื่อยๆ ทีละก้าว เดี๋ยวสำเร็จเอง ทางเดินร้อยลี้ เริ่มจากก้าวก้าวเดียว ก่อนอรุณรุ่งใยมิใช่มืดสนิท สิ่งแรกที่เราจะต้องปลูกฝังให้มากคือกำลังใจในการที่จะออกจากโลก ขอให้พิจารณาโทษของโลกให้มาก นึกถึงความตายให้ตลอดเวลา ภาวนาไว้ว่า "ความตายจักมี ชีวิตินทรีย์จักขาด" คำนี้ภาวนาไว้เสมอ นึกถึงความตายมากๆ แล้วจะดีเอง ท่องให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออก

ศรัทธานั้น อย่าให้อยู่แค่ในใจ ให้แสดงออกมาทางกายและวาจาด้วย แล้วมันจะย้อนเข้าไปหนุนให้ศรัทธาในใจเราแก่กล้า ถ้าเก็บกดศรัทธาเอาไว้แต่ในใจ ศรัทธานั้นจะไม่งอกงามไพบูลย์ เป็นศรัทธาแคระแกร็น

เรื่องความตระหนี่ที่จะเกิดในเวลาให้ทานนั้น ให้เรานึกอย่างนี้ว่า "เดิมที เวลาเกิด เราไม่ได้มีอะไรมาเลย แล้วต่อไป เวลาตาย ก็ไม่ได้เอาอะไรไปด้วยเช่นกัน ฉะนั้น สมบัติทั้งหลายทั้งปวง คือ สิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งสิ้น แล้วเราจะมาคอยหวงอะไรไว้เล่า

"สิ่งไหนที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ก็นึกถึงให้น้อยๆ ลงหน่อยเถิด สิ่งไหนที่ตายแล้วเอาไปได้ ก็นึกถึงให้มากๆ ขึ้นหน่อยเถิด"


พระชุมพล พลปญฺโ

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๖

บันทึกธรรม เรื่อง "ความเบื่อโลก"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๓๐ พ.ย. ๒๕๓๖

อาการเบื่อโลกที่เกิดขึ้น เพราะเคยถูกสิ่งแวดล้อมหลายๆ อย่างหลอกให้หวังจากโลกมากเกินไป สื่อต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือ ได้มากล่อมให้เราหลงเชื่อว่า โลกนี้ช่างสวยสดงดงามนัก สื่อเหล่านี้ ได้สร้างจินตนาการให้เราสร้างโลกแห่งความฝันให้เรา โลกแห่งความฝันของทุกคนมักจะสวยหรูเสมอ แต่ต้องขอโทษด้วยที่จะต้องบอกว่า โลกแห่งความจริงมันผิดกันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฉะนั้น ถ้าหากใครถูกหลอกให้ชื่นชมยินดีหลงระเริงกับโลกแห่งความฝันมากเท่าไหร่ จะต้องเดือดร้อนมากขึ้นเท่านั้น เมื่อความเป็นจริงหรือสัจธรรมที่ไม่เคยปราณีต่อคนโง่เขลา ได้ปรากฏตัวแสดงความเป็นจริงของมันออกมา

ความจริงโลกมันก็เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นนั่นแหละ

โลกนี้มันมีทั้งด้านเจริญ ด้านเสื่อม ด้านขึ้น ด้านลง ด้านบวก ด้านลบ มันเป็นคู่ของมันอย่างนั้น คู่ที่ประกอบมาจาก ๒ ข้างที่ต่างกัน

ถ้าเราไปยินดีในข้างเจริญ เราจะต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนกับข้างเสื่อม

ถ้าเราไปยินดีในข้างขึ้น เราจะต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนกับข้างลง

ถ้าเราไปยินดีในข้างบวก เราจะต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนกับข้างลบ

บอกแล้วว่า ดีใจก็เพื่อเสียใจ ลิงโลดก็เพื่อเศร้าสร้อย ตื่นเต้นก็เพื่อเหงาหงอย สมหวังก็เพื่อผิดหวัง ยินดีก็เพื่อยินร้าย เฟื่องฟูก็เพื่อตกดิ่ง โด่งดังก็เพื่ออับแสง

บุคคลที่มีสุขภาพจิตดีที่สุด ก็คือ บุคคลที่ไม่ยินดียินร้ายไปตามโลกนั่นเอง

ความจริงโลกมันก็เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นที่ต้องมีด้านบวกและด้านลบ แต่เราไปบ้ากับมันเอง สิ่งที่ธรรมดามันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา สิ่งที่ธรรมดามันก็เลยมาทำให้เราเป็นทุกข์ ที่เราเป็นทุกข์เพราะเราไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงของมัน ถ้าหากเราเข้าใจสภาพความเป็นจริงของมัน แล้วปล่อยวางเสีย มันก็หมดเรื่อง ก็โลกมันก็เป็นของมันอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไปทุกข์กับมันทำไม มันขึ้นของมันอย่างนั้น มันลงของมันอย่างนั้น มันเจริญของมันอย่างนั้น แล้วมันก็เสื่อมของมันอย่างนั้น ที่เราเป็นทุกข์เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นมันเอง

ฉะนั้น การแก้ความทุกข์นั้นแก้ที่ไหนก็ไม่สำเร็จ ต้องมาแก้ที่ใจเราเอง ถอนความยึดมั่นอะไรในโลกเสีย ถอนความหวังอะไรในโลกเสีย อย่าหวังอะไรจากโลก อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย

ขอให้พยายามสร้างกุศลบารมี สร้างความดี ทาน ศีล ภาวนา ไปเรื่อยๆ เถิด แล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะจัดตัวของมันไปในทางที่ดีเอง จงให้อาหารแก่จิตให้มากๆ อาหารกายเราก็ได้หามาให้ทุกวันอยู่แล้ว แต่อาหารใจเรายังขาดอยู่ อาหารใจก็คือ ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง เธอจะไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ถ้าขาดมัน

... เธอจะไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ ถ้าขาดมัน ...

 

พระชุมพล พลปญฺโ

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖

บันทึกธรรม เรื่อง "โมหะมันให้มา"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๓๐ พ.ย. ๒๕๓๖

.....โมหะมันมากำหนดให้ว่า

รูปอย่างนี้น่าดู รูปอย่างนี้ไม่น่าดู

ความจริง รูปที่น่าดูก็ไม่มี รูปที่ไม่น่าดูก็ไม่มี

.....โมหะมันมากำหนดให้ว่า

เสียงอย่างนี้น่าฟัง เสียงอย่างนี้ไม่น่าฟัง

ความจริง เสียงที่น่าฟังก็ไม่มี เสียงที่ไม่น่าฟังก็ไม่มี

.....โมหะมันมากำหนดให้ว่า

กลิ่นอย่างนี้น่าดม กลิ่นอย่างนี้ไม่น่าดม

ความจริง กลิ่นที่น่าดมก็ไม่มี กลิ่นที่ไม่น่าดมก็ไม่มี

.....โมหะมันมากำหนดให้ว่า

รสอย่างนี้น่าลิ้ม รสอย่างนี้ไม่น่าลิ้ม

ความจริง รสที่น่าลิ้มก็ไม่มี รสที่ไม่น่าลิ้มก็ไม่มี

.....โมหะมันมากำหนดให้ว่า

โผฏฐัพพะอย่างนี้น่าถูก โผฏฐัพพะอย่างนี้ไม่น่าถูก

ความจริง โผฏฐัพพะที่น่าถูกก็ไม่มี โผฏฐัพพะที่ไม่น่าถูกก็ไม่มี

.....โมหะมันมากำหนดให้ว่า

ธัมมารมณ์อย่างนี้น่ารู้ ธัมมารมณ์อย่างนี้ไม่น่ารู้

ความจริง ธัมมารมณ์ที่น่ารู้ก็ไม่มี ธัมมารมณ์ที่ไม่น่ารู้ก็ไม่มี


ทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการ ถูกโมหะมันหลอกให้หัวหมุนหัวปั่นไปเอง


พระชุมพล พลปญฺโ

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๖

บทวิเคราะห์ปฏิจจสมุปบาท

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๖ ธ.ค. ๒๕๓๖

อวิชชา คือ สัญญาที่กำหนดหมายไว้ผิดๆ ทำให้เห็นมายาเป็นจริงเป็นจัง เลยเกิดสังขารการปรุงแต่ง ไปทางมายา แล้ววิญญาณก็คอยรับรู้ในสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ก่อตามมาคือ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา อันเป็นผลพวงมาจาก สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ตั้งขึ้นด้วยความไม่รู้เท่าทันในมายา แล้วก็มาหลงเวทนาอันเป็นผลของความไม่รู้ ด้วยความไม่รู้อีกชั้นหนึ่ง ก่อให้เกิดตัณหาความยินดี ก่อไปถึงอุปาทาน ซึ่งก็คือตัวมานะและทิฏฐิ เข้าไปหนุนอีก ก็เลยยิ่งกลายเป็นภพชาติ ชรา มรณะ เกิดขึ้นในขณะนั้นเอง

มานะ กับ สักกายทิฏฐิ คืออุปาทานเหมือนกัน มานะคือการถือตัวในความเป็นจริงที่ปรากฏ ส่วนสักกายทิฏฐิ คือ การถือตัวกับมายาภาพ หรือวิมานในอากาศที่ไม่มีจริง แต่ตัวเองปั้นแต่งเอามาหลอกให้ตัวเองดีใจ สบายใจ

มานะนั้น บ้าอยู่กับสิ่งที่มีจริง หรือสิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะมีจริง แต่ที่เป็นความผิดก็ตรงที่ยึดมั่นไว้ โดยไม่เห็นความไม่เที่ยงนั่นเอง

ถ้าจะเอาสังโยชน์ มาเทียบกับปฏิจจสมุปบาทแล้ว จะได้ว่า

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส คือ อุปาทาน

กามฉันทะ / ปฏิฆะ คือ เวทนา / ตัณหา

รูปราคะ / อรูปราคะ คือ เวทนา / ตัณหา

มานะ คือ อุปาทาน

อุทธัจจะ คือ สังขาร

อวิชชา คือ อวิชชา

สำหรับตัวภพ ก็คือ กรรม

ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส คือ วิบาก

บทวิเคราะห์นี้ เขียนขึ้นตามความเข้าใจของพระชุมพล พลปฺโ เพื่อให้ท่านผู้รู้ได้พิจารณา ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ


พระชุมพล พลปญฺโ

๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๖

บันทึกธรรม เรื่อง "สังขารและบัญญัติ"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๐ ธ.ค. ๒๕๓๖

สังขารมันเปลี่ยนไปเรื่อย ส่วนบัญญัติที่ว่าเป็นพระชุมพล ยังคงเดิมตลอด นั่นคือ สังขารอันได้แก่ รูปธรรม นามธรรม ที่เป็นขอบเขตให้บัญญัติไปกำหนดสมมุตินั้น เปลี่ยนแปรไปตลอด ไม่เคยอยู่คงที่ ไม่มีอยู่นิ่ง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง หาสิ่งใดอยู่กับที่คงเดิมไม่มี ส่วนบัญญัตินั้น คงเดิมตลอดอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งได้ เพราะบัญญัตินั้นสมมุติขึ้นมาสำหรับสื่อความหมายไปตามวิสัยโลก ไปตามภาษาโลก จึงคงเดิมตลอดอยู่ในช่วงเวลาที่ยังยอมรับสมมุติบัญญัตินั้นอยู่

ฉะนั้น จึงต้องแยกให้ถูกว่า ส่วนไหนเป็นสังขาร ส่วนไหนเป็นบัญญัติ อย่าหลงว่าสังขารเป็นตัวเป็นตนจริงจังไปตามบัญญัติภาษาสมมุติโลกที่ใช้สื่อความหมายให้เข้าใจกัน โดยบัญญัตินั้นใช้สมมุติเพื่อสื่อความหมายกันในโลกไป ฉะนั้น จงสักแต่ว่าอาศัยใช้บัญญัติไปเรื่อยๆ อย่างไม่ยึดมั่น แต่อย่าหลงสังขารมาเป็นบัญญัติเด็ดขาด อย่าหลงว่าสังขารเที่ยงโดยดูจากความเที่ยงของบัญญัติเด็ดขาด อย่าหลงว่าสังขารมีตัวมีตนจริงจัง โดยประเมินจากคำสมมุติเอามาใช้สื่อความหมายเรียกของบัญญัติเด็ดขาด เพราะสังขารที่เที่ยงไม่มีในโลก เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา หาอะไรจริงจังไม่ได้ หาอะไรจริงจังไม่มี หาอะไรเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ หาอะไรเป็นตัวเป็นตนไม่มี ส่วนบัญญัตินั้นเที่ยงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ได้ เพราะเป็นสิ่งสมมุติขึ้นเพื่อมาสื่อความหมายให้เข้าใจกันในโลก ให้พูดกันได้รู้เรื่อง ให้พูดกันได้รู้ความหมาย

จึงสรุปได้ว่า พระชุมพลนั้นเป็นเพียงสมมุติบัญญัติที่ไม่มีอยู่จริง เพราะสังขาร รูปธรรม นามธรรม ที่เป็นขอบเขตสำหรับให้บัญญัติไปสมมุติว่าเป็นพระชุมพลนั้น เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่มีคงที่เลย จึงหาพระชุมพลที่แท้จริงไม่เจอ


พระชุมพล พลปญฺโ

๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๖

ธรรมภาษิต ตอน "เสือลาถ้ำ"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
ส.ค. ๒๕๓๖ - ม.ค. ๒๕๓๗

ธรรมภาษิตเหล่านี้ บันทึกเอาไว้เล่นๆ เอาไว้ให้อ่านเล่นๆ ขอให้ถือว่าธรรมะนี้เป็นสมบัติส่วนกลางของธรรมชาติ ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บันทึกเท่านั้น ฉะนั้น ใครอยากได้เอาไปพิมพ์ จะใส่ชื่อใครหรือไม่ใส่ชื่อใคร ก็ไม่ว่า ขอยกให้ฟรี ๆ เพราะข้าพเจ้าชอบธรรมะประเภทใจกว้างอยู่แล้ว ธรรมะประเภทหวงแหนกันนั้น น่าเบื่อที่สุด เป็นไปเพื่อความน่าหดหู่สลดใจมากกว่า ฉะนั้น ข้อเขียนของข้าพเจ้าทุกอัน จะไม่ขอสงวนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด

เสือลาถ้ำ (ต่อ ๑)

เสือลาถ้ำ (ต่อ ๒)

เสือลาถ้ำ (ต่อ ๓)

จบธรรมภาษิต ตอน "เสือลาถ้ำ"

ช่วงเวลาที่บันทึก สิงหาคม ๒๕๓๖ ถึง มกราคม ๒๕๓๗ สถานที่บันทึก ณ วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่

นับเป็นบันทึกก่อนลาจากวัดถ้ำเสือ

ความดีอันใดที่พอมีบ้างจากบันทึกชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณ พระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏฺโ ผู้เป็นพระอาจารย์ผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง


ด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด
พระชุมพล พลปญฺโ

ธรรมภาษิต ตอน "ม่านไผ่ใบบาง"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๐ มี.ค. ๒๕๓๗ - ๒๙ พ.ค. ๒๕๓๗

ธรรมภาษิตเหล่านี้ผุดขึ้นมาในจิตขณะปฏิบัติธรรม ขอให้ถือว่า ธรรมเหล่านี้เป็นสมบัติกลางของธรรมชาติ ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บันทึกเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่สงวนลิขสิทธิ์

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๑)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๒)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๓)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๔)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๕)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๖)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๗)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๘)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๙)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๑๐)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๑๑)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๑๒)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๑๓)

ม่านไผ่ใบบาง (ต่อ ๑๔)

จบธรรมภาษิต ตอน "ม่านไผ่ใบบาง"

บันทึกโดย พระชุมพล พลปญฺโ

ช่วงเวลาที่บันทึก ๒๐ มีนาคม ๒๕๓๗ ถึง ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗

สถานที่บันทึก แม่ฮ่องสอน - เชียงใหม่

คุณความดีของบันทึกชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณของท่านพระครูภาวนานุศาสก์ (แป้น ธมฺมธโร) วัดไทรงาม อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ผู้มีเมตตาต่อศิษยานุศิษย์อย่างหาประมาณมิได้

บันทึกธรรม เรื่อง "แหลมมากจะหักก่อน"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒ มิ.ย. ๒๕๓๗

ที่แหลมมากจะหักก่อน ที่คมมากจะบิ่นก่อน

    ส่วนที่ทู่อยู่ได้นาน ส่วนที่ทื่อไม่บิ่นทันควัน

     ปทุมที่ชูช่อจะถูกเด็ดไปก่อน ...........................

         ......................อุบลใต้ใบอยู่ได้จนบาน

ผู้ที่โดดเด่นตั้งแต่หนุ่ม จะถูกเด็ดไปในเวลาอันรวดเร็ว

     ผู้ที่อยากจะอยู่ทน จงอย่าแหลมให้มาก

        ........................อย่าคมให้มาก อย่าชูช่อให้มาก

    รู้จักเซ่อ ในกาละและเทศะอันสมควร .........................

         ........................จะสามารถอยู่ได้นานอย่างมั่นคง

ชอบอวดฉลาดจะเสียผล

     แกล้งโง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก

     แกล้งบ้าไม่เป็น ทำงานใหญ่ไม่ได้

     มั่นใจในตัวเองมากเกินไป จะฉิบหายในเวลาอันรวดเร็ว

เรือจะออกทะเลยังต้องดูทิศทางลม

     ยังไม่ถึงเวลาอันสมควร อย่าแสดงความสามารถให้ปรากฏ


พระชุมพล พลปญฺโ

๒ มิถุนายน ๒๕๓๗

ธรรมภาษิต ตอน "กระท่อมดำในถ้ำเขียว"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๙ พ.ค. ๒๕๓๗ - ๒๖ มิ.ย. ๒๕๓๗

ธรรมภาษิตเหล่านี้ ผุดขึ้นมาในจิตขณะปฏิบัติธรรม ขอให้ถือว่าธรรมเหล่านี้เป็นสมบัติกลางของธรรมชาติ ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้บันทึกเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่สงวนลิขสิทธิ์

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๑)

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๒)

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๓)

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๔)

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๕)

กระท่อมดำในถ้ำเขียว (ต่อ ๖)


จบธรรมภาษิต ตอน "กระท่อมดำในถ้ำเขียว"

บันทึกโดย พระชุมพล พลปญฺโ

ช่วงเวลาที่บันทึก ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ถึง ๒๖ มิถุนายน ๒๕๓๗

สถานที่บันทึก เชียงใหม่

ความดีของบันทึกชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณของท่านพระมหาศิริ กนฺตสิริ สำนักปฏิบัติธรรมศิริธรรม (ถ้ำชี) ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี (๗๖๐๐๐) พระอาจารย์ผู้เป็นอนาลโยต่อคน สัตว์ และสังขารทั้งปวง ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง


พระชุมพล พลปญฺโ

บันทึกธรรม เรื่อง "ทุกขเวทนาและทุกขสัจ"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๘ มิ.ย. ๒๕๓๗

ทุกข์ของผู้มีกิเลสเป็นทุกขเวทนา ส่วนทุกข์ของผู้ไร้กิเลสเป็นเพียงทุกขสัจไม่เป็นทุกขเวทนา เพราะท่านไม่เข้าไปเสวยทุกข์นั้น เนื่องจากท่านสามารถละตัณหา โดยเห็นแจ้งในสมุทัยว่าตัณหาเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด เมื่อไม่เข้าไปเสวยทุกข์ เนื่องจากสามารถละตัณหาเสียได้ ก็จะพบนิโรธสัจ คือ ความดับทุกข์ ซึ่งท่านสามารถดับได้ด้วยมรรคสัจ ซึ่งก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านเชี่ยวชาญชำนาญในการเสพคุ้นและการเจริญมรรคของท่านอยู่แล้วเป็นปกติ อริยสัจทั้ง ๔ จึงครบพร้อมบริบูรณ์ ในขณะจิตที่ทุกข์เกิด และสามารถดับทุกข์ได้ในทันที ถือว่าปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดทุกข์และสายดับทุกข์ได้สำเร็จกระบวนการของมันในขณะจิตนั้นนั่นเอง

สำหรับผู้มีกิเลส ทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นทั้งทุกขสัจ และทุกขเวทนา เนื่องจากยังมีตัณหา เมื่อทุกข์เกิดขึ้นจึงเข้าไปเสวยทุกข์ เมื่อเข้าไปเสวยทุกข์ นิโรธสัจและมรรคสัจจึงไม่เกิด เกิดเพียงทุกขสัจกับสมุทัยสัจ ฉะนั้นในขณะจิตที่บังเกิดทุกข์ของผู้ยังมีกิเลส จึงบังเกิดเพียงปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์เท่านั้น ไม่บังเกิดปฏิจจสมุปบาทสายดับทุกข์ เพราะมีเพียงทุกขสัจกับสมุทัยสัจ ไม่มีนิโรธสัจและมรรคสัจ เนื่องจากมีอวิชชาคอยบงการอยู่เบื้องหลังแห่งกระบวนการทั้งมวลนั่นเอง


พระชุมพล พลปญฺโ

๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๗

บันทึกธรรม เรื่อง "ทางโลกและทางธรรม"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ. ๒๕๓๗
ทางโลก
คือ การแสวงหาสุขแล้วไปเจอทุกข์ เหมือนกับปลาที่ฮุบไส้เดือนแล้วไปเจอเงี่ยงเบ็ด
ทางธรรม
คือ การกำหนดหยั่งรู้ทุกข์ แล้วปล่อยวางความสุข เหมือนกับการสละไส้เดือนเพราะเห็นโทษแห่งการติดเบ็ด


ทางโลก
คือ เส้นทางที่จะไปตกเหวตาย ที่สรรพสัตว์ทั้งหลายชักนำกันไป สิ่งที่จะไปเจอคือความผิดหวัง เพราะสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือ ความแก่ ความเจ็บ ความตายและความพลัดพราก น้ำตาคือรางวัลแก่ผู้เข้าเส้นชัยที่ดำเนินไปในทิศทางของโลกโดยไม่คิดหันหัวรถ
ทางธรรม
คือ เส้นทางหวนกลับของสุนัขจนตรอก เพราะเมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าหากถูกกิเลสไล่แล้วก็ทำไปตามกิเลสความอยากของตน จะต้องไปเจอทางตันอย่างแน่นอน เพราะเราไม่สามารถจะหาสิ่งมาตอบสนองความอยากของเราได้ตลอด ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหันกลับมาฟัดกับกิเลสของเรา เหมือนกับสุนัขที่ถูกไล่ไปจนตรอก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันกลับมาต่อสู้ เส้นทางธรรมคือเส้นทางเดียวที่ชาวโลกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันหัวกลับมาเดิน เพราะว่าทิศทางของทางโลกจะไปเจอทางตัน รางวัลแก่ผู้เข้าเส้นชัยที่ดำเนินไปในทิศทางของธรรม คือ ความพ้นทุกข์ทั้งปวง


ทางโลก
คือ การทำตามใจกิเลส อันเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อน
ทางธรรม
คือ การดับกิเลส อันเป็นเหตุแห่งความสงบเย็น


ทางโลก
คือ การกินของหวานที่ทำให้เกิดร้อนใน
ทางธรรม
คือ การกินของขมที่ทำให้หายร้อนใน


ทางโลก
คือ ตัวยึด
ทางธรรม
คือ ตัววาง

บันทึกธรรม เรื่อง "อย่าทำบาปเพราะเงิน"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ. ๒๕๓๗

ถึงเราจะเป็นผู้ครองเรือน มีโอกาสน้อยที่จะมาปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง ก็ขอให้พยายามทำบุญอย่าได้ขาด ไม่เคยมีใครที่จนเพราะการทำบุญ มีแต่ว่าผลบุญจะส่งให้ผู้นั้นเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งยิ่งขึ้นไปทุกที

ในการทำธุรกิจ ก่อนที่เราจะได้เงินจากใครนั้น ให้ได้หัวใจเขามาก่อน หมายถึงว่า ทำให้เขาไว้วางใจเราว่าเราไม่หักหลังทรยศคดโกงเขา เขาเชื่อถือว่าถ้าทำการค้ากับเราแล้ว เราจะซื่อสัตย์ต่อเขา นั่นแหละเราจะสามารถทำการค้ากับเขาได้ตลอดชีวิต บุคคลผู้มากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมนั้น มันค้าขายกันได้เพียงหนสองหนเท่านั้น

ขอให้พยายามสร้างความภาคภูมิใจในความซื่อสัตย์ของเราให้มากๆ เราจะยอมให้ผู้อื่นทรยศเราสักร้อยครั้ง ก็จะไม่ยอมทรยศผู้อื่นแม้สักครั้งเดียว ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ฐานันดรอันสูงอย่างมั่นคงนั้น เขาก้าวขึ้นไปด้วยความดีทั้งนั้น ผู้ที่ก้าวขึ้นไปด้วยความชั่วร้ายนั้น อยู่ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง

ความชั่วร้ายในโลกนี้มีมาก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องตอบโต้ความชั่วร้ายอันนั้นด้วยการทำตัวเราให้เลวทรามเพื่อแก้แค้นมัน พึงชนะความชั่วด้วยการทำดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ หมากัดอย่ากัดตอบ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

สมบัติทั้งหลายเป็นของคู่โลก เรามาแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าทุกคนก็ตายโดยไม่ขนสมบัติใดไปเลย เอาไปได้เพียงบุญและบาปที่เราได้สร้างไว้เท่านั้น ฉะนั้น เราต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง อย่าทำบาปเพราะเรื่องเงินทอง มันไม่คุ้มกัน ถ้าได้เงินมาแล้วจิตเราเลวลง ยอมเสียเงินแล้วจิตเราดีขึ้นยังจะดีกว่า เพราะจิตอยู่กับเราตลอด เราจะเป็นสุขเป็นทุกข์มิใช่เพราะเงินทอง แต่เพราะจิตเราดีหรือเลวต่างหาก

บทวิเคราะห์ เรื่อง "สัมมาสมาธิ"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๒๔ ม.ค. ๒๕๓๘

จะขออ้างบาลี ซึ่งอธิบายความหมายของสัมมาสมาธิ ใน มัคควิภังค์ ว่า (จากมนต์พิธีของพระครูสมุห์เอี่ยม หน้า ๑๑๖)

กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาสะมาธิ อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สะวิตักกัง สะวิจารัง วิเวกะชัมปีติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ , วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สมาธิชัมปีติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ , ปีติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สัมปะชาโน สุขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุขะวิหารีติ ตะติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ , สุขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา ปุพเพ วะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา อะทุกขะมะสุขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง จะตุตถัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสะมาธีติ

ซึ่งแปลว่า (คำแปล จาก สวดมนต์แปลของมหามกุฏฯ )

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นชอบ) เป็นอย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามารมณ์ สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศล เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตกและวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก,

เพราะความที่วิตกและวิจารทั้งสองระงับลงเข้าถึงทุติยฌานเป็นเครื่องผ่องใสใจ ณ ภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขที่เกิดจากสมาธิ,

อนึ่ง เพราะความที่ปีติวิราศปราศไป ย่อมเป็นผู้เพิกเฉยอยู่ และมีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขอันใดเล่าเป็นเหตุ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่าเป็นผู้อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้าถึง ตติยฌาน,

เพราะละสุขเสียได้ เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะความที่โสมนัสและโทมนัสทั้ง ๒ ในกาลก่อนอัสดงดับไป เข้าถึง จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า สัมมาสมาธิ

บทวิเคราะห์ สำหรับพระโยคาวจรผู้มีอัธยาศัย ทางปัญญาวิมุติ คือผู้มากมาทางด้านการเจริญปัญญา เมื่อบรรลุเต็มภูมิของอนาคามีแล้วไซร้ ตั้งแต่นั้น จิตจะไม่เสื่อมจากปฐมฌาน เนื่องจากสามารถละจาก กามวิตก และอกุศลวิตกไปได้

สมดังคำพระบาลีที่กล่าวเกี่ยวกับปฐมฌานไว้ว่า

" ... วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สะวิตักกัง สะวิจารัง วิเวกะชัม ปีติสุขัง ปะฐะมัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ ... "

นั่นคือ จิตของท่านจะปลอดโปร่งจากกามวิตก และอกุศลวิตก แต่ยังมีกุศลวิตก กุศลวิจาร ซึ่งสามารถทำให้เกิดปีติและสุขอันเกิดจากการปราศจากอกุศลวิตกได้ตามควร แต่เนื่องจากจิตยังมีวิตกวิจาร จึงพาให้เกิดความฟุ้งซ่านได้ง่ายดายมาก

ฉะนั้นเมื่อท่านเกิดปัญญาเห็นโทษของวิตก วิจาร ก็จะทำความเพียรเพื่อดับวิตกวิจาร ด้วยการกำหนดปัจจุบันอารมณ์ให้มากขึ้น ละความวิตกวิจารเกี่ยวกับกุศลให้ขาด เมื่อท่านสามารถละอุปาทานในวิตกวิจาร หรืออุปาทานในวจีสังขาร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อุปาทานในภาษามนุษย์ทั้งหลายเสียได้ จิตของท่านก็จะเข้าถึงความสงบที่ลึกซึ้งอีกขั้นนึง คือ จิตของท่านจะไม่เสื่อมจากทุติยฌาน ดังบาลีเกี่ยวกับทุติยฌานว่า

" ... วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สมาธิชัมปีติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ ... "

จิตระดับนี้จะปราศจากวิตกวิจาร จิตจะสามารถกำหนดปัจจุบันอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากยังประกอบไปด้วยปีติอันเป็นธรรมขั้นหยาบ จิตจึงจะเกิดความเดือดร้อนต่อไปอีก เนื่องจากปีตินี่เองเป็นต้นเหตุ เพราะว่าปีติจะทำให้จิตเกิดความพลุ่งพล่านขึ้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่จะทำให้จิตฟุ้งซ่านได้ง่าย และก็การที่จิตเสพเสวยรสของปีติมากๆ จะสามารถทำให้กามวิตกอย่างหยาบสามารถกำเริบขึ้นมาในจิตได้ เมื่อกามวิตกกำเริบแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่า อกุศลวิตกต่างๆ จะกำเริบเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นเมื่อพระโยคาวจรได้เกิดปัญญาเห็นโทษของปีติ ก็จะทำความเพียรเพื่อดับปีติ โดยการถอนอุปาทานในปีติ ถอนความยินดียินร้ายในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของปีติ จิตของท่านก็จะเลื่อนเข้าถึงความสงบที่ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้นนึงคือ จิตของท่านจะไม่เสื่อมจาก ตติยฌาน

ดังบาลีเกี่ยวกับตติยฌานกล่าวว่า

" ... ปีติยา จะ วิราคา อุเปกขะโก จะ วิหะระติ สะโต จะ สัมปะชาโน สุขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ อุเปกขะโก สะติมา สุขะวิหารีติ ตะติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ ... "

นั่นคือ จิตระดับตติยฌานจะปราศจากอาการตื่นเต้นพลุ่งพล่านอันเป็นอาการของจิตในระดับที่ยังเสวยรสของปีติ จิตจะเข้าสู่ระดับแห่งการเสวยสุขชนิดละเอียด แต่จนแล้วจนรอด สุขอันละเอียดนี้ ก็ยังเป็นธรรมขั้นหยาบ จิตก็ยังจะเกิดความเดือดร้อนจากการเสวยรสของสุขอันละเอียดนี้อยู่นั่นเอง เพราะตราบใดที่ยังมีการเสวยอยู่ ก็จะไม่สามารถถอนรากเหง้าของตัณหาได้ และตราบใดที่ยังมีสุข จิตก็ย่อมจะไม่พ้นทุกข์ไปได้ และก็การที่จิตยังเสวยรสของสุขอย่างละเอียดนี้อยู่ ก็จะสามารถทำให้กามวิตกอย่างละเอียดสามารถกำเริบขึ้นมาในจิตได้ เมื่อกามวิตกกำเริบแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่า อกุศลวิตกต่างๆ จะกำเริบขึ้นเป็นเงาตามตัว

ฉะนั้น เมื่อพระโยคาวจรได้เกิดปัญญาเห็นโทษของสุข ก็จะทำความเพียรเพื่อดับสุข โดยการถอนอุปาทานในสุข ถอนความยินดียินร้ายในการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของสุข จิตของท่านก็จะเลื่อนเข้าถึงความสงบที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้นนึง คือจิตของท่านจะไม่เสื่อมจาก จตุตถฌาน

ดังบาลีเกี่ยวกับ จตุตถฌาน กล่าวว่า

" ... สุขัสสะ จะ ปะหานา ทุกขัสสะ จะ ปะหานา ปุพเพ วะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา อะทุกขะมะสุขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง จะตุตถัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ ... "

นั่นคือ จิตระดับจตุตถฌาน จะเป็นจิตที่ปราศจากสุขและทุกข์ เพราะที่ใดมีสุขที่นั้นย่อมมีทุกข์ จะเป็นจิตที่ปราศจากโสมนัสและโทมนัส เพราะที่ใดมีโสมนัส ที่นั้นย่อมต้องมีโทมนัส ฉะนั้นจิตระดับนี้จะบริสุทธิ์ผ่องใสด้วยสติและอุเบกขา

จิตที่ทรงอยู่ด้วยจตุตถฌานย่อมมีความพรั่งพร้อมที่จะบรรลุภูมิธรรมขั้นอรหัตผลในกาลทุกเมื่อ

อนึ่ง จิตในขณะที่จะละวิตกวิจารนั้น ถ้าจะเรียกไปก็จะได้ว่าเป็นจิตระดับที่จะละดีหรือละบุญ ซึ่งจะเป็นการงานระดับหนึ่งของบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นอนาคามีไปแล้ว ซึ่งพระอริยะเบื้องต่ำกว่านี้หรือผู้ที่เป็นปุถุชนจะไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการละดีหรือละบุญเป็นอันขาด เพราะว่าจิตของระดับที่ต่ำลงไปจะต้องอาศัยความดีและบุญมาช่วยในการละความชั่วหรือบาป ต่อเมื่อท่านได้บรรลุธรรมขั้นอนาคามีแล้ว ความชั่วและบาปก็ได้ถูกละไปแล้ว ท่านก็จะดำเนินการละความดีหรือละบุญ เพื่อที่จะให้จิตท่านบริสุทธิ์ขึ้นถึงระดับอรหัตภูมิ เปรียบประดุจในการซักผ้า ถ้าผ้ายังไม่สะอาดเพียงใด ก็อย่าเพิ่งล้างผงซักฟอกออกเสีย แต่เมื่อใดที่ได้ซักผ้าจนสะอาดแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล้างผงซักฟอกออกไปให้หมด บุญและความดีก็เปรียบดังผงซักฟอก บาปและความชั่วก็เปรียบดังความสกปรกในผ้า จิตก็เปรียบประดุจผ้า

นั่นคือ เมื่อจิตยังไม่หมดไปจากความชั่วอยู่เพียงใด ก็จำเป็นที่จะต้องเกาะยึดความดีอยู่ แต่เมื่อใดที่ความชั่วได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว เมื่อนั้นแล ที่จะต้องละความดีออกไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การละดีของพระอริยะขั้นสูงนั้น ไม่ใช่หมายความว่าท่านจะเลิกทำความดี ความจริงท่านก็จะยังกระทำความดีหรือกระทำบุญไปจนวันตาย แต่ที่ท่านจะตัดคือ ตัว วิตก และวิจารในบุญออกไปให้หมด ฉะนั้นการกระทำความดีของท่านจึงจะกลายเป็นเพียงกุศลกิริยาเท่านั้น จะไม่เป็นกุศลกรรมขึ้นมา

ในทางภาคปฏิบัติแล้ว เราอาจสังเคราะห์องค์ธรรมในสัมมาสมาธิลงในหมวดของขันธ์ ๕ ได้เคร่าๆ ดังต่อไปนี้ วิตก -> สัญญาขันธ์, วิจาร -> สังขารขันธ์, ปีติและสุข -> เวทนาขันธ์ ฉะนั้นการละวิตกและวิจารย่อมหมายถึงการละอุปาทานในสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ตามลำดับ การละปีติและสุข ย่อมหมายถึงการละอุปาทานในเวทนาขันธ์ ซึ่งก็หมายถึงการละตัณหาไปในตัวนั่นเอง เพราะตัณหาและเวทนาเนื่องกันอยู่

เมื่อพระโยคาวจรได้พัฒนาสัมมาสมาธิไปจนถึงขั้นจตุตถฌาน ซึ่งมีองค์ธรรมคือสติและอุเบกขา สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือการที่จะรักษาสติและอุเบกขาให้อยู่อย่างถาวรมั่นคงไม่เสื่อมถอย วิธีการนั้นก็จะต้องมากำหนดหยั่งรู้สติและอุเบกขาว่ามีธรรมชาติเป็นเช่นใด เกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด และดับไปด้วยสาเหตุใด แล้วถอนความยึดมั่นอุปาทานและความเข้าใจผิดในธรรมชาติของสติและอุเบกขาออกเสีย นั่นก็คือการละซึ่งอวิชชา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการถอนอุปาทานในวิญญาณขันธ์นั่นเอง ด้วยวิธีปฏิบัติเช่นนี้ ก็จะทำให้สติและอุเบกขาในจิตของพระโยคาวจรมีความถาวรมั่นคง ซึ่งก็คืออาการที่พระโยคาวจรได้บรรลุสู่ภูมิธรรมขั้นอรหัตผล โดยมีดวงจิตที่บริสุทธิ์ไว้ด้วยสติและอุเบกขา เป็นปัจจัยให้การถอนรากถอนโคนอวิชชาบรรลุความสำเร็จนั่นเอง ฉะนั้น สัมมาสมาธิระดับจตุตถฌานที่ผ่องแผ้วไปด้วยสติและอุเบกขาเท่านั้น ที่จะเกื้อกูลแก่พระโยคาวจรในการที่จะบรรลุอรหัตผลเป็นอย่างยิ่ง

จบบทวิเคราะห์ เรื่อง "สัมมาสมาธิ"

บันทึกเมื่อ ๒๔ มกราคม ๒๕๓๘ ที่อยุธยา

ความดีของบันทึกชุดนี้ขอถวายบูชาพระคุณ พระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏฺโ วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ พระอาจารย์ผู้มีคุณธรรมอันประเสริฐยิ่ง

 

ธรรมภาษิต ตอน "ตัณหาอยู่หนใด"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ. ๒๕๓๙

ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๑)

ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๒)

ตัณหาอยู่หนใด (ต่อ ๓)


จบธรรมภาษิต ตอน "ตัณหาอยู่หนใด" บันทึกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙

คุณความดีของธรรมะชุดนี้ขอถวายบูชาพระคุณของพระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏฺโ วัดถ้ำเสือ อ.เมือง จ.กระบี่ พระอาจารย์ผู้มากไปด้วยเมตตาและจาคะ ด้วยความเคารพอย่างสูง

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์จงมีส่วนในการดื่มด่ำธรรมรสเถิด


พระชุมพล พลปญฺโ

ธรรมภาษิต ตอน "ลมเหมันต์กรรโชก"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
พ.ศ. ๒๕๔๐

ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๑)

ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๒)

ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๓)

ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๔)

ลมเหมันต์กรรโชก (ต่อ ๕)

จบธรรมภาษิต ตอน "ลมเหมันต์กรรโชก"

บันทึกเมื่อ ต้นปี ๒๕๔๐ ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งลมเหมันต์ ณ เขาแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ความดีและบุญกุศลของธรรมะชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณและคุณแห่งบรรพชนทั้งปวงที่มีส่วนในการรักษาพระพุทธศาสนามาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนข้อบกพร่อง ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรสเถิด


ด้วยความนับถือ
จาก พระชุมพล พลปญฺโ

ธรรมภาษิต ตอน "อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
ก.ค. ๒๕๔๑

อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๑)

อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๒)

อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต (ต่อ ๓)

จบธรรมภาษิต ตอน "อุทยานธรรม บำเพ็ญจิต"

บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ชัยภูมิแห่งหนึ่ง ท่ามกลางการโอบล้อมของขุนเขา อันเป็นจุดกำเนิดเริ่มต้น แห่งความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของชนชาติไทย ณ จังหวัดพิษณุโลก

ความดีและบุญกุศลของธรรมะชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณแก่จิตวิญญาณทุกดวงที่มีส่วนในการรักษาพระพุทธศาสนาไว้คู่ชาติไทย และที่มีส่วนในการรักษาชาติไทยไว้คู่พระพุทธศาสนา

ส่วนข้อบกพร่อง ข้าพเจ้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ธรรมภาษิตที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกทั้งหมด ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ

ขอให้พระพุทธศาสนาจงอยู่คู่ชาติไทย และขอให้ชาติไทยจงอยู่คู่พระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมกษัตริย์ผู้เป็นธรรมิกราช จงทรงมีพระชนมายุยืนยาว ขอพระรัตนตรัยจงโปรดเมตตาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดกาลนาน ขอให้ข้าพเจ้าแจ่มแจ้งในธรรมที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยเทอญ


๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๑

บันทึกธรรม เรื่อง "สักกายทิฏฐิ"

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
๕ มี.ค. ๒๕๔๒

การละสักกายทิฏฐิสังโยชน์ในภาคปฏิบัตินั้น ผู้ที่ละได้ ย่อมจะมองทุกสิ่งทุกอย่างตามอาการที่มันเป็นจริง ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เมื่อมองสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง ย่อมจะเห็นสภาพความเป็นจริงของสังขารได้อย่างชัดเจนคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมจะเห็นความเป็นจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา ฉะนั้น ความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้ กับพระอริยบุคคลผู้ละสักกายทิฏฐิได้แล้วก็คือ

ปุถุชนทั้งหลายย่อมมองสังขารทั้งปวงอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น จึงยังยึดอยู่ในส่วนลึกของจิตว่า สังขารทั้งปวง เที่ยง เป็นสุข และเป็นตัวตนของเรา

ส่วนพระอริยะทั้งหลาย ย่อมมองสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง จึงเห็นสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามที่มันเป็นจริง

สำหรับความแตกต่างของพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ก็คือ พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้ แต่ยังละราคะและโทสะไม่ได้ พระสกิทาคามีละสักกายทิฏฐิได้ และสามารถทำราคะและโทสะให้เบาบางลงบ้าง พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้ ละราคะและโทสะได้ แต่ยังละอวิชชาไม่ได้ ส่วนพระอรหันต์คือผู้ละอวิชชาและกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้

พระโสดาบันนั้นเริ่มมองเห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ยังไม่สามารถถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราได้ เมื่อพระโสดาบันมีความพากเพียรในการเจริญอธิศีล อธิจิต อธิปัญญายิ่งยิ่งขึ้นไป ย่อมจะสามารถถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราให้เบาบางลงเรื่อยๆ แต่จะสามารถละได้อย่างเด็ดขาดถอนรากถอนโคนก็ต่อเมื่อละอวิชชาได้เท่านั้น คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง

อธิบายศัพท์

โดยพระชุมพล พลปญฺโ
 

อธิบายศัพท์ทางพระพุทธศาสนาโดยย่อ

 

ศัพท์หลัก


นิวรณ์ ๕

เครื่องกั้นความดี เครื่องกั้นฌานหรือสมาธิ มี ๕ อย่าง

  1. ๑. กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
  2. ๒. พยาบาท ความผูกโกรธ
  3. ๓. ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน
  4. ๔. อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและความรำคาญใจ
  5. ๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

ฌานหรือสมาธิ

มี ๓ ระดับ

  1. ๑. ขณิกสมาธิ สมาธิเล็กน้อย
  2. ๒. อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้ถึงฌาน มีองค์ ๔ คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข
  3. ๓. อัปปนาสมาธิ สมาธิถึงฌาน มี ๔ ระดับ
    1. ๓.๑ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตารมณ์
    2. ๓.๒ ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์
    3. ๓.๓ ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุขและเอกัคคตารมณ์
    4. ๓.๔ จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ เอกัคคตารมณ์และอุเบกขา

อารมณ์หรือองค์ของฌาน

  1. ๑. วิตก การตรึก นึกถึงสิ่งที่กำลังภาวนา
  2. ๒. วิจาร การตรองสิ่งที่กำลังทำว่าถูกต้องหรือไม่
  3. ๓. ปีติ ความอิ่มเอิบใจ มีอาการคือ ขนพองสยองเกล้า, น้ำตาไหล, ร่างกายโยกโคลง, ตัวลอยขึ้นจากพื้น, ร่างกายซาบซ่านใหญ่โต
  4. ๔. สุข เป็นความสุขละเอียด
  5. ๕. เอกัคคตารมณ์ อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวไม่คลาดเคลื่อน
  6. ๖. อุเบกขา ความวางเฉย

อรูปฌาน ๔

การเพ่งสิ่งไม่มีรูปเป็นอารมณ์ มี ๔ คือ

  1. ๑. อากาสานัญจายตนะ การเพ่งว่าอากาศไม่มีสิ้นสุด คือละทิ้งการกำหนดหมายในรูปธรรมทั้งปวง กำหนดว่าทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่ากลายเป็นอากาศธาตุ ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต แล้วเพ่งจนจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นี้
  2. ๒. วิญญาณัญจายตนะ การเลิกสนใจอากาสานัญจายตนะ หันมาสนใจเพ่งตัววิญญาณที่ไปรับรู้อารมณ์ว่างเปล่าของอากาสานัญจายตนะแทน
  3. ๓. อากิญจัญญายตนะ การเลิกสนใจวิญญาณตัวรับรู้ในอากาศ หันมากำหนดว่าไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วเพ่งจนจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นี้
  4. ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ การเลิกสนใจที่จะเพ่งว่าไม่มีอะไรของอากิญจัญญายตนะ ซึ่งถือว่าเป็นการปล่อยวางสัญญา (คือตัวกำหนดหมาย) ว่าไม่มีอะไรเสีย แต่ว่าเนื่องจากยังพอใจพึงใจในการเสพเสวยรส (เวทนา) ของการวางสัญญา ทำให้สัญญายังไม่ขาดหายไปเสียเลยทีเดียว จึงกลายเป็นสมาธิที่จะมีสัญญาก็ไม่ใช่ จะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

สังโยชน์ ๑๐

กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. สักกายทิฏฐิ มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา
  2. ๒. วิจิกิจฉา สงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
  3. ๓. สีลัพพตปรามาส การถือศีลไม่จริงจัง หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น
  4. ๔. กามราคะ ความยินดีในกามคุณ
  5. ๕. ปฏิฆะ ความขุ่นใจ
  6. ๖. รูปราคะ ความพอใจในวัตถุหรือรูปฌาน
  7. ๗. อรูปราคะ ความพอใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
  8. ๘. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
  9. ๙. มานะ ความถือตัวถือตน
  10. ๑๐. อวิชชา ความโง่ ความไม่รู้
  11. ถ้าละได้ ๓ ข้อ (๑.-๓.) เป็นพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามีตามความละเอียดของจิตที่ละได้ ถ้าละได้ ๕ ข้อ เป็นพระอนาคามี ถ้าละได้หมดทุกข้อ เป็นพระอรหันต์


พระอริยเจ้า

ผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา มี ๔ ขั้น

  1. ๑. พระโสดาบัน มี ๓ ขั้น
    1. ๑.๑ สัตตักขัตตุง เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๗ ชาติ
    2. ๑.๒ โกลังโกละ เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๓ ชาติ
    3. ๑.๓ เอกพิชี เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๑ ชาติ
  2. ๒. พระสกิทาคามี เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๑ ชาติ
  3. ๓. พระอนาคามี ไม่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว
  4. ๔. พระอรหันต์ นิพพานเลย

บารมี ๑๐

กำลังใจที่ต้องทำให้เต็ม ไม่พร่อง มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. ทาน การให้โดยไม่หวังผล
  2. ๒. ศีล การรักษาศีลให้เป็นปกติ
  3. ๓. เนกขัมมะ การถือบวช
  4. ๔. ปัญญา ความรู้
  5. ๕. วิริยะ ความเพียร
  6. ๖. ขันติ ความอดทนอดกลั้น
  7. ๗. สัจจะ ความตั้งใจจริง เอาจริง จริงใจ
  8. ๘. อธิษฐาน ความตั้งใจมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง
  9. ๙. เมตตา ความรักด้วยความปราณี
  10. ๑๐. อุเบกขา ความวางเฉย

พรหมวิหาร ๔

ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพรหม มี ๔ ข้อ

  1. ๑. เมตตา คือความรักด้วยความปรารถนาดี
  2. ๒. กรุณา คือความสงสารปราณีต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
  3. ๓. มุทิตา คือความมีจิตชื่นบาน,พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
  4. ๔. อุเบกขา คือ อารมณ์เป็นกลาง วางเฉย

อนุสสติ ๑๐

การระลึกถึงสิ่งที่เป็นคุณ มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
  2. ๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
  3. ๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
  4. ๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณของศีลเป็นอารมณ์
  5. ๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงคุณหรือผลของทานเป็นอารมณ์
  6. ๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
  7. ๗.มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
  8. ๘. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณหรือความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์
  9. ๙. กายคตานุสสติ ระลึกถึงความสกปรกของร่างกายเป็นอารมณ์
  10. ๑๐. อานาปานุสสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก

มรรค

ทางไปสู่ความพ้นทุกข์ มีองค์ ๘ คือ

  1. ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นในอริยสัจ ๔ ได้แก่เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค
  2. ๒. สัมมาสังกับโป ความดำริชอบ คือดำริในการออกจากกาม ดำริในการไม่พยาบาท ดำริในการไม่เบียดเบียน
  3. ๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกกัน ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  4. ๔. สัมมากัมมันโต การงานชอบ คือการงานที่ไม่ฆ่าสัตว์ การงานที่ไม่ลักขโมย การงานที่ไม่ประพฤติผิดในกาม
  5. ๕. สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ คือการเลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่หลอกลวงเค้าเลี้ยงชีวิต
  6. ๖. สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ คือเพียรในการละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรในการระวังไม่ให้บาปที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น, เพียรในการยังกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขี้น, เพียรในการรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้ดับไป
  7. ๗. สัมมาสติ คือการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
  8. ๘. สัมมาสมาธิ คือการเจริญสมาธิในฌานทั้ง ๔

สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ย่อลงมาเป็นศีล
สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อลงมาเป็นสมาธิ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ย่อลงมาเป็นปัญญา

ดังนั้น มรรคทั้ง ๘ องค์ ย่อลงมาได้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

บางทีท่านย่อมรรคทั้ง ๘ องค์ เป็น ทาน ศีล ภาวนา โดยภาวนาก็คือ สมาธิ+ปัญญา ส่วนทานเป็นองค์ประกอบที่จะช่วยให้ศีลและภาวนาผ่องใส


มหาสติปัฏฐาน ๔

ทางเอกที่จะนำไปสู่มรรคผล มี ๔ ฐาน

  1. ๑. กายานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณากายในกาย ดูร่างกาย คือ ดูลมหายใจ, ดูอริยาบถ, ดูร่างกายเป็นปฏิกูล, ดูร่างกายเป็นธาตุ ๔, ดูร่างกายเป็นซากศพ
  2. ๒. เวทนานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาเวทนาในเวทนา ดูการเสวยอารมณ์ คือ ให้รู้ว่ากำลังมีสุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์, สมหวัง, ผิดหวัง ,เฉยๆ, ดูว่าอารมณ์มีอามิสอยู่หรือไม่
  3. ๓. จิตตานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาจิตในจิต ดูจิต คือ รู้ว่าจิตมีราคะ, ไม่มีราคะ, รู้ว่าจิตมีโทสะ, ไม่มีโทสะ, รู้ว่าจิตมีโมหะ(หลง), ไม่มีโมหะ, รู้ว่าจิตหดหู่, รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน, รู้ว่าจิตมีอารมณ์ใหญ่(ในทางอยาก), ไม่มีอารมณ์ใหญ่, รู้ว่าจิตมีอารมณ์เยี่ยมกว่า(ในทางธรรม), ไม่มีอารมณ์เยี่ยมกว่า, รู้ว่าจิตตั้งมั่น, จิตไม่ตั้งมั่น, รู้ว่าจิตหลุดพ้น, ไม่หลุดพ้น
  4. ๔. ธรรมานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาธรรมในธรรม ดูการเกิดดับคือ ดูนิวรณ์ ๕, ดูขันธ์ ๕, ดูการกระทบกันของอายตนะภายใน (ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส,ธัมมารมณ์), ระลึกถึงโพชฌงค์ ๗ (สติ-ความระลึกได้, ธรรมวิจยะ-การวินิจฉัยธรรม, วิริยะ-ความเพียร, ปีติ-ความอิ่มใจ, ปัสสัทธิ-ความสงบ, สมาธิ-จิตตั้งมั่น, อุเบกขา-ความวางเฉย), พิจารณาอริยสัจ ๔ (ทุกขสัจ, สมุทัยสัจ=ตัณหา, นิโรธสัจ, มรรคสัจ=ศีล สมาธิ ปัญญา)

มงคล ๓๘

คือสิ่งที่นำมงคลความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้ปฏิบัติมี ๓๘ ข้อดังนี้

  1. ๑. ไม่คบคนชั่ว
  2. ๒. คบคนดี
  3. ๓. บูชาสิ่งหรือคนที่ควรบูชา
  4. ๔. อยู่ในสถานที่อันสมควร
  5. ๕. การได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อน
  6. ๖. การตั้งตนไว้ชอบ
  7. ๗. การได้สดับตรับฟังมาก
  8. ๘. การมีศิลปะ
  9. ๙. การศึกษาวินัยและกฎระเบียบแล้วนำมาปฏิบัติ
  10. ๑๐. การกล่าววาจาสุภาษิต
  11. ๑๑. การอุปัฏฐากมารดาบิดา
  12. ๑๒. การสงเคราะห์บุตร
  13. ๑๓. การสงเคราะห์ภรรยา
  14. ๑๔. การกระทำการงานไม่คั่งค้าง
  15. ๑๕. การให้ทาน
  16. ๑๖. การประพฤติธรรม
  17. ๑๗. การสงเคราะห์ญาติ
  18. ๑๘. การกระทำการงานไม่มีโทษ
  19. ๑๙. การเว้นจากการทำบาป
  20. ๒๐. การไม่ดื่มสุราเมรัย
  21. ๒๑. การไม่ประมาทในธรรม
  22. ๒๒. การมีสัมมาคารวะ
  23. ๒๓. การไม่เย่อหยิ่งจองหอง
  24. ๒๔. ความสันโดษยินดีในสิ่งที่มีอยู่
  25. ๒๕. ความมีกตัญญู
  26. ๒๖. การได้ฟังธรรมตามกาล
  27. ๒๗. ความอดทน
  28. ๒๘. การว่าง่ายสอนง่าย
  29. ๒๙. การได้เห็นสมณะ
  30. ๓๐. การได้สนทนาธรรมตามกาล
  31. ๓๑. การแผดเผากิเลส
  32. ๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์
  33. ๓๓. การได้เห็นอริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
  34. ๓๔. การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
  35. ๓๕. จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๘ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
  36. ๓๖. จิตไม่เศร้าโศก
  37. ๓๗. จิตปราศจากธุลี คือ กิเลส
  38. ๓๘. จิตเกษม

อริยทรัพย์

คือทรัพย์ภายใน ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์ของพระอริยเจ้า มี ๗ ข้อคือ

  1. ๑. ศรัทธา ทรัพย์คือศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
  2. ๒. ศีล ทรัพย์คือศีล การสำรวมกายและวาจาให้เรียบร้อยไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น พร้อมทั้งตัวเอง
  3. ๓. หิริ ทรัพย์คือความละอายต่อบาป
  4. ๔.โอตตัปปะ ทรัพย์คือความเกรงกลัวต่อบาป
  5. ๕. พาหุสัจจะ ทรัพย์คือการได้ยินได้ฟังได้ศึกษาธรรมมามาก
  6. ๖. จาคะ ทรัพย์คือการสละ การให้
  7. ๗. ปัญญา ทรัพย์คือการมีปัญญารู้เท่าทันความจริงของสังขารทั้งปวง

ธรรมอันทำให้งาม ๒

  1. ๑. ขันติ ความอดทน
  2. ๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม คือเก็บอารมณ์ไว้ภายใน ไม่แสดงอาการหุนหันพลันแล่นมุทะลุออกมา

ปฏิจจสมุปบาท

ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น

สายเกิดคือ
  1. อวิชชา ความไม่รู้ เป็นปัจจัยแก่ สังขาร คือการปรุงแต่งของจิต
  2. สังขาร เป็นปัจจัยแก่ วิญญาณ คือการรับรู้รับทราบอารมณ์
  3. วิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ นามรูป คือ การรวมตัวเข้ากันเป็นขันธ์ทั้ง ๕ นั่นคือ รูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
  4. นามรูป เป็นปัจจัยแก่ สฬายตนะ คือ อายตนะทั้ง ๑๒ เป็นที่รับรู้อารมณ์ได้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์
  5. สฬายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ คือ การกระทบของอารมณ์ คือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับรู้ธัมมารมณ์
  6. ผัสสะ เป็นปัจจัยแก่ เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ข้างต้น คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ อุเบกขา(วางเฉย) ตามทวารทั้ง ๖ ข้างต้น เมื่อได้กระทบอารมณ์
  7. เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา คือ ความสุข ทุกข์ อุเบกขา ทำให้เกิดความอยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป
  8. ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน คือ ความยึดมั่น
  9. อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ คือ ภาวะความเป็นอยู่ของสัตว์ที่ต้องมาเสวยกรรมที่ตนสร้างมา
  10. ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ คือ ความเกิด
  11. ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และทุกข์อื่นๆอีกทั้งหลาย
ปฏิจจสมุปบาทสายดับคือ
เมื่อดับอวิชชาได้ ->
สังขารก็ดับ ->
วิญญาณดับ ->
นามรูปดับ ->
สฬายตนะดับ ->
ผัสสะดับ ->
เวทนาดับ ->
ตัณหาดับ ->
อุปาทานดับ ->
ภพดับ ->
ชาติดับ ->
ทุกข์ทั้งหลายดับ

ไตรวัฏ

การวน ๓ คือ

กิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุให้เกิดกรรม คือการกระทำอันถึงพร้อมด้วยเจตนา ก่อให้เกิดวิบาก คือผลของกรรม เมื่อรับวิบากแล้วก็เกิดกิเลส แล้วสร้างกรรม เกิดวิบาก เกิดกิเลส วนกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น เรียกว่า ไตรวัฏ


ภพ ๓

ที่อยู่ของหมู่สัตว์ ๓ ชั้น

  1. ๑. กามภพ คือภพของผู้ยังเสพกาม ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖
  2. ๒. รูปภพ คือภพของผู้ที่พ้นจากกาม แต่อยู่ในขอบเขตของ รูปฌาน (ฌานที่มีรูปเป็นอารมณ์) ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้น
  3. ๓. อรูปภพ คือภพของผู้ที่พ้นจากกามและรูปฌาน แต่อยู่ในขอบเขตของ อรูปฌาน (ฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์) ได้แก่ อรูปพรหม ๔ ชั้น

ขันธ์ ๕

ร่างกายของมนุษย์ ประกอบไปด้วย

  1. ๑. รูป ร่างกายตัวเนื้อ
  2. ๒. เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์
  3. ๓. สัญญา ความจำ
  4. ๔. สังขาร ความคิดดี คิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว
  5. ๕. วิญญาณ ความรู้สึกของร่างกาย (ระบบประสาท)

รูป

คำว่ารูป ในภาษาธรรมะมีความหมายได้ ๓ นัย


เวทนา ๓

  1. ๑. สุขเวทนา เวทนาคือความสุข
  2. ๒. ทุกขเวทนา เวทนาคือความทุกข์
  3. ๓. อุเบกขาเวทนา เวทนาคือความไม่สุขไม่ทุกข์ คือเฉยๆ

เวทนา ๓ เมื่อแจงให้ละเอียดซอยลงไปอีก ได้เป็น เวทนา ๕ คือ

  1. ๑. สุขเวทนา คือ ความสุขกาย
  2. ๒. โสมนัสเวทนา คือ ความสุขใจ
  3. ๓. ทุกขเวทนา คือ ความทุกข์กาย
  4. ๔. โทมนัสเวทนา คือ ความทุกข์ใจ
  5. ๕. อุเบกขาเวทนา คือ ความไม่สุขไม่ทุกข์ คือเฉยๆ

เวทนา ๖

เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกขา ที่แยกเกิดตามทวารทั้ง ๖ คือ

  1. ๑. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางตาเห็นรูป เรียกว่า จักษุสัมผัสสชาเวทนา
  2. ๒. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางหูได้ยินเสียง เรียกว่า โสตสัมผัสสชาเวทนา
  3. ๓. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางจมูกได้กลิ่น เรียกว่า ฆานสัมผัสสชาเวทนา
  4. ๔. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางลิ้นรับรส เรียกว่า ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
  5. ๕. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางกายถูกโผฏฐัพพะ เรียกว่า กายสัมผัสสชาเวทนา
  6. ๖. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางใจรับธัมมารมณ์ เรียกว่า มโนสัมผัสสชาเวทนา

สังขาร

คำว่าสังขารในภาษาธรรมะ มีความหมายได้หลายนัย
โดยรากศัพท์เดิมแปลว่า การประกอบปรุงแต่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เรียกได้หลายนัย เช่น

เนื่องจากคำว่าสังขารมีความหมายได้หลายนัยข้างต้น ฉะนั้น เมื่อเราเห็นคำว่าสังขารในหนังสือธรรมะ พึงเทียบเคียงว่าเป็นความหมายอันใดแน่


วิญญาณ ๖

  1. ๑. การรับรู้อารมณ์ทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ
  2. ๒. การรับรู้อารมณ์ทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ
  3. ๓. การรับรู้อารมณ์ทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ
  4. ๔. การรับรู้อารมณ์ทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
  5. ๕. การรับรู้อารมณ์ทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ
  6. ๖. การรับรู้อารมณ์ทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

กิเลส ๓

  1. ๑. ราคะ ความรัก หรือ โลภะ ความโลภ (ในภาษาธรรมะ ความรักกับความโลภ คือตัวเดียวกัน)
  2. ๒. โทสะ ความโกรธ
  3. ๓. โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง

ตัณหา

ความอยาก มี ๓ อย่าง

  1. ๑. กามตัณหา ความอยากให้มา
  2. ๒. ภวตัณหา ความอยากให้อยู่
  3. ๓. วิภวตัณหา ความอยากให้ไป

ไตรลักษณ์

ลักษณะ ๓ ของสรรพสิ่ง คือ สิ่งทั้งหลายย่อมมี ๓ ลักษณะคือ

  1. ๑. อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
  2. ๒. ทุกขัง ทนได้ยาก ทนได้ลำบาก เดือดร้อน
  3. ๓. อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ฝืนความปราถนา ว่าไม่ฟัง

อุปาทานขันธ์ ๕

  1. ๑. รูปูปาทาน แปลว่า อุปาทานในรูป คือความยึดมั่นในรูปขันธ์
  2. ๒. เวทนูปาทาน แปลว่า อุปาทานในเวทนาขันธ์
  3. ๓. สัญญูปาทาน แปลว่า อุปาทานในสัญญาขันธ์
  4. ๔. สังขารูปาทาน แปลว่า อุปาทานในสังขารขันธ์
  5. ๕. วิญญาณูปาทาน แปลว่า อุปาทานในวิญญาณขันธ์

อายตนะ

ตัวกระทบซึ่งอารมณ์ มี ๖ คู่ คือ

อายตนะภายใน ๖อายตนะภายนอก ๖
ตารูป
หูเสียง
จมูกกลิ่น
ลิ้นรส
กายโผฏฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ด้วยกาย)
ใจธัมมารมณ์ (สิ่งที่รับรู้ด้วยใจ)

ศัพท์ต่างความหมาย

มัธยัสถ์
ในภาษาธรรมแปลว่า การผูกจิตเอาไว้ ไม่ปล่อยจิตให้หวั่นไหวไปตามอำเภอใจ ปัจจุบันแปลว่าประหยัด
สันโดษ
ในภาษาธรรมแปลว่า การยินดีตามมีตามได้ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินฐานะ แต่ในปัจจุบันมักนำไปแปลความหมายว่า ความโดดเดี่ยวเดียวดาย
ทิฎฐิ
แปลว่าความเห็น สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นถูกความเห็นชอบ มิจฉาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นผิด แต่บางทีคำว่าทิฏฐิอาจนำไปแปลงความหมายว่า ความยึดมั่นความเห็นไปในทางไม่ดี จนออกจะดื้อรั้น ไม่ฟังความคิดความเห็นของคนอื่น ไม่สนใจในเหตุผลที่คนอื่นนำเสนอ ยกตัวอย่างประโยค เช่น “ผู้ชายคนนี้เป็นคนทิฏฐิแรง” เป็นต้น ดังนี้ เมื่อเจอคำว่า ‘ทิฏฐิ’ ในหนังสือธรรมะ โดยไม่มีคำขยายนำหน้า ก็พึงเทียบเคียงดูว่า ‘ทิฏฐิ’ คำนี้ มีความหมายว่า ความเห็นเฉยๆ ธรรมดา หรือมีความหมายไปในทางว่าดื้อรั้นไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น
มานะ
ในภาษาโลกหมายถึงมีความเพียร (วิริยะ) แต่ในภาษาธรรมหมายถึง ความถือตัว เย่อหยิ่ง ถือดี ฉะนั้นเมื่อเจอศัพท์คำว่ามานะในหนังสือธรรมะ มักจะมีความหมายถึงกิเลสตัวหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในจิตของบุคคลที่ยังมีกิเลสทั้งหลาย คือความถือตัว เย่อหยิ่ง ถือดี
โลกียะ
ภาษาธรรมะหมายถึง สิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยโลก ยังไม่พ้นโลก ยังไม่ถึงนิพพาน เช่น โลกียสมบัติแปลว่าสมบัติของโลก โลกียธรรมแปลว่าธรรมที่เนื่องด้วยโลก ธรรมที่ยังไม่พ้นโลก ซึ่งหมายรวมถึง กาม รูปฌาน อรูปฌาน แต่บัดนี้ภาษาไทยได้นำมาใช้ในความหมายทางกามอย่างเดียว ซึ่งเป็นการนำมาจำกัดความหมายให้แคบลงกว่าความหมายเดิม ฉะนั้น เมื่อเจอคำว่าโลกีย์ ในภาษาธรรมะ จงเข้าใจว่าไม่ใช่หมายถึงเรื่องกามอย่างเดียว

ศัพท์อื่นๆ

know
แปลว่า รู้
practise
แปลว่า ฝึกฝน
experience
แปลว่า เชี่ยวชาญ ชำนาญ มีประสบการณ์ รู้ซึ้ง
มายา
แปลว่า ความไม่มีจริง ความหลอกลวง ความเพ้อฝัน ความไม่ทนทานต่อการพิสูจน์ ความไม่ทนทานต่อการพินิจพิเคราะห์
ปฏิปทา
แปลว่าการประพฤติตน
พระโยคาวจร
แปลว่าผู้ใฝ่ในการปฏิบัติธรรมฝึกฝนจิต
อภัยทาน
แปลว่าการให้ความไม่มีภัยแก่ผู้อื่น นั่นคือการไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั่นเอง การถือศีลจัดเป็นอภัยทานอย่างหนึ่ง
โลกามิส
แปลว่าสมบัติที่ชาวโลกสมมุติว่ามีค่า มีราคา น่าได้ น่ามี น่าเอา
โลกุตตระ
แปลว่าความพ้นโลก
ศีลข้ออพรัหมจริยา
หมายถึงศีลข้อ ๓ ในศีล ๘ ที่จะต้องงดเว้นการเสพกามโดยการประพฤติอย่างพรหมคือ ไม่มีคู่ อยู่ผู้เดียว
ภาวนามยปัญญา
แปลว่า ปัญญาในภาคปฏิบัติที่เกิดจากการ�อบรมฝึกฝนจิต ภาวนามยปัญญานี่เองที่เป็นกำลังสำคัญในการฟาดฟันกับกิเลสในภาคปฏิบัติ
วิหารธรรม
แปลว่า ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ ธรรมอันเป็นเครื่องอาศัยของจิต ธรรมอันเป็นที่พักพิงของจิต
อธิ
แปลว่ายิ่ง อธิศีลแปลว่าศีลอันยิ่ง อธิจิตคือฝึกจิตให้ยิ่ง อธิปัญญาคือฝึกฝนปัญญาให้ยิ่ง
สติ
แปลว่าความระลึกได้
สัมปชัญญะ
แปลว่าความรู้ตัวทั่วพร้อม
ปฏิสัมภิทา
คือความแตกฉานในธรรมะ แตกฉานในการอธิบายความหมายธรรมะ แตกฉานในการใช้ภาษาอธิบายความ แตกฉานในการมีปฏิภาณไหวพริบรวดเร็วทันเหตุการณ์เฉพาะหน้า
อภิญญา
คือการรู้ที่รู้ยิ่งกว่าสามัญชน หรือการที่ทำอะไรได้ยิ่งกว่าสามัญชนสามารถทำได้ เป็นอัศจรรย์
วิมุติ
แปลว่าความหลุดพ้น
อัปปมาณา ธัมมา
แปลว่า สิ่งที่ไม่มีประมาณ ไร้เขต ไร้แดน เป็นคำที่มีความหมายถึงโลกุตตรธรรม หรือหมายถึงนิพพาน
นิพพาน
หมายถึง สภาวะจิต หรือสถานที่ ที่ไร้ทุกข์ หมดทุกข์ สิ้นทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวง

พระมหาเถระ พุทธสาวก

 

พระมหากัสสป

คือภิกษุผู้ใหญ่ครั้งพุทธกาลองค์หนึ่ง ออกบวชจากสกุลพราหมณ์ที่ร่ำรวยมหาศาล เป็นผู้มักน้อยสันโดษ ยินดีในการถือธุดงควัตร พระพุทธเจ้าทรงยกย่องในเรื่องนี้เอาไว้มาก ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านเป็นองค์สำคัญที่นำพระเถระทั้งหลายสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก


 

พระนาลกะ

หลานของกาลเทวินดาบสที่เป็นผู้มาทำนายเจ้าชายสิทธัตถะว่าจะได้เป็นศาสดาเอกตั้งแต่วันประสูติใหม่ๆ กาลเทวินดาบสได้แนะนำให้ท่านนาลกะออกบวชรอมหาบุรุษ ท่านจึงได้สละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ออกบวชรอเป็นเวลาถึง ๓๕ ปี เมื่อมหาบุรุษได้ตรัสรู้แล้ว ท่านได้มาขอฟังธรรมแล้วไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ท่านปฏิบัติโมเนยยปฏิปทา คือมีความมักน้อยสันโดษอย่างสูง ไม่ติดไม่ข้องสิ่งใด วันนี้นอนโคนไม้ต้นนี้ พรุ่งนี้นอนโคนไม้ต้นอื่น ไม่ซ้ำต้น วันนี้บิณฑบาตรบ้านนี้ พรุ่งนี้บิณฑบาตรบ้านอื่น ไม่ซ้ำบ้าน ท่านมักน้อยอย่างอุกฤษฏ์มาก หลังจากท่านฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติได้ ๗ เดือน พระนาลกะก็เข้านิพพาน (มรณภาพ) ในท่ายืน หันหน้าไปทางที่พระพุทธเจ้าประทับ ท่านเป็นพระอรหันต์ที่ปฏิบัติในโมเนยยปฏิปทา (ปฏิปทาของพระมุนี) อย่างอุกฤษฏ์ มีความมักน้อยสันโดษอย่างสูง หาที่เปรียบมิได้


พระจุลปันถก

พระมหาปันถกผู้เป็นพี่ชาย เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้ว ก็พยายามสอนพระน้องชายชื่อพระจุลปันถก เพื่อจะให้บรรลุธรรมตาม แต่พระจุลปันถกท่านเป็นคนโง่ เพราะในอดีตชาติเคยหัวเราะเยาะคนโง่มา เลยทำให้ท่านไม่สามารถท่องจำคาถาแค่ ๔ บรรทัดได้ ทั้งที่ใช้เวลาถึง ๓-๔ เดือน พระมหาปันถกต้องการลงโทษจึงขับไล่ พระจุลปันถกน้อยใจจึงไปหาพระพุทธเจ้าเพื่อขอลาสึก แต่พระพุทธเจ้าไม่ยอมสึกให้ พร้อมทั้งมอบผ้าขาวให้ ๑ ผืนให้พระจุลปันถกเอามือลูบ พร้อมทั้งท่องว่า รโชหรณังๆๆ ซึ่งแปลว่า ผ้าเช็ดธุลีๆๆ พระจุลปันถกลูบไป จนผ้าสีขาวกลายเป็นสีเทา เนื่องจากเหงื่อไคลในกายติดผ้า ท่านจึงเกิดปัญญาว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ขาวแล้วกลับไม่ขาว จนเกิดญาณเห็นโทษในสังขาร บรรลุอรหัตผลขณะที่เอามือลูบผ้าขาวนั้นเอง